Loading

SCCคาดปันผล10.50บาท ชี้ครึ่งปีกำไรพุ่ง3หมื่นล้าน

วันที่ : 14 กรกฎาคม 2560
SCCคาดปันผล10.50บาท ชี้ครึ่งปีกำไรพุ่ง3หมื่นล้าน

โบรกฯคาด “SCC” ปันผลระหว่างกาลหุ้นละ 10.50 บาท ลุ้นครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิ 31,785 ล้านบาท พุ่งขึ้น 7.60% จากงวดปีก่อน รับอานิสงส์ธุรกิจปิโตรเคมีโตแกร่ง-ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ทรงตัวระดับสูง เชียร์ ซื้อเป้าราคา 620 บาท

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้กำหนดคำแนะนำ ซื้อบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ที่ราคาเป้าหมาย 620 บาทต่อหุ้น โดยประเมินว่าทาง SCC จะจ่ายปันผลระหว่างกาลจำนวน 10.50 บาทต่อหุ้น เนื่องจากบริษัทจะมีกระแสเงินสดจากธุรกิจปิโตรเคมีที่ยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง และคาดผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2/60 จะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 14,400 ล้านบาท

โดยฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่าทาง SCC จะรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/60 จำนวน 14,400 ล้านบาท ลดลง 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิจำนวน 16,027 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากผลการดำเนินงานของธุรกิจปูนซีเมนต์ และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่อ่อนตัวลง เพราะที่อุปสงค์ลดลงและค่าเสื่อมราคาที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น จากโรงงานซิเมนต์แห่งใหม่ในประเทศเมียนมา และสปป.ลาว

อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานของธุรกิจปิโตรเคมีถือว่ายังคงทรงตัวอยู่ในระดับที่ดีต่อเนื่อง โดยส่วนต่างราคา HDPE กับแนฟทาเฉลี่ยยังคงทรงตัวอยู่ที่ 688 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งปรับเพิ่มขึ้น 11 เหรียญสหรัฐ จากช่วงไตรมาส 1/60 ขณะที่ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ PP และแนฟทาเฉลี่ยอยู่ที่ 668 เหรียญสหรัฐต่อตัน ปรับเพิ่มขึ้น 7 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากไตรมาส 1/60 เพราะยังคงมีความต้องการ ซึ่งอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยของโลกยังคงยืนได้ที่ระดับ 92%

ขณะเดียวกันอุปทานเอทิลีนในตลาดโลกจะเติบโตประมาณ 4% ต่อปี ในระหว่างช่วงปี 2560-2563 ขณะที่อุปสงค์โลกมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราเดียวกัน ดังนั้นส่วนต่างราคา HDPE กับแนฟทาจะยังคงทรงตัวอยู่ในกรอบ 600-700 เหรียญสหรัฐต่อตันภายใน 4 ปีข้างหน้า ดังนั้นสายผลิตภัณฑ์เอทิลีนจะเป็นตัวสร้างกระแสเงินสดที่สำคัญให้กับบริษัท

ทั้งนี้ แม้ว่าผลประกอบการไตรมาส 2/60 จะอ่อนตัว แต่ประเมินว่าโอกาสที่ราคาหุ้นจะลดลงมีจำกัด เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากอัตราตอบแทนเงินปันผลประมาณ 4.20% ซึ่งกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งจากธุรกิจปิโตรเคมีจะหนุนให้ SCC สามารถจ่ายเงินปันผลต่อหุ้นระหว่างกาลที่หุ้นละ 10.50 บาท

ด้านธุรกิจปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างที่มีแนวโน้มดีขึ้นในปี 2561 ส่วนต่างราคาของสายโพลิโพรไพลีนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปี 2562 และโอกาสในการปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล จะส่งผลให้เงินปันผลต่อหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต ดังนั้นจึงยังคงคำแนะนำ ซื้อด้วยราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2560 ที่ 620 บาทต่อหุ้น

จากการสำรวจข้อมูลพบว่า หากงวดไตรมาส 2/60 ทาง SCC รายงานกำไรสุทธิอยู่ที่จำนวน 14,400 ล้านบาท ตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ จะส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิในงวด 6 เดือนแรกของปี 2560 จำนวน 31,785 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.60% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิในงวด 6 เดือนแรก จำนวน 29,515 ล้านบาท

ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ทรีนีตี้ จำกัด ประเมินว่า SCC จะมีกำไรสุทธิงวดไตรมาส 2/60 จำนวน 12,893 ล้านบาท ลดลง 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมในธุรกิจธุรกิจปิโตรเคมีจะชะลอตัวลงหลังจากที่ส่วนต่าง BD-Naphtha อ่อนตัวลงจาก ปริมาณสินค้าที่มีมากขึ้น เพราะความต้องการยางที่ลดลงจากการปิดโรงงานในยุโรป และปัญหาน้ำท่วมในภาคใต้คลี่คลาย

อีกทั้งมีโอกาสจะรับรู้ผลขาดทุนสินค้าคงคลังจากราคา Ethylene ที่ปรับตัวลดลง 9% จากไตรมาส 1/60 รวมถึงแนวโน้มความต้องการปูนซีเมนต์ภายในประเทศยังอ่อนแอต่อเนื่อง และต้นทุนการผลิตกระดาษสายบรรจุภัณฑ์ และสายเยื่อกระดาษที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกันไม่มีกำไรจากการขายเงินลงทุนเหมือนในช่วงไตรมาส 1/60

ส่วนความคืบหน้าการลงทุนโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ที่ประเทศเวียดนาม คาดจะได้ข้อสรุปภายในเร็วๆ นี้  โดยหากทาง SCC ประกาศเดินหน้าโครงการดังกล่าวอย่างเป็นทางการในปี 2560 คาดว่าจะสามารถเริ่มงานก่อสร้างได้ในปี 2561 และเปิดดำเนินการในปี 2565 ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 1.9 แสนล้านบาท โดยจะถือหุ้น SCC ถึง 71%

ดังนั้นฝ่ายวิเคราะห์กำหนดคำแนะนำ ซื้อเมื่ออ่อนตัวโดยปรับราคาเป้าหมายเป็น 530 ล้านบาท จากเดิมอยู่ที่ 580 ล้านบาท ด้วยวิธี SOTP จากทิศทางการเติบโตของกำไรในธุรกิจปิโตรเคมีที่จะอยู่ในระดับทรงตัวมากกว่าเติบโต และธุรกิจปูนซีเมนต์ที่จะยังคงอ่อนแอ ซึ่งอาจจะกดดันราคาหุ้น แต่ด้วยความสามารถในการรักษาฐานรายได้ที่มั่นคง ฐานะทางการเงินที่แข็งแรง และเงินปันผลเฉลี่ย 4%

 
ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น
ข่าววัสดุก่อสร้าง-เฟอร์นิเจอร์ อื่นๆ