Loading

ปรับผังเมือง-รื้อวิธีคิดรับเศรษฐกิจยุคใหม่

วันที่ : 14 กุมภาพันธ์ 2561
ปรับผังเมือง-รื้อวิธีคิดรับเศรษฐกิจยุคใหม่

สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ บริษัท อัลติเมท พร๊อพเพอร์ตี้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด จัดสัมมนา "ASA Real Estate Forum 2018" ระดมความคิดมองไทยในอีก 20 ปีข้างหน้า ล้อยุทธศาสตร์ชาติ หัวข้อ "ปรับบ้าน ปรุงเมือง...Redefined Habitat" เปิดทาง เอกชนพัฒนาควบคู่ ปรับวิธีคิด  ปรับผังเมือง ให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่ พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนรายได้น้อยมีพื้นที่ในเมือง

มานพ พงศทัต ประธานหลักสูตรพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และอาจารย์ประจำภาควิชาเคหการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การปรับบ้าน ปรุงเมือง คือการคิดใหม่ทำใหม่ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเมืองให้สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนไปอย่างมหาศาล โดยรัฐจะสร้าง คนเดียวไม่ได้ แต่จะต้องอาศัยการร่วมลงทุน ระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) เป็น จิ๊กซอว์ไปสู่ความสำเร็จ

เมื่อมีกฎหมายผังเมือง ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือการพัฒนาปรับปรุงแก้ไขผังเมืองที่เคยผิดพลาดในอดีต โดยใช้พื้นที่อีอีซี เป็นโอกาสในการสร้างเมืองใหม่ โดยภาครัฐปรับบทบาท ให้หน้าที่การ ออกแบบสร้างเป็นของเอกชน และประชาชน มากกว่าทำเอง

ด้าน อธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจ บ้านจัดสรร กล่าวว่า ก่อนปรับบ้านปรุงเมือง จะต้องมองอนาคตเมืองเป็นอย่างไร ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จึงจะเห็น ทิศทางของการพัฒนาเมืองที่ชัดเจน และมองเห็นจุดยืนของไทยที่เทียบกับเพื่อนบ้าน ที่สำคัญคือการสร้างการมีส่วนร่วม ให้คน หรือเจ้าของบ้านได้มีสิทธิออกแบบบ้าน และเมืองของตัวเอง โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริการจัดการพัฒนาสังคม สาธารณูปโภค เพื่ออำนวยความสะดวกให้ชีวิตคนในเมือง

ทั้งนี้ ถึงเวลาที่จะต้องจัดการกฎหมายบางส่วนที่ล้าสมัยไม่สอดคล้องต่อการพัฒนาของเมือง โดยเฉพาะกฎหมายผังเมือง ที่ คำนึงถึงเพียงนามธรรมในอดีต ต้องปรับปรุง ทิศทางผังเมืองให้สอดคล้องกับความ เป็นจริง ที่จะต้องพิจารณากายภาพ ทิศทางการพัฒนาประเทศ รวมถึงการมีส่วนร่วมของคน "เป็นศูนย์กลาง"

"ต้องให้คนเป็นศูนย์กลางเพื่อให้ได้ประโยชน์ที่แท้จริง ให้ข้อมูลความรู้ การศึกษาให้เข้าใจเรื่องทิศทางการพัฒนา เมือง เพื่อมีบทบาทตัดสินใจและร่วมกัน ออกแบบเมืองอนาคต โดยผังเมืองจะต้อง ให้ความสำคัญการชี้นำอนาคตประเทศที่ สอดคล้องกับแผนพัฒนาประเทศอนาคต"

ทั้งนี้ จะต้องบูรณาการออกแบบผังเมืองโดยการเชื่อมโยงระบบการพัฒนาทุกด้าน ตั้งแต่กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างมูลค่าให้กับเมือง จังหวัด เชื่อมโยงกับระบบสาธารณูปโภคและซัพพลายเชน เพื่อช่วย ลดต้นทุน หากออกแบบผังเมือง และการพัฒนาเมืองให้สอดคล้องกัน กลุ่มนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ก็จะ มองเห็นภาพเชื่อมโยงกันในทุกมิติ

ภาครัฐควรปรับเปลี่ยนบทบาทตัวเอง จากผู้ควบคุม มาเป็นสนับสนุน ส่งเสริม การ พัฒนาเมือง โดยให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน ซึ่งวิธีการดังกล่าวจะส่งผลทำให้รัฐลด งบประมาณพัฒนาเมืองได้ ขณะเดียวกัน ควรให้โอกาสกลุ่มวิชาชีพสถาปนิกเป็น ผู้อนุมัติตรวจสอบโครงการ ออกใบอนุญาต แทนการส่งเอกสารเพื่อขอรับอนุญาต จากภาครัฐ จะทำให้การเติบโตของเมืองเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ลด กระบวนการซับซ้อนยุ่งยาก

หลักการของสมาร์ทซิตี้ที่สำคัญ คือ การบริหารจัดการอย่างเป็นระบบมีความปลอดภัย มีสวัสดิการให้กับคนทุกกลุ่ม รวมถึงผู้มีรายได้น้อย ที่มีข้อจำกัด ดังนั้น การพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ผู้มีรายได้น้อย แต่เป็นรูปแบบเช่าระยะยาว 30 ปี จึงไม่ สอดคล้องกับความต้องการ ทั้งเอกชน ที่ลงทุนและประชาชนผู้ซื้อ ที่ไม่สามารถ โอนเป็นมรดกได้ ภาครัฐจึงควรมีกลไกสนับสนุนเอกชนให้สร้างที่อยู่อาศัยสำหรับคนมีรายได้น้อย ในเมืองโดยการสนับสนุนภาคเอกชน ด้วยโบนัสต่างๆ เพื่อช่วยเหลือในการเข้าไปซื้อที่ดินราคาสูง ใจกลางเมืองให้สิทธิเจ้าของบ้านคนจนแทนเช่า

พรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบเมืองไทยกับช่วง 50 ปีที่ผ่านมาถือว่าเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากประชากร 1-2 ล้านคนในกรุงเทพฯ เพิ่มเป็น 10 ล้านคน มีต่างชาติเข้าอาศัยอยู่จำนวนมาก มีอาคารสูง เพิ่มขึ้นมาก

"การสร้างเมืองที่ผ่านมาเหมือนตัดกางเกงผิดทรง วันนี้ใช้ไม่ได้แล้วกับทฤษฎีผังเมืองแบบเดิม"

ดังนั้นจึงต้องหารือระดมความคิดเห็นกันใหม่ จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายภาคส่วน ร่วมกันมองไปข้างหน้าเพื่อรองรับการขยายตัว ทางเศรษฐกิจของประเทศที่เปลี่ยนไป ทั้งประชากรที่เพิ่มขึ้น นักท่องเที่ยวมากขึ้น และมีความหลากหลายสัญชาติเพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันกลับมีชุมชนแออัด กลุ่มผู้มีรายได้น้อยกว่าแสนคนอาศัยอยู่ในเมือง กลุ่มอาชีพแรงงานต่างๆ ใช้เวลาเดินทางมากขึ้น เพราะเมืองยิ่งพัฒนา ยิ่งผลักคนเหล่านี้ ให้อยู่ห่างไกลจะมีวิธีออกแบบเมืองอย่างไรให้อยู่ร่วมกัน

ผังเมืองที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีหลายจังหวัดได้รับผลกระทบ จากการออกแบบที่ไม่สอดคล้องกับเมือง ประชาชน และทิศทางการเติบโตของเมือง เป็นอุปสรรคในการเข้าไปพัฒนาโครงการให้สอดคล้องกัน กับอนาคต ทั้งที่รูปแบบของกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างออกมาแล้ว แต่ยังขาด การพัฒนาที่เป็นรูปธรรม ผังเมืองฉบับเดียว ไม่สามารถครอบคลุมทุกเมืองที่ยังมีการพัฒนาที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงควรมีการพัฒนาปรับปรุงอย่างเป็นระบบ มีสมาร์ทซิตี้ ก็ต้องให้มีสมาร์ทลีฟวิ่งให้คนมีรายได้น้อยมีโอกาสได้อยู่อาศัยในเมือง

 
ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
ข่าวเขตเศรษฐกิจพิเศษ อื่นๆ