Loading

MODERNลั่นผลงานQ2ดีกว่าQ1 เตรียมส่ง MHC ยื่นไฟลิ่งต่อก.ล.ต.กันยาฯนี้

วันที่ : 3 กรกฎาคม 2561
MODERNลั่นผลงานQ2ดีกว่าQ1 เตรียมส่ง MHC ยื่นไฟลิ่งต่อก.ล.ต.กันยาฯนี้

MODERN แย้มผลงานไตรมาส 2 ดีกว่าไตรมาสแรก เหตุเศรษฐกิจเริ่มฟื้นหนุนกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ขณะที่คาดครึ่งปีหลังโตเด่นรับไฮซีซั่นธุรกิจ เล็งนำบริษัทย่อย “MHC” ยื่นไฟลิ่งต่อก.ล.ต. เพื่อเข้า mai ใน ก.ย.นี้ พร้อมย้ำรายได้ปีนี้ตามนัดโต 15% รับอานิสงส์การลงทุนโครงการรัฐเอกชน และจ่อบุ๊กรายได้จากแบ็กล็อก 60-70%

นายทักษะ บุษยโภคะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โมเดอร์นฟอร์มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MODERN เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 2/2561 มีการเติบโตได้มากกว่าไตรมาส 1/2561 ที่มีรายได้อยู่ที่ 661.96 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 18.57 ล้านบาท เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว ทำให้กำลังซื้อเพิ่มขึ้น แม้ฐานผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 1/2561 จะมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อยก็ตาม

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 3/2561 และไตรมาส 4/2561 จะขยายตัวได้ดีกว่าในช่วงครึ่งปีแรกเป็นปกติประจำทุกปีอยู่แล้ว เนื่องจากมีการรับรู้รายได้จากคำสั่งซื้อสินค้ารอรับรู้รายได้ในมือ (Backlog) เป็นส่วนใหญ่ และเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจเฟอร์นิเจอร์

โดยในช่วงปลายไตรมาส 3/2561 หรือประมาณเดือน ก.ย. 2561 บริษัท โมเดอร์นฟอร์มเฮลท์แอนด์แคร์ จำกัด (Modernfrom Health & Care หรือ MHC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ MODERN ถือหุ้น 95% ดำเนินธุรกิจด้านเฟอร์นิเจอร์เพื่อสุขภาพ, อุปกรณ์ทางการแพทย์ และการออกแบบห้องผ่าตัดให้กับโรงพยาบาลของภาครัฐและภาคเอกชน มีแผนที่จะยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai)

นายทักษะ กล่าวต่อว่า บริษัทมั่นใจในปี 2561 รายได้จะเติบโต 15% เมื่อเทียบกับงวดปี 2560 ที่มีรายได้อยู่ที่ 3,210.60 ล้านบาท เนื่องจากการขยายตัวของการลงทุนโครงการต่าง ๆ ออกมาในช่วงครึ่งปีหลัง ทั้งการกระตุ้นการลงทุนของภาครัฐ, การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รวมถึงการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ของภาคเอกชน ส่งผลให้มีการพัฒนาอาคารมากขึ้น และได้รับคำสั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์เพิ่มตามไปด้วย ประกอบกับปัจจุบันมียอดรอรับรู้รายได้ในมือ (แบ็กล็อก) 2,400-2,500 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้รายได้ในปี 2561 ประมาณ 60-70% ส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้รายได้ทั้งหมดในปี 2562

ขณะเดียวกันบริษัทมั่นใจธุรกิจ Health & Care ในปี 2561 จะมีรายได้อยู่ที่ระดับ 400-500 ล้านบาท จากปี 2560 ที่มีรายได้ประมาณ 250-300 ล้านบาท โดยปัจจุบันบริษัทมีแบ็กล็อกประมาณ 200250  ล้านบาท ที่จะทยอยรับรู้รายได้ในปี 2561 ส่วนโครงการโรงพยาบาลเกี่ยวกับโรคมะเร็งใน จ.อุบลราชธานี มูลค่าโครงการ 500 ล้านบาท ซึ่งบริษัทถือหุ้นอยู่ที่ 40% ปัจจุบันดำเนินการตามแผนปกติ และจะสามารถเปิดให้บริการได้ในช่วงต้นปี 2562

ส่วนภาพรวมอุตสาหกรรม บริษัทมองว่าจากนโยบายการผลักดันโครงการพัฒนาพื้นที่ EEC ของรัฐบาล ทำให้กลุ่มเฟอร์นิเจอร์สำนักงานและธุรกิจงานออกแบบสถาปัตยกรรมเติบโต ซึ่งเกิดจากการลงทุนของภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลดีต่อธุรกิจของบริษัทและธุรกิจในเครือ ส่วนเฟอร์นิเจอร์บ้านยังคงทรงตัวตามสภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์

ขณะที่สิ้นสุด ณ วันที่ 31 มี.ค. 2561 บริษัทมีเงินสดรายการเทียบเท่าเงินสด และเงินลงทุนระยะสั้นอยู่ที่ 488.60 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.40 ล้านบาท ส่วนภาระหนี้สินกับสถาบันการเงินอยู่ที่ 188.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.80 ล้านบาท เมื่อเทียบกับภาระหนี้สินในปี 2560 อยู่ที่ 167.40 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงมีการบริหารสภาพคล่องที่ดี และมีกำไรสะสมต่อเนื่อง

 
ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น
ข่าววัสดุก่อสร้าง-เฟอร์นิเจอร์ อื่นๆ