Loading

เชื่อรถไฟไทย-จีนไม่สะดุด สมคิด เมินจีนคิดดอกเบี้ยแพงกว่า3%/จ่อพึ่งเงินกู้ในปท.

วันที่ : 13 ตุลาคม 2559
เชื่อรถไฟไทย-จีนไม่สะดุด สมคิด เมินจีนคิดดอกเบี้ยแพงกว่า3%/จ่อพึ่งเงินกู้ในปท.

"สมคิด" ยันโครงการรถไฟไทย-จีนไม่สะดุด แม้จีนยืนกรานคิดดอกเบี้ยเกินกว่า 3% ขณะที่ไทยมองเป็นโครงการจีทูจี ฟากสบน. รับนโยบายขุนคลัง เจรจาขอลดไม่เกิน 2% แย้มเตรียมแผนสอง เดินหน้าแผนกู้ในประเทศแทน ระบุโครงการก่อสร้าง 5 ปี สามารถกู้ได้ตามความคืบหน้าของโครงการ มั่นใจต้นทุนถูกกว่า ฟาก สคร.เผยปี 2560 โครงการพีพีพี  มีเค้กก้อนใหญ่ร่วม 7 แสนล้านบาท

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ภายหลังงานสัมมนา "Sino-Thai Business Investment Forum 2016 จัดโดย ธนาคาร ICBC ประเทศจีน"ว่าความคืบหน้าโครงการลงทุนรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน นั้น ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบรูปแบบโครงการ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญและจะต้องใช้ระยะเวลาเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่อยู่ระหว่างการเจรจา ซึ่งทางการไทยต้องการในอัตราที่ต่ำกว่า 2% นั้นก็เป็นโจทย์สำคัญ แต่ได้รับรายงานว่าแม้จะมีการประชุมเพื่อหาข้อยุติแต่ก็ยังไม่สามารถเจรจาอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวได้ ทั้งนี้ยืนยันว่า ไทยจะเดินหน้าโครงการดังกล่าวอย่างแน่นอน ส่วนในอนาคตหากทางการจีน ยังยืนยันจะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามที่ไทยเจรจา ก็อาจเป็นไปได้ว่าจะใช้แหล่งเงินอื่นแทนการกู้จากจีน

นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ หรือสบน. กล่าวว่าขณะนี้ได้รับนโยบายมาจากนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ว่า ไม่ว่าจะเป็นการกู้สกุลเงินหยวน เยน หรือดอลลาร์สหรัฐฯ อัตราดอกเบี้ยจะต้องคิดไม่เกิน 2% จากปัจจุบันที่ทางการจีนเสนอมากกว่า 3% โดยเร็วๆ นี้ สบน. จะเริ่มเจรจาโครงสร้างอัตราดอกเบี้ยสำหรับโครงการการลงทุนรถไฟไทย-จีน เป็นครั้งที่ 15 หลังจาก 14 ครั้งแรกไม่สำเร็จ

"การที่โครงการเกิดขึ้นช้า ส่วนหนึ่งมาจากเจรจาหรือตกลงดอกเบี้ยกันไม่ได้ ดังนั้นทางออกคือ สบน.เตรียมแผนที่จะกู้เงินสำหรับลงทุนจากภายในประเทศ เนื่องจากปัจจุบันมีสภาพคล่องส่วนเกินมากกว่า 2 ล้านล้านบาท  อย่างไรก็ดีการเจรจาครั้งล่าสุดทางการจีนเริ่มมีทีท่าที่อ่อนลงเรื่อยๆ และข้อดีของการกู้ภายในประเทศคือ ไม่ต้องมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน"

ทั้งนี้กรอบการกู้จะแบ่งตามระยะหรือห้วงเวลาตามการก่อสร้างที่คืบหน้าไปได้ โดยโครงการกำหนดว่าจะต้องก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5 ปี (รถไฟความเร็วสูง ระยะทาง 250 กิโลเมตร) ถือเป็นโครงการลงทุนที่มีมูลค่ากว่า 1.7 แสนล้านบาท แต่หากไม่สามารถเจรจากันหรือปล่อยให้โครงการยืดเยื้อนานเท่าไหร่ก็จะส่งผลต่อต้นทุนการก่อสร้าง เพราะต้นทุนขึ้นอยู่กับปัจจัยการผลิต ยิ่งก่อสร้างช้าต้นทุนก็จะแพงขึ้น ส่งผลต่อเงินชดเชยค่างานก่อสร้างตามสัญญาที่สามารถปรับราคาได้ หรือค่า K ที่สูงตามเศรษฐกิจที่ขยายตัว อย่างใดก็ตามหากก่อสร้างช้าแน่นอนการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ก็จะดีขึ้นตามไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น เดิมรถไฟมีขีดจำกัดสามารถวิ่งที่ความเร็วที่ 250 กม.ต่อชม. ก็สามารถพัฒนาให้วิ่งได้เร็ว 280 กม.ต่อชม.

"ตอนนี้โจทย์ รมว.คลังบอกให้ไปต่อรองดอกเบี้ย ซึ่งจีนระบุ 3%กว่าคิดในอัตราตลาด (Market Rate) ส่วนทางการไทยต้องการให้เป็นแบบ "จีทูจี" ในลักษณะของการแลกเปลี่ยนให้ธุรกิจจีนเข้ามาลงทุนในไทยด้านการก่อสร้าง ส่วนแบบที่ยังไม่เสร็จอยู่ในขั้นตอนตรวจสอบแบบ โดยเป็นบริษัทจีนที่รับออกแบบโครงการ ซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่ผ่านในส่วนของโครงสร้างการก่อสร้าง รูปแบบตัวสถานี บันไดเลื่อน-ลิฟต์ที่จะต้องให้ชัดเจนก่อนจึงจะสามารถก่อสร้างได้"

สำหรับแผนการก่อหนี้รวมถึงเงินกู้ปี 2560 นั้น สบน.เตรียมแผนกู้เงินไว้ที่ 1.7 ล้านล้านบาท ประกอบไปด้วยหน่วยงานที่เตรียมลงทุนก่อสร้างไม่ต่ำกว่า 20 โครงการ ส่วนใหญ่จะเป็นการกู้ในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ อาทิ การไฟฟ้า ทั้ง 3 หน่วยงาน, การประปา, การเคหะแห่งชาติ, การรถไฟแห่งประเทศไทย และบริษัทขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการต่อเนื่องจากปี 2559 บนพื้นฐานการทำงบประมาณขาดดุลที่ 3.9 แสนล้านบาท

สอดคล้องกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรม การนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า ปี 2560 ทางคณะกรรมการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ  (PPP) ได้พิจารณาแล้วว่าจะมีโครงการลงทุนที่มีขนาดใหญ่และกลางที่มีมูลค่ามากกว่า 5,000 ล้านบาท จะมีมูลค่าโครงการสูงถึง 7 แสนล้านบาท ครอบคลุมโครงการลงทุนรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีม่วง โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม โครงการแอร์พอร์ตเรลลิงค์ และโครงการท้องถิ่นอีกหลายโครงการ อาทิ รถไฟความเร็วสูงระยอง และกรุงเทพฯ-หัวหิน, มอเตอร์เวย์ โครงการกำจัดขยะเทศบาล ตามแผนลงทุนของท้องถิ่น

สำหรับโครงการลงทุนที่ต้องใช้วงเงินกู้ทั้งในหรือต่างประเทศ เป็นมูลค่าหลายแสนล้านบาท ในมุมของ สคร.เองมองว่า อาจใช้รูปแบบกระจายในรูปการขายหน่วยลงทุนให้แก่นักลงทุนที่เป็นสถาบันทั้งในและต่างประเทศ ส่วนกลุ่มที่มองว่ามีศักยภาพและสนใจมาก คือ กลุ่มธุรกิจประกันชีวิต โดยการันตีผลตอบแทนที่ชัดเจนในระยะ 30 ปี สามารถตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนที่ต้องการแสวงหาผลตอบแทนมากกว่าการลงทุนในพันธบัตรหรือเงินฝากปกติที่ดอกเบี้ยต่ำมาก ทั้งนี้หากมองในมุมของสภาพคล่อง จะพบว่าปัจจุบันประเทศไทยมีสภาพคล่องส่วนเกินสูงถึง 2 ล้านล้านบาท ซึ่งสามารถระดมเงินเหล่านี้ไปลงทุนในมอเตอร์เวย์เส้นใหม่ รวมถึงโครงการอื่นๆได้อีกหลายสิบโครงการ

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

 

 

 

ข่าวพัฒนาสาธารณูปโภค อื่นๆ