Loading

ช.การช่าง-ซิโน-ไทยคว้าสัญญา 5 รถไฟฟ้าสายสีส้มคาดลงนามปี 60 "คีรี" ลั่นพร้อมประมูลทุกโครงการ

วันที่ : 26 ธันวาคม 2559
ช.การช่าง-ซิโน-ไทยคว้าสัญญา 5 รถไฟฟ้าสายสีส้มคาดลงนามปี 60 "คีรี" ลั่นพร้อมประมูลทุกโครงการ

ช.การช่าง-ซิโน-ไทย คว้าสัญญา 5 รถไฟฟ้าสีส้ม ศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี คาดลงนามก่อสร้าง มีนาคม 2560 ส่วนกลุ่มบีเอสอาร์ประกาศความพร้อมพัฒนาและให้บริการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง-สีชมพู คีรีลั่นพร้อมประมูลทุกโครงการ ยันมีกระแสเงินสดเพียงพอ

นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ รองผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) (วิศวกรรมและก่อสร้าง) เปิดเผยว่า รฟม. ได้เปิดซองเอกสารข้อเสนอซองที่ 3 (ด้านราคา) การประกวดราคาจ้างก่อสร้างงานโยธาสัญญาที่ 5 โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) เป็นงานก่อสร้างอาคารศูนย์ซ่อมบำรุงและอาคารจอดแล้วจรราคากลาง 4,915 ล้านบาท ซึ่งกิจการร่วมค้าซีเคเอสที (CKST JOINT VENTURE) ซึ่งมีบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) (CK) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 60% เป็นผู้ชนะการประมูลเนื่องจากเสนอราคาต่ำสุดที่ 4,901 ล้านบาท

นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บีเอสอาร์มั่นใจว่าการได้รับสัมปทานพัฒนาโครงการรถไฟฟ้าดังกล่าวจะเป็นโอกาสของการสร้างจุดเชื่อมต่อระหว่างโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่บีทีเอสบริหารอยู่แล้ว คาดว่าเมื่อดำเนินการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าทั้งระบบ 3 สาย ทั้งสายสีชมพู สายสีเหลือง และสายสีเขียว จะมีผู้โดยสารรวม 1.7-2 ล้านคนต่อวัน ในปี 2563 ซึ่งจะช่วยลดการจราจรที่ติดขัดในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้เป็นอย่างดี

สำหรับความร่วมมือระหว่างกลุ่มกิจการร่วมค้า แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ บีทีเอส กรุ๊ป สัดส่วนหุ้น 75% บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) สัดส่วน 15% และบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) สัดส่วน 10% โดยเงินลงทุนโครงการทั้งหมดรวมประมาณ 1 แสนล้านบาท จะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในด้านของเงินก่อสร้างงานโยธาแบ่งเป็นสายสีชมพู 20,135 ล้านบาท และสายสีเหลือง 22,354 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะเป็นการกู้เงินจากสถาบันทางการเงินและส่วนของบีทีเอสจะเป็นวงเงินจากการทำกองทุนอินฟราฟันด์ 60,000 ล้านบาทก่อนหน้านี้

บริษัทมีความพร้อมที่จะลงทุนในรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสายสีชมพูโดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุน เนื่องจากปัจจุบันยังมีกระแสเงินสดเพียงพอ โดยเงินลงทุนโครงการแบ่งออกเป็นสายสีชมพู 53,000 ล้านบาท และสายสีเหลือง 51,000 ล้านบาท รวมสองโครงการประมาณ 1 แสนล้านบาทนั้น แหล่งเงินจะมาจากส่วนทุน 28,000 ล้านบาท และอีก 70,000 ล้านบาท จะอาศัยเงินกู้จากสถาบันทางการเงิน ปัจจุบันเจรจาไว้กับแบงก์หลายราย แต่จะมีเงินอุดหนุนจากรัฐ ในงานโยธา เมื่อลงนามสัญญาแล้วบีเอสอาร์จะต้องวางเงินทุนเบื้องต้น 3,500 ล้านบาท ตามสัดส่วนการถือหุ้น และทยอยลงทุนจนครบ 28,000 ล้านบาทตามกำหนด

การเข้ามาร่วมประมูลในโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลืองแล้ว บีทีเอส กรุ๊ป ยังสนใจลงทุนในโครงการรถไฟฟ้าอื่น ๆ ที่ภาครัฐเตรียมเปิดประมูล ไม่ว่าจะเป็น รถไฟฟ้าสายสีส้มทั้งตะวันออกและตะวันตก รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) รวมไปถึงรถไฟฟ้าสายสีเทา (วัชรพล-พระโขนง-สะพานพระราม 9-ท่าพระ) และระบบรถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษ (BRT) ที่อยู่ในแผนของกรุงเทพมหานคร จากการประเมินเบื้องต้นคาดว่าไม่มีปัญหาในส่วนของงบประมาณการลงทุน แต่จะต้องตรวจสอบรายละเอียดของสัญญาทีโออาร์อีกครั้งนายคีรี กล่าว

นายสุรยุทธ ทวีกุลวัฒน์ ผู้อำนวยการใหญ่สายการเงิน บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าการลงทุนเริ่มต้นในปี 2560 คาดการณ์ว่าจะต้องจัดใช้งบประมาณราว 15,000-20,000 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็นการลงทุนส่วนของโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลือง 10,000 ล้านบาท และการลงทุนสายสีเขียวเรื่องการวางระบบและขบวนรถอีก 5,000-10,000 ล้านบาท แต่จากการประเมินสถานการณ์แล้ว มั่นใจว่าบริษัทมีงบประมาณเพียงพอในการลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลือง ปัจจุบันมีกระแสเงินสดอยู่ราว 16,000 ล้านบาท รวมไปถึงวงเงินจากการถือหุ้นบีทีเอสด้วย เมื่อโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู และสายสีเหลืองเปิดให้บริการ ซึ่งจากการศึกษาพบว่าจะก่อให้เกิดปริมาณเดินทางทั้งระบบบีทีเอส 1.7-2 ล้านคนต่อวันนั้น ยังจะส่งผลให้รายได้ของบีทีเอสในปี 2563 เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว อยู่ที่ราว 22,000 ล้านบาท ขณะที่ภาพรวมของการดำเนินงานในปีนี้ คาดว่ามีรายได้ประมาณ 10,000-11,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเป็นผลจากจำนวนผู้โดยสาร และค่าโดยสารเพิ่มขึ้น ประกอบกับธุรกิจอื่น ๆ เติบโต

ที่มา : หนังสือพิมพ์ดอกเบี้ยธุรกิจ

 

 

 

ข่าวพัฒนาสาธารณูปโภค อื่นๆ