Loading

รฟ.ทางคู่หาดใหญ่-ปาดังฯ ไม่คุ้มทุน-ลดสเปก จากระบบไฟฟ้าเป็น'ดีเซล' งบน้อยลงพันล.-ชงคค.เคาะ ขยายครัวบินไทยเชียงใหม่ รองรับ'ไฟลต์ทัวร์'เข้าเพิ่มธปท.เปิดกว้างเงิน'คริปโท

วันที่ : 7 สิงหาคม 2561
รฟ.ทางคู่หาดใหญ่-ปาดังฯ ไม่คุ้มทุน-ลดสเปก จากระบบไฟฟ้าเป็น'ดีเซล' งบน้อยลงพันล.-ชงคค.เคาะ ขยายครัวบินไทยเชียงใหม่ รองรับ'ไฟลต์ทัวร์'เข้าเพิ่มธปท.เปิดกว้างเงิน'คริปโท

คมนาคมปรับวุ่นแผนรถไฟทางคู่หาดใหญ่-ปาดังฯใช้ดีเซลแทนระบบไฟฟ้า เหตุไม่คุ้มค่า ประหยัดเงินก่อสร้างพันล้าน 'บินไทย' เตรียมประมูลครัวการบินเชียงใหม่ ก.ย.นี้ รองรับท่องเที่ยวขยายตัว 'อีอีซี'เนื้อหอม

สวนน้ำ-สวนสนุกตปท.ลงทุนอีอีซี

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม นายนฤตม์ เทอด สถีรศักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีนักลงทุนทั้งไทย และต่างประเทศในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อาทิ อุตสาหกรรมสวนน้ำ สวนสนุก การแสดงโชว์ต่างๆ ธุรกิจงานประชุมสัมมนาและการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล (ไมซ์) ทยอยเข้ามาสอบถาม เพื่อขอรับการส่งเสริมการลงทุนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ในเมืองพัทยา จ.ชลบุรี เนื่องจากเห็นว่าระยะต่อไปหลังจากรถไฟความเร็วสูงเปิดใช้ ควบคู่โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาส่วนหนึ่งของเมืองการบินภาคตะวันออก รวมทั้งโครงการต่างๆ ของอีอีซี เปิดอย่างเต็มรูปแบบ จะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก จึงเห็นโอกาสการลงทุน

โดยสถิติขอรับส่งเสริมการลงทุน 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2556-2560) มีนักลงทุนอุตฯท่องเที่ยว ขอรับส่งเสริมการลงทุนประมาณ 6,000 ล้านบาท มีทั้งลงทุนแล้ว และอยู่ระหว่างการลงทุน อาทิ สวนน้ำการ์ตูนเน็ตเวิร์ก อเมซอน อ.สัตหีบ ใกล้เมืองพัทยา จ.ชลบุรี สถานที่แสดงบิมบิมบับโชว์ จากเกาหลี อาร์ต อิน พาราไดซ์ พิพิธภัณฑ์ ภาพจิตรกรรม 3 มิติ และอาณาจักรอุษาคเนย์ ซึ่งเป็นเมืองจำลองประวัติศาสตร์

ลุ้นขอลงทุน3จว.ทะลุ3แสนล.

นายนฤตม์กล่าวว่า ส่วนภาพรวมนักลงทุนเข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่อีอีซี จ.ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง 6 เดือนแรก (มกราคม-มิถุนายน 2561) มีจำนวน 142 โครงการ เงินลงทุนรวม 1.83 แสนล้านบาท คิดเป็น 67% ของเงินลงทุนทั้งหมดที่ขอรับการส่งเสริม เพิ่มขึ้น 122 % เทียบกับมูลค่าในช่วงระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ อุตสาหกรรมการแพทย์ อุตสาหกรรมอากาศยาน และอุตสาหกรรมดิจิทัล

ทั้งนี้ เป้าหมายการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่อีอีซีทั้งปีอยู่ที่ 3 แสนล้านบาท แต่มีโอกาสที่จะมียอดขอส่งเสริมเกินกว่าเป้าหมาย เนื่องจากช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้จะมีโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในอีอีซีทยอยขอส่งเสริมการลงทุนหลายโครงการ โดยเฉพาะรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

ชงครม.ไฟเขียวผู้ว่ากนอ.เดือนนี้

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ขั้นตอนการแต่งตั้งผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) โดยผ่านกระบวนการสรรหาแล้ว อยู่ระหว่างส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาต่อไป คาดว่าขณะนี้เรื่องอยู่ที่กระทรวงการคลัง หลังจากนั้นจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติแต่งตั้งต่อไป โดยคาดว่าจะเสนอ ครม.ได้เร็วที่สุดในดือนสิงหาคมนี้

แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ขั้นตอนการสรรหาผู้ว่าการ กนอ.คนใหม่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินการเสร็จไปแล้ว และส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ติดปัญหาด้านการคัดเลือกจนทำให้ล่าช้าออกไป แต่อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าไม่ได้กระทบการดำเนินงานของ กนอ. ตลอดจนโครงการสำคัญที่เกี่ยวข้องกับนโยบายสำคัญของรัฐบาล โดยเฉพาะเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

"ยืนยันว่าการสรรหาเป็นไปตามกระบวน การ เพียงแต่ต้องมีการส่งเรื่องให้หลายหน่วยงานตรวจสอบ อาทิ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบ ขณะที่คณะกรรมการ กนอ. (บอร์ด) ที่มีนายไพรสัณฑ์ วงสมิทธิ์ เป็นประธาน ได้มีการคัดเลือก น.ส.สมจิณณ์ พิลึก รองผู้ว่าการ กนอ. สายงานกิจการพิเศษ เป็นผู้ว่าการ กนอ.คนใหม่" แหล่งข่าวกล่าว

ช้าแต่ไม่กระทบอีอีซี

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ได้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการแต่งตั้ง ผู้ว่าการ กนอ.ที่ใช้เวลานาน เพราะมีการเปิดรับสมัครตั้งแต่ 25 มกราคม-23 กุมภาพันธ์ 2561 และต้องรู้ผลตั้งแต่เมษายนที่ผ่านมา จึงสร้างความวิตกกังวลแก่นักลงทุน ต่อมานายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมได้ออกมาระบุว่าไม่มีผลต่อการทำงานตลอดจนการพัฒนาโครงการอีอีซี แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้ผู้ว่าการ กนอ.คนใหม่

น.ส.สมจิณณ์ พิลึก รองผู้ว่าการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า สำหรับตำแหน่งผู้ว่าการ กนอ.คนใหม่ อยากให้มีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) คาดว่าจะมีความชัดเจนเร็วๆ นี้ ซึ่งตามความเหมาะสม คงไม่สามารถให้ความเห็นได้

'อาคม'ปรับรถไฟฟ้า'หาดใหญ่'

รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้หารือร่วมกับหน่วยงานในสังกัด เพื่อติดตามการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการลงทุนด้านคมนาคมขนส่งปี พ.ศ.2561 โดยได้มีการหารือแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมในการดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ช่วงหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 48 กิโลเมตร วงเงิน 8,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่ศึกษาและออกแบบโดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) โดยที่ประชุมเห็นร่วมกันให้มีการปรับแผนใหม่ โดยให้ยกเลิกการเดินรถด้วยระบบไฟฟ้า และให้เปลี่ยนมาใช้การเดินรถด้วยระบบดีเซลเหมือนทางคู่ทั่วไปในปัจจุบันแทน

ทั้งนี้ เนื่องจากมองว่าการก่อสร้างเป็นรถไฟไฟฟ้าซึ่งไทยจะต้องลงทุนติดตั้งระบบไฟฟ้าที่รางฝั่งไทยเพื่อให้รถไฟไฟฟ้าของมาเลเซีย เส้นทางสายอิโปห์-ปาดังเบซาร์ วิ่งเข้ามาไทยได้นั้นไม่คุ้มค่า เพราะปัจจุบันไทยเองก็ยังไม่มีรถไฟไฟฟ้าที่จะนำมาวิ่งให้บริการ รวมทั้งยังไม่ได้หารือกับมาเลเซียเรื่องค่าใช้จ่ายในการใช้ทางของฝ่ายไทยด้วย หากเดินหน้าโครงการรถไฟดังกล่าวต่อไป รัฐบาลจะตอบคำถามเกี่ยวกับความคุ้มค่ากับสังคมไม่ได้ จึงจำเป็นต้องปรับแผนใหม่

เผยลดงบก่อสร้างได้พันล้าน

รายงานข่าวกล่าวว่า ที่ประชุมจึงได้มอบหมายให้ รฟท.ในฐานะหน่วยงานที่จะต้องดำเนินการเปิดประมูลโครงการกลับไปปรับแผนใหม่ โดยให้ถอดระบบไฟฟ้าออกจากโครงการ คาดจะทำให้งบลงทุนโครงการภาพรวมปรับลดลงราว 1,000 ล้านบาท หรือปรับลดจาก 8,000 ล้านบาท เหลือ 7,000 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งขณะนี้ รฟท.ได้ปรับแผนเสร็จแล้วและได้นำเสนอโครงการไปให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาพร้อมกับรถไฟทางคู่เฟส 2 อีก 7 เส้นทางที่เหลือหลังจากนี้ ซึ่งกระทรวงจะต้องขอความเห็นเพิ่มเติมไปยังสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนจะสรุปเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติพร้อมกันทั้ง 8 เส้นทางให้ได้ภายในปีนี้ โดยเส้นทางหาดใหญ่-ปาดัง เบซาร์นั้น ปัจจุบันได้ผ่านการพิจารณาอนุมัติรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) จากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแล้วเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รถไฟไฟฟ้าเส้นทาง ดังกล่าวถูกบรรจุอยู่ในแผนปฏิบัติการลงทุนด้านคมนาคมขนส่งปี พ.ศ.2561 ในส่วนของรถไฟทางคู่เฟส 2 ซึ่งเดิมกระทรวงคมนาคมตั้งเป้าหมายจะผลักดันให้เป็นรถไฟเส้นทางแรกของประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า ซึ่งตามผลการศึกษา รถโดยสารมีขนาดความเร็ว 120 กม./ชม. ส่วนขบวนรถสินค้า ใช้ความเร็ว 90 กม./ชม. ระยะทางรวม 48 กิโลเมตร วิ่งผ่าน 3 สถานีหลัก ได้แก่ ชุมทางหาดใหญ่ สถานีคลองแงะ และที่หยุดรถฝั่งไทยเชื่อมต่อไปยังสถานีปาดังเบซาร์ โดยจะใช้เวลาประมาณ 26 นาที สามารถรองรับจำนวนผู้โดยสารได้ 3.5 ล้านคนต่อปี ขนสินค้าได้ 1.5 ล้านตันต่อปี

เพิ่มครัวการบินเชียงใหม่

นางวรางคณา ลือโรจน์วงศ์ กรรมการผู้จัดการฝ่ายครัวการบิน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยความคืบหน้าการก่อสร้างครัวการบินแห่งใหม่ ที่ จ.เชียงใหม่ วงเงิน 90 ล้านบาท ว่าขณะนี้ได้จัดทำรายละเอียดเงื่อนไขการประกวดราคา (ทีโออาร์) เสร็จเรียบร้อยแล้ว เตรียมเปิดประมูลต้นเดือนกันยายน 2561 และจะเริ่มก่อสร้างปลายเดือนกันยายนนี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จสามารถเปิดดำเนินการได้ในไตรมาสที่ 4 ปี 2562 หรือประมาณเดือนตุลาคม 2562 โดยครัวการบินใหม่แห่งนี้จะเป็นครัวที่ได้มาตรฐานสากล สามารถขยายกำลังการผลิตอาหารได้มากขึ้น จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1,000 ชุดต่อวัน เป็น 3,000-4,000 ชุดต่อวัน ซึ่งจะรองรับการเติบโตของเที่ยวบิน และนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าออกท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้อย่างดี

นางวรางคณากล่าวต่อว่า สาเหตุที่ต้องสร้างครัวการบินแห่งใหม่นั้น เนื่องจากภัตตาคารการบินไทยที่เชียงใหม่ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ผลิตอาหารของครัวการบินนั้น มีขนาดเล็กมาก ไม่สามารถรองรับการขยายตัวของธุรกิจการบินที่เติบโตอย่างต่อเนื่องได้ สำหรับครัวการบินแห่งใหม่ ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 4 ไร่ อยู่ติดกับท่าอากาศยานเชียงใหม่ ปัจจุบันมีสายการบินที่เป็นลูกค้าครัวการบินที่เชียงใหม่ 6 สายการบิน และเวลานี้มี 2 สายการบินรายใหญ่ระดับโลกติดต่อที่จะมาเป็นลูกค้าครัวการบินเพิ่มเติมแล้ว ซึ่งเมื่อครัวการบินแห่งใหม่แล้วเสร็จ ก็พร้อมใช้บริการทันที เบื้องต้นคาดว่าครัวการบินแห่งใหม่นี้จะสร้างรายได้ให้กับครัวการบินเชียงใหม่เพิ่มขึ้นอย่างน้อยประมาณ 50-60 ล้านบาทต่อปี โดยรายได้ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 110 ล้านบาท

นางวรางคณากล่าวอีกว่า สำหรับผลการดำเนินงานของครัวการบินภาพรวมในไตรมาสแรกปี 2561 มีรายได้ประมาณ 2,244 ล้านบาท สามารถทำกำไรได้ประมาณ 645 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาส 2 ปี 2561 เตรียมรายงานตลาดหลักทรัพย์ในวันที่ 15 สิงหาคม 2561 ส่วนรายได้ทั้งปี คาดว่าจะมีรายได้รวมอยู่ที่ประมาณ 8,600 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 5% อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันครัวการบินมีอยู่ 5 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ท่าอากาศยานดอนเมือง, ท่าอากาศยานเชียงใหม่, ท่าอากาศยานกระบี่ และท่าอากาศยานภูเก็ต นอกจากนี้ ยังให้บริการแก่สายการบินที่มีเที่ยวบินลงที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภาด้วย แต่เวลานี้ยังไม่มีครัวการบินไปตั้งอยู่

ธปท.ผ่อนกฎแบงก์ทำคริปโทฯ

รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แจ้งว่า เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา ธปท.โดยนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. ได้ทำหนังสือเวียนแจ้งไปยังสถาบันการเงินทุกแห่ง ขอยกเลิกหนังสือที่ ธปท.ฝนส. (23) ว.276/2561 เรื่องขอความร่วมมือสถาบันการเงินไม่ให้ทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโทเคอร์เรนซี ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 เนื่องจากปัจจุบันมีพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561 (พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัล) ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทำหน้าที่กำกับและควบคุมการออกและเสนอขายโทเคนดิจิทัลและการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งได้แก่ โทเคนดิจิทัลและคริปโทเคอร์ เรนซี เพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับการทำธุรกรรมหรือการประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลของสถาบันการเงินและบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของสถาบันการเงิน จึงออกแนวทางการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลของสถาบันการเงินและบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของสถาบันการเงิน โดยอนุญาตให้บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.), บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.), บริษัทประกันทั้งวินาศภัยและประกันชีวิต สามารถทำธุรกรรมหรือการประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล ออกโทเคนดิจิทัล ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล หรือลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลได้ ตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ล.ต.หรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำหนดแล้วแต่กรณี แต่ทั้งนี้ต้องได้รับอนุญาตตามหลักเกณฑ์ ภายใต้ พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัล

เฉพาะผู้ลงทุนรายใหญ่เท่านั้น

หนังสือเวียนระบุว่า สำหรับสถาบันการเงิน สามารถดำเนินการได้เฉพาะผู้ลงทุนสถาบัน ผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ และผู้ลงทุนรายใหญ่ ตามประกาศของคณะกรรมการ ก.ล.ต. แต่ยังไม่สามารถเป็นผู้ออกโทเคนดิจิทัล หรือให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล ไม่ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งโทเคนดิจิทัลและคริปโทเคอร์เรนซี ไม่ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล และไม่ทำหน้าที่เป็นผู้ชี้ชวนหรือแนะนำให้มีการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลแก่ลูกค้าเป็นการทั่วไปได้ เนื่องจากพัฒนาการของสินทรัพย์ดิจิทัลยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ยังไม่สามารถประเมินและบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างชัดเจน อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ฝากเงินและเสถียรภาพของระบบการเงินได้ รวมถึง ธปท.ยังไม่ประสงค์ให้ลูกค้าบุคคลธรรมดาของสถาบันการเงินและบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของสถาบันการเงินใช้บัตรเครดิตเพื่อซื้อสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อดูแลปัญหาการกู้ยืมเพื่อการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงซึ่องอาจมีผลกระทบต่อปัญหาคุณภาพลูกหนี้และปัญหาหนี้ครัวเรือน สำหรับแนวทางการกำกับดูแลของ ธปท. จะพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์ในการประกอบธุรกิจหรือการดูแลความเสี่ยงของสินทรัพย์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เช่น หลักเกณฑ์การดำรงเงินกองทุนของสถาบันการเงินและกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

แนะแก้ปลูกพืชฟื้นศก.ใต้

ว่าที่ ร.อ.จิตร์ ศิรธรานนท์ รองประธานหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคกลาง เปิดเผยถึงสถานการณ์เศรษฐกิจภาคใต้ติดลบสะสม ว่า เรื่องดังกล่าวผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องเร่งแก้ไขปัญหาจากต้นเหตุ ทั้งจากปัญหาราคายางพาราตกต่ำ เนื่องจากเดิมเกษตรกรในพื้นที่มีการปลูกปาล์มน้ำมัน และรัฐบาลได้ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกยางพารามากขึ้น เนื่องจากในขณะนั้นยางพารามีราคาสูง แต่ผ่านมาไม่นาน เมื่อมีเกษตรกรปลูกยางพารากันเป็นจำนวนมาก และราคายางพาราตกต่ำ เกษตรกรจึงได้รับผลกระทบ ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ยากเกินกว่ารัฐบาลจะช่วยเหลือได้อย่างเพียงพอและทั่วถึง จึงควรกลับไปแก้ที่ต้นเหตุ

ว่าที่ ร.อ.จิตร์กล่าวว่า อย่างที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าประเทศไทยมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่กระตุ้นให้เกษตรกรปลูกพืชได้ในประมาณมาก โดยมีกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้จัดหาตลาด แต่ในขณะที่หลายประเทศมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้สำรวจตลาด และความต้องการของผู้บริโภคก่อน จากนั้นจึงเสนอไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อทำหน้าที่จัดหาวัตถุดิบมาเพื่อให้เกษตรกรได้เพาะปลูก ซึ่งนั่นก็จะได้พืชผลทางการเกษตรที่ตรงตามความต้องการของ ผู้บริโภค รวมไปถึงพืชผลทางการเกษตรเหล่านั้นก็จะมีราคาดี เกษตรกรก็ไม่ต้องประสบกับปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำเหมือนที่ผ่านมา

"ทั้ง 2 กระทรวง จำเป็นจะต้องมีการบูรณาการ การทำงานร่วมกัน เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากในอดีตที่ผ่านมา มิเช่นนั้น ปัญหาเดิมๆ ก็จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่จบสิ้น" ว่าที่ ร.อ.จิตร์กล่าว

อธิบดีประมงแจงซื้อเรือชาวเล

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมการประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้ามาตรการจัดซื้อเรือประมงเก่าที่ไม่มีใบอนุญาต ให้ออกมาจากระบบเพื่อแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (ไอยูยู) ว่าเป็นเรื่องที่ภาครัฐต้องการช่วยเหลือชาวประมง โดยเรือประมงที่จะมาเข้าโครงการต้องเป็นเรือประมงถูกกฎหมาย มีทะเบียนถูกต้อง เพียงแต่ไม่มีใบอนุญาตทำประมง จึงถูกล็อกไม่สามารถออกมาทำการประมงได้ ทำให้ชาวประมงเดือดร้อน หากออกเรือก็จะผิดกฎหมาย จำเป็นต้องออกจากระบบ ภาครัฐจึงเข้าไปช่วยเหลือแต่ไม่ได้ซื้อแพงจนเกินความเป็นจริงตามที่มีข่าวออกไป แต่เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

"โครงการซื้อเรือประมงที่ไม่มีใบอนุญาตมีจริง แต่ไม่ใช่เรือที่ผิดกฎหมาย อีกทั้งงบประมาณในการจัดซื้อก็ยังไม่มี ต้องรอการอนุมัติจากรัฐบาล การเขียนว่าเอางบประมาณตั้งแต่ปี 2558 มาใช้ในปีงบประมาณ 2561 ไม่ใช่เรื่องจริง ไม่มีรัฐบาลไหนลากงบประมาณมาได้นานขนาดนี้ ถ้าลากงบมาจริงรัฐบาลคงเอากลับไปหมดแล้ว นี่พูดกันมาตั้งแต่ 2558 แต่ยังทำโครงการไม่ได้ ต้องรอ ครม.อนุมัติก่อน แล้วจะเอางบจากไหนไปซื้อเรือ 3 พันล้านถ้า ครม.ไม่อนุมัติ คนเขียนอาจจะมีข้อมูลที่สับสนอยู่ อาทิตย์หน้าจะแถลงข่าวเพื่อความชัดเจนในเรื่องนี้อีกที" นายอดิศรกล่าว

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน

ข่าวพัฒนาสาธารณูปโภค อื่นๆ