Loading

ส่อง!ตลาดวัสดุก่อสร้างปี60แนวโน้มรับผลดีจากการลงทุนภาครัฐ

วันที่ : 13 ธันวาคม 2559
ส่อง!ตลาดวัสดุก่อสร้างปี60แนวโน้มรับผลดีจากการลงทุนภาครัฐ

จากกิจกรรมก่อสร้างที่คาดว่าจะขยายตัวค่อนข้างมาก ทั้งจากการก่อสร้างภาครัฐและภาคเอกชน โดยคาดว่าในปี 2560 มูลค่าการลงทุนก่อสร้างภาครัฐจะขยายตัวได้ราว 3% จากปีก่อนหน้า โดยมีแรงสนับสนุนจากโครงการการก่อสร้างถนน รถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ และมอเตอร์เวย์ ส่วนการลงทุนก่อสร้างภาคเอกชนนั้น ยังคงรอสัญญาณการฟื้นตัวจากปีที่ผ่านมา โดยศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) คาดว่าทิศทางการขยายตัวของการก่อสร้างภาคเอกชนนั้น ขึ้นอยู่กับความชัดเจนของการลงทุนภาครัฐ หากการก่อสร้างของภาครัฐมีความต่อเนื่อง และเป็นไปตามแผน จะทำให้ภาคเอกชนลงทุนตาม ซึ่งจะส่งผลทางบวกต่อทุกอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับวัสดุก่อสร้าง ทั้งปูนซีเมนต์ เหล็ก และกระเบื้องปูพื้น

โดยความต้องการบริโภควัสดุก่อสร้างได้รับแรงผลักดันจากการลงทุนโครงการก่อสร้างภาครัฐที่จะขยายตัวทั้งปี 2560 และในระยะกลาง คาดว่ามูลค่าเม็ดเงินลงทุนในกิจกรรมก่อสร้างของภาครัฐจะอยู่ที่ราว 6.6 แสนล้านบาท ขยายตัวราว 3% จากปีก่อนหน้าและจะเติบโตโดยเฉลี่ยถึง 7% ในช่วงปี 2560-2561

ทั้งนี้ ในปี 2560 อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ในประเทศมีแนวโน้มที่จะเติบโตตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ การเร่งรัดจัดทำโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ และการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน ในขณะที่การส่งออกเริ่มมีสัญญาณที่จะชะลอตัวลงหากการลงทุนก่อสร้างภาครัฐมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนภาคเอกชนให้เกิดการลงทุนตามมาได้ จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ความต้องการบริโภคปูนซีเมนต์ในประเทศในปี 2560 มีแนวโน้มอยู่ที่ 36 ล้านตัน ขยายตัวราว 4% ขณะที่การส่งออกปูนซีเมนต์ไปยังตลาดหลักของไทยอย่างเมียนมาร์ และกัมพูชา มีแนวโน้มที่จะเริ่มชะลอตัว เนื่องจากโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ที่ผู้ผลิตของไทยได้เข้าไปลงทุนในประเทศดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการผลิตตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศเหล่านั้นหันมาใช้ปูนซีเมนต์ที่ผลิตในประเทศมากขึ้นและลดการพึ่งพาปูนซีเมนต์นำเข้า

อุตสาหกรรมเหล็ก มีแนวโน้มขยายตัวจากความต้องการใช้ที่จะเพิ่มขึ้นจากกิจกรรมก่อสร้าง ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม ราคาเหล็กมีทิศทางทรงตัวและคาดว่าจะมีความผันผวนค่อนข้างมาก โดยปีหน้า ปริมาณความต้องการใช้เหล็กทรงยาวและทรงแบนจะอยู่ที่ราว 7 และ 11.5 ล้านตัน ขยายตัวประมาณ 10% และ 8% ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตามองสินค้านำเข้า เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะเข้ามาช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดจากผู้ผลิตในประเทศอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความต้องการใช้ในประเทศของผู้บริโภคสำคัญอย่างจีนยังไม่ฟื้นตัว ในขณะที่ยังลดกำลังการผลิตได้ช้ากว่าเป้าหมาย

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาปริมาณการผลิตในประเทศขยายตัวในอัตราที่ช้ากว่าปริมาณการนำเข้า โดยในช่วงปี 2552-2558 ปริมาณเหล็กทรงยาวและทรงแบน นำเข้าเติบโตเฉลี่ยปีละ 17% และ 13% ตามลำดับ ขณะที่ปริมาณการผลิตภายในประเทศขยายตัวเพียงปีละ 2% และหดตัว 5% ตามลำดับ ส่วนราคาเหล็กคาดว่ามีทิศทางทรงตัวและอาจจะมีความผันผวนสูง โดยความจริงจังของรัฐบาลจีนในการดำเนินการกำจัดกำลังการผลิตเหล็กส่วนเกินและการควบรวมกิจการของผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ในจีนอาจสนับสนุน ให้ราคาเหล็กปรับตัวดีขึ้น แต่ราคาที่สูงขึ้นก็จะจูงใจให้ผู้ผลิตกลับมาผลิตมากขึ้นและกดดันให้ราคาปรับตัวลดลงได้

อุตสาหกรรมกระเบื้องปูพื้นปูผนังเซรามิก มีแนวโน้มดีด้วยความต้องการใช้ที่สูงขึ้น โดยมีการก่อสร้างภาคเอกชนเป็นแรงสนับสนุนหลัก อย่างไรก็ตาม กระเบื้องนำเข้าจะยังเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกดดันให้ราคามีแนวโน้มลดลง ทั้งนี้ คาดว่าปริมาณความต้องการใช้กระเบื้องปูพื้นปูผนังเซรามิกในประเทศจะสูงราว 247 ล้านตารางเมตร ในปี 2560 เติบโต 9% จากปีก่อนหน้า นอกจากนี้ปริมาณการผลิตมีแนวโน้ม ขยายตัวตามปริมาณความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นและยังมีกำลังการผลิตเหลือเพียงพอ อย่างไรก็ตาม การผลิตในประเทศส่วนใหญ่จำกัดอยู่แค่เพียงกระเบื้องเคลือบ ทำให้ผู้ผลิตในประเทศยังต้องเผชิญหน้ากับการแข่งขันจากกระเบื้องนำเข้าราคาถูก โดยเฉพาะจากจีนและเวียดนาม จึงเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาขายเฉลี่ยต่อตารางเมตรของกระเบื้องเซรามิกมีแนวโน้มลดลง

ที่มา : หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก

 

 

 

ข่าววัสดุก่อสร้าง-เฟอร์นิเจอร์ อื่นๆ