Loading

โครงการอสังหาใหม่ชะลอตัว ผลกระทบจากมาตรการคุมสินเชื่อ

วันที่ : 19 พฤศจิกายน 2561
นายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และรักษาการ ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยของกรุงเทพฯและปริมณฑลมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งในด้านอุปสงค์และอุปทาน เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2560 โดยในด้านอุปสงค์มีการปรับเพิ่มขึ้นของการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมีการขยายตัวของจำนวนหน่วย 5.0% และในส่วนมูลค่าเพิ่มขึ้น 14.6% ขณะที่สินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ เพิ่มขึ้น 13.3%
          นายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และรักษาการ ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยของกรุงเทพฯและปริมณฑลมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งในด้านอุปสงค์และอุปทาน เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2560 โดยในด้านอุปสงค์มีการปรับเพิ่มขึ้นของการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมีการขยายตัวของจำนวนหน่วย 5.0% และในส่วนมูลค่าเพิ่มขึ้น 14.6% ขณะที่สินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ เพิ่มขึ้น 13.3% ในด้านอุปทานมีการปรับเพิ่มขึ้นของหน่วยอยู่อาศัยเปิดขายใหม่ 28.5% และมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 32.6% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกหลังจากชะลอตัวมา 4 ไตรมาสตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2560 เนื่องจาก ผู้ประกอบการได้ชะลอเปิดขายโครงการใหม่ เพื่อลดอุปทานส่วนเกินในตลาด ขณะที่ ที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.3%
          สำหรับตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดภูมิภาคด้านอุปสงค์มีการปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้าเช่นกันโดยสะท้อนจากจำนวนหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์ ที่อยู่อาศัยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.8% และมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่เพิ่มขึ้น 9.8% โดยมีการเพิ่มขึ้น มากในพื้นที่จังหวัดท่องเที่ยวที่สำคัญรวมถึง พื้นที่จังหวัด EEC (ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา) ส่วนด้านอุปทานมีการปรับตัว ลดลงเล็กน้อย โดยพิจารณาจากการขอ ใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยที่ลดลงประมาณ 5.1% โดยเป็นผลจากที่อาคารชุดมีการ ลดลงอย่างชัดเจนถึง 67.9% เนื่องจากยังมีอุปทานที่อยู่อาศัยเหลือขายสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก ขณะที่แนวราบกลับมีการเพิ่มขึ้น 5.6%
          ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์คาดการณ์ว่า สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยทั้งในด้านอุปสงค์และอุปทานในปี 2561 นี้ จะปรับตัวดีขึ้น กว่าปี 2560 โดยเป็นผลจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ทั้งภาคการ ส่งออก และการท่องเที่ยว รวมถึงการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกท์ของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ รถไฟฟ้าความเร็วสูง นอกจากนั้นมาตรการกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อ ที่อยู่อาศัยของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 เมษายน 2562 คาดว่า จะส่งผลให้ยอดโอนกรรมสิทธิ์และสินเชื่อที่อยู่อาศัยมีการเร่งตัวก่อนที่จะมีมาตรการบังคับใช้
          สำหรับตลาดที่อยู่อาศัยในภูมิภาคในปี 2561 คาดการณ์ว่าจะมีการขยายตัวของอุปสงค์อย่างชัดเจน โดยจะมีหน่วยและมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์สูงถึงประมาณ 21% ขณะที่อุปทานโดยดูจากการขอใบอนุญาตก่อสร้างกลับมีการ ลดลง 3.2% โดยการขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคารชุดมีการลดลงถึง 49% ขณะที่บ้านจัดสรรเพิ่มขึ้นเพียง 2.9% เท่านั้น ซึ่งทำให้เห็นการปรับตัวของอุปสงค์และอุปทานที่มีความสมดุลกันมากขึ้น
          อย่างไรก็ดี ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์คาดการณ์ว่า ผลจากมาตรการควบคุมสินเชื่อ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจะกระทบต่อตลาดที่อยู่อาศัยทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล และในพื้นที่ภูมิภาค โดยคาดว่าจะมีการชะลอตัวทั้งในด้านอุปสงค์และอุปทาน
ข่าว reic จากสื่อสิ่งพิมพ์ อื่นๆ