Loading

ธปท.ย้ำแบงก์ดูแลใกล้ชิด-รับปีหน้า'เอ็นพีแอล'ทั้งระบบส่อแตะ3% เอสเอ็มอี ปรับหนี้2แสนล.

วันที่ : 13 ธันวาคม 2559
ธปท.ย้ำแบงก์ดูแลใกล้ชิด-รับปีหน้า'เอ็นพีแอล'ทั้งระบบส่อแตะ3% เอสเอ็มอี ปรับหนี้2แสนล.

กรุงไทยเผยปีหน้ายังเกาะติด ลูกหนี้เอสเอ็มอีและรายย่อย ผวาย้อนกลับเป็นหนี้เสียเพิ่ม

 

"แบงก์ชาติ"เผยยอดช่วยเหลือลูกหนี้ "เอสเอ็มอี" ที่โดนพิษเศรษฐกิจพุ่งแตะ 2 แสนล้าน ย้ำอยู่ ในการดูแลของธนาคารพาณิชย์ใกล้ชิด ยอมรับ "เอ็นพีแอล"ทั้งระบบปีหน้ามีโอกาสแตะ 3% มั่นใจฐานะแบงก์แกร่งรับมือได้  ด้าน"กรุงไทย"ชี้ หนี้เสียที่เพิ่มขึ้นมาจากลูกค้าเอสเอ็มอีกที่ปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้ว กลับมาเป็นเอ็นพีแอลอีก

 

ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ส่งหนังสือเวียนถึงสถาบันการเงิน รวมทั้งบริษัทที่ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ช่วงเดือนพ.ค.ปีที่ผ่านมา เพื่อขอความร่วมมือช่วยดูแลและ สนับสนุนลูกหนี้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) 4 กลุ่มคือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจาก ภาวะเศรษฐกิจ กลุ่มผู้ประกอบการรายใหม่ กลุ่ม ที่มีศักยภาพ และกลุ่มที่ขยายธุรกิจไปต่างประเทศ เพื่อให้ผู้ประกอบการเหล่านี้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

 

ธปท.รายงานยอดหนี้ที่ธนาคารพาณิชย์ ให้ การช่วยเหลือกลุ่มเอสเอ็มอี  ณ สิ้นเดือนมิ.ย.2559 มีจำนวนกว่า 2 หมื่นบัญชี คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีจำนวนบัญชีที่ได้รับการช่วยเหลือประมาณ 3 พันบัญชี คิดเป็นมูลหนี้รวมกว่า 2 หมื่นล้านบาท

 

นายรณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า ลูกหนี้เหล่านี้อยู่ในการติดตามดูแล (วอทช์ ลิสต์) ของธนาคารพาณิชย์อย่างใกล้ชิด ซึ่งธนาคารพาณิชย์เองก็ให้การช่วยเหลือด้วยการปรับโครงสร้างหนี้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการยืดเวลาชำระหนี้การกำหนดช่วงเวลาที่ไม่ต้องชำระเงินต้น หรือการลดดอกเบี้ย เพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับผู้ประกอบการเหล่านี้

 

"การที่แบงก์ช่วยปรับโครงสร้างหนี้ให้ สะท้อนว่าลูกหนี้เหล่านี้ยังมีศักยภาพ แต่อาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยชั่วคราว จึงช่วยประคับประคองเอาไว้ เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้น เขาก็สามารถเดินต่อไปได้"

 

ส่วนคำถามที่ว่าลูกหนี้เหล่านี้มีโอกาสพัฒนาเป็นหนี้เสีย(เอ็นพีแอล) มากน้อยแค่ไหนนั้น ยังเป็นเรื่องที่ตอบยาก เพราะต้องขึ้นกับเศรษฐกิจด้วย แต่โดยภาพรวมยังเชื่อว่า โอกาสที่หนี้ดังกล่าวจะกลายเป็นเอ็นพีแอลคงมีไม่มากนัก เนื่องจากธนาคารก็คอยให้การช่วยเหลือเต็มที่

 

ธปท.รับแนวโน้มหนี้เสียยังเพิ่มขึ้น

 

สำหรับสถานการณ์เอ็นพีแอลขณะนี้ ยอมรับว่ามีโอกาสปรับเพิ่มขึ้น เพราะเอ็นพีแอลถือเป็นข้อมูลที่ตามหลังภาวะเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจยังเป็นภาพของการฟื้นตัวอย่างช้าๆ เอ็นพีแอลก็ยังมีแนวโน้มเป็นขาขึ้นอยู่ เพียงแต่การเพิ่มขึ้นไม่ถึงกับน่าเป็นห่วง เพราะธนาคารพาณิชย์ตั้งสำรองเผื่อหนี้เหล่านี้ไว้ในระดับที่สูง โดยปัจจุบันทั้งระบบมีเงินสำรองที่สูงกว่าเงินสำรองพึงกันถึง 161%

 

"โอกาสที่ เอ็นพีแอล จะทะลุ 3% เป็นไปได้ แต่คงไม่ขึ้นแบบพุ่งแรง อาจจะทยอยปรับขึ้น ซึ่งแบงก์เองก็มีวิธีจัดการ อาจตัดขายออกไปก็ได้ อีกทั้งเงินสำรองฯ ที่แบงก์มีก็อยู่ในระดับสูง"

 

โดยเอ็นพีแอลทั้งระบบ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2559 อยู่ที่ 2.89% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ระดับ 2.72% เป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี ขณะที่ สินเชื่อทั้งระบบ ขยายตัว2.4% ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 3.3% เป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี

 

นายรณดล กล่าวว่า สินเชื่อที่เติบโตระดับต่ำในช่วงนี้ เป็นไปตามภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวช้า ประกอบกับดอกเบี้ยในตลาดตราสารหนี้ที่ต่ำ ทำให้ภาคธุรกิจหันไปออกหุ้นกู้มากขึ้น จึงส่งผลสินเชื่อโตต่ำด้วย

 

นายรณดล เชื่อว่า มาตรการลงทุนของรัฐ จะช่วยให้สินเชื่อปีหน้าขยายตัวได้สูงขึ้น

 

"ธรรมชาติของแบงก์พาณิชย์ คือ การหารายได้จากการปล่อยสินเชื่อ ถ้าแบงก์เห็นว่าลูกค้าหรือธุรกิจใดมีศักยภาพ มีความสามารถชำระหนี้ได้ คิดว่าแบงก์คงไม่ปฏิเสธ เพราะตรงนี้ถือเป็นรายได้หลักของแบงก์"

 

นายรณดล กล่าวว่า หน้าที่หลักของธนาคารพาณิชย์ คือ การเป็นตัวกลางในการเอาเงินออมของประชาชน ส่งผ่านไปช่วยขับเคลื่อนในภาคเศรษฐกิจจริงดังนั้นหน้าที่สำคัญของ ธปท. โดยเฉพาะฝ่ายกำกับสถาบันการเงิน คือ การดูแลความสมดุลใน 3 เรื่องหลัก คือ ดูแลให้ธนาคารพาณิชย์ เป็นกลจักรสำคัญในการปล่อยสินเชื่อเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดูแลผู้บริโภคให้ได้รับบริการที่เป็นธรรม และ ดูแลความมั่นคงของธนาคารพาณิชย์

 

กรุงไทย'เป้า2 ปีเอ็นพีแอลเท่าแบงก์ใหญ่

 

นายปริญญา พัฒนภักดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานปรับโครงสร้างหนี้และบริหารทรัพย์สิน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารตั้งเป้าหมายว่าในปี 2561-2562 เอ็นพีแอลของธนาคารจะลดลงมาอยู่ในระดับเดียวกับกลุ่มแบงก์ใหญ่จากปัจจุบันมีเอ็นพีแอลที่ระดับ 4.24%สูงที่สุดในระบบ

 

แนวโน้มเอ็นพีแอลโดยภาพรวมของระบบ ไตรมาส 3 มีประมาณ 3.9 แสนล้านบาท คิดเป็น 2.8-2.9% ของสินเชื่อ 13 ล้านล้านบาท น่าจะอยู่ในระดับเกือบสูงสุดแล้ว แต่อาจจะเห็นการส่งผ่านไปปีหน้าเล็กน้อย และเริ่มลดลงได้ในปลายปี 2560

 

หนี้เสียเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้นทุกกลุ่ม

 

นายปริญญากล่าวว่า เอ็นพีแอลของธนาคารที่เพิ่มขึ้นมาในปีนี้ มาจากภาคธุรกิจเป็นหลัก โดยเฉพาะลูกค้าเอสเอ็มอีที่เพิ่มขึ้นทุกขนาด ทั้งเอสเอ็มอีขนาดใหญ่ ขนาดกลางและเล็ก จากเดิมที่เอสเอ็มอีใหญ่ไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจมากนัก และยังมีหนี้เสียจากลูกค้ารายใหญ่บ้างในกลุ่มโรงแรม

 

"ปลายปียังได้รับผลกระทบจากราคาข้าวที่ตกต่ำกระทบกับเกษตร โรงสีและส่งออก ขณะที่โรงแรมก็ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่นักท่องเที่ยวเข้ามาลดลง ประกอบกับมาตรการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญทำให้โรงแรมที่ไม่ใช่เชนโฮเทลได้รับผลกระทบ ซึ่งธนาคารก็เข้าไปดูแลผ่อนปรนการชำระหนี้รวมถึงลดดอกเบี้ยหรือขยายเวลาชำระหนี้เพื่อให้ลูกค้าอยู่ได้"

 

ชี้ธปท.กำชับแบงก์เน้นดูแลเอสเอ็มอี

 

ทั้งนี้เมื่อเทียบกับปี2558ที่เอ็นพีแอลเกิดจากรายย่อยเป็นหลัก แต่ในขณะนี้ธนาคารเริ่มคุมคุณภาพสินเชื่อใหม่ได้แล้ว และมีเครื่องมือในการติดตามดูแลอย่างใกล้ชิดและรวดเร็วมากขึ้น ทำให้เอ็นพีแอลจากรายย่อยไม่น่ากังวลมากนัก ซึ่งธปท.ให้ธนาคารมุ่งเน้นการดูแลหนี้เสียกลุ่มเอสเอ็มอีและรายใหญ่เป็นหลัก

 

ศก.ซบฉุดเอ็นพีแอลย้อนกลับพุ่ง

 

นอกจากนี้เอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นในปีนี้มาจากลูกหนี้เอ็นพีแอลเดิมที่ปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้วไหลกลับมาเป็นเอ็นพีแอลอีก (NPL Re-entry) เพราะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวกระทบกับรายได้

 

ส่วนเอ็นพีแอลเกิดใหม่ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมามีแนวโน้มลดลงหรือมีเข้ามาไม่ถึง 1% ขณะที่หนี้จัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) ในปีนี้ที่กลายมาเป็นเอ็นพีแอลมีน้อยลง เทียบกับปี 2558 ที่ลูกหนี้จัดชั้นพิเศษกลายเป็นเอ็นพีแอลค่อนข้างมาก เนื่องจากธนาคารเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิด

 

เขากล่าวว่าในสิ้นเดือนนี้ธนาคารคาดว่าเอ็นพีแอลจะลดลงได้อีก 1 หมื่นล้านบาท หากศาลเห็นชอบกับแผนฟื้นฟูของสหวิริยาสตีล อินดัสตรี หรือเอสเอสไอ และทำให้เอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมลดลงอยู่ที่3.7-3.8%จากไตรมาส 3 ที่ 4.2%

 

กรุงไทยชี้ทยอยตัดขายเอ็นพีแอล

 

นอกจากนี้สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เอ็นพีแอลของกรุงไทยสูงกว่าระบบเพราะมีเอ็นพีแอลของเก่าอยู่มาก โดยมีเอ็นพีแอลที่แก้ไขมานานกว่า 10ปี รวมแล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท ขณะที่แบงก์อื่น มีการขายเอ็นพีแอลออกไปบ้าง ธนาคารจึงมีนโยบายที่จะขายเอ็นพีแอลออกไป เริ่มจากในปีนี้ 800 ล้านบาท ในกลุ่มสินเชื่อบ้านที่ส่วนใหญ่มีหลักประกัน และในปีหน้าจัดกองเล็กๆ ประมาณ 200-300 ล้านบาท ทยอยขายในช่วงไตรมาสสองของปี คาดว่าจะขายได้ในราคาประมาณ 50-70% ของมูลหนี้ ซึ่งการขายเอ็นพีแอลจะไม่กระทบกับกำไรของธนาคาร

 

สำหรับเอ็นพีแอลปีหน้ามองว่ายังต้องดูแลใกล้ชิดโดยเฉพาะเอสเอ็มอีและรายย่อย โดยนโยบายของธนาคารในฐานะแบงก์รัฐจะเน้นผ่อนปรนการชำระหนี้ให้ลูกหนี้มีเงินหมุนเวียน เมื่อเศรษฐกิจฟื้นก็จะช่วยให้ธุรกิจโดยรวมไปต่อได้

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ