Loading

รัฐเร่งระบบรางหวังช่วยลดต้นทุนแข่งขันด้านโลจิสติกส์

วันที่ : 2 ธันวาคม 2559
รัฐเร่งระบบรางหวังช่วยลดต้นทุนแข่งขันด้านโลจิสติกส์

คมนาคมชี้ขนส่งทางรางยังขาดประสิทธิภาพ ตั้งเป้า 5 ปีผลักดันขนส่งระบบรางมากขึ้นจาก  2% เป็น 5%

นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า รัฐบาลตั้งเป้าหมายภายใน 5 ปีข้างหน้า จะผลักดันให้การใช้ระบบขนส่งทางรางเพิ่มมากขึ้นจากปัจจุบันอยู่ที่ 2% เป็น 5% โดยการดึงดูดให้ภาคเอกชนเข้ามาเป็นผู้ร่วมให้บริการ เนื่องจากการพัฒนาระบบรางมีความสำคัญอย่างมาก ซึ่งรัฐบาลได้มีการจัดสรรงบประมาณมาใช้พัฒนาเพื่อลดต้นทุนการขนส่ง เนื่องจากระบบ โลจิสติกส์มีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ปัจจุบันขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการธุรกิจในประเทศในแต่ละปี ต้นทุนด้านโลจิสติกส์คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 1.75 ล้านล้านบาท ถือเป็นสัดส่วนที่ยังสูงเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับมูลค่าจีดีพีโดยรวมของประเทศที่มีมูลค่าอยู่ที่ 11.5 ล้านล้านบาท

"หากเปรียบเทียบต้นทุนด้านการขนส่งของไทยจะเห็นว่าการขนส่งของไทยด้านระบบรางมีต้นทุนที่ถูกกว่าทางถนน โดยต้นทุนรางอยู่ที่ 0.93 บาท/ตัน/กิโลเมตร (กม.) ขณะที่ต้นทุนทางถนนอยู่ที่ 1.72 บาท/ตัน/กม. ปัจจุบันมีสัดส่วนด้านทางถนนมากถึง 86% ขณะที่ทางรางมีสัดส่วนเพียง 2% เป็นเพราะการขนส่งทางรางของไทยยังขาดประสิทธิภาพ โดยตั้งเป้าหมายว่าภายใน 5 ปี จะต้องผลักดันให้มีการ ใช้ระบบขนส่งทางรางให้เพิ่มมากขึ้นจาก 2% เป็น 5%"

ทั้งนี้ ได้มีการจัดงาน Smart Rail Asia & Transport Infrastructure Asia 2016 ระหว่างวันที่ 1-2 ธ.ค. 2559 ที่สถานีรถไฟฟ้า แอร์พอร์ตลิงค์ มักกะสัน ซึ่งเป็นการจัดงานต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลา 5 ปี ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้ให้การสนับสนุนโดยรูปแบบของงานคือการบริหารจัดการเรื่องระบบราง ซึ่งมีบริษัท 80 บริษัททั่วโลก ให้ความสนใจในการจัดงานและจะมีการประชุมร่วมกันถึงความคืบหน้าเรื่องของระบบรางด้วย

อย่างไรก็ตาม ได้มีผู้ผลิตเทคโนโลยีด้านรถไฟ รถไฟฟ้าใต้ดิน ผู้รับเหมา ผู้ให้บริการระบบรถไฟ ระบบไอที การสื่อสาร ตัวรถอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ใช้ระบบรถไฟฟ้ารวมถึงระบบซ่อมบำรุง มีผู้ผลิตต่างประเทศชั้นนำจากยุโรป อเมริกา เอเชีย มาจัดแสดงจาก 24 ประเทศ

สำหรับไทยถือเป็นจุดศูนย์กลางที่จะจัดทำระบบรางในแถบอาเซียน มีการพัฒนาโครงการสำคัญอยู่หลายแห่ง อาทิ โครงการรถไฟระบบทางคู่ รวมถึงมีแผนจะเดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงกับประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น

ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

 

 

 

ข่าวพัฒนาสาธารณูปโภค อื่นๆ