Loading

คริสเตียนีฯเร่งเติมแบ็กล็อกลุ้นแบ่งเค้กรถไฟฟ้าสายสีส้ม-ชมพู-เหลืองปลายปีนี้

วันที่ : 13 ตุลาคม 2559
คริสเตียนีฯเร่งเติมแบ็กล็อกลุ้นแบ่งเค้กรถไฟฟ้าสายสีส้ม-ชมพู-เหลืองปลายปีนี้

คริสเตียนีและนีลเส็นไทยเร่งเติมแบ็กล็อกงานในมือก่อนทิ้งทวนปี 59 และรับมือปี 60 ล่าสุดเปิดโพยเซ็นสัญญางานเพิ่ม 4,943 ล้านบาท พร้อมเร่งประมูลงานในช่วง 3 เดือนอีกกว่า 4,000 ล้านบาท คาดได้อย่างน้อย 1,000 ล้านบาท มั่นใจรายได้ทะลุ 8,000 -10,000 ล้านบาท จับมือจีนลุ้นแบ่งเค้กรถไฟฟ้าสายสีส้ม สายสีเหลือง-ชมพู ช่วงปลายปีนี้

นายพิเชฐ  นิ่มพานิชย์  ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท คริสเตียนีและนีลเส็น(ไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CNT เปิดเผยว่าอยู่ระหว่างการเร่งเติมปริมาณงานในมือหรือแบ็กล็อกของบริษัทช่วงโค้งสุดท้ายไตรมาสที่ 4 ปี 2559 นี้และเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งทางธุรกิจในปี 2560 โดยปัจจุบันคริสเตียนีมีงานที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) อยู่ราว 1 หมื่นล้านบาท และมีงานที่เซ็นสัญญาเข้ามาเพิ่มอีกประมาณ 4,943 ล้านบาท

โดยมีโครงการดังต่อไปนี้คือ งานก่อสร้างโครงการสตูดิโอ PRIMO POSTO ของบริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) หรือ RS มูลค่าโครงการ 820 ล้านบาท (รอสรุปงานระบบอีกประมาณ 600 ล้านบาท)โครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์บางใหญ่กาญจนบุรี 1 ตอนมูลค่าโครงการ 1,590 ล้านบาท โครงการก่อสร้างสะพานยกระดับทางแยกใน อ.ทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช มูลค่า 968 ล้านบาทโครงการก่อสร้างศูนย์กีฬา ของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG  มูลค่า 150 ล้านบาท งานก่อสร้างโรงแรม Somerset สุขุมวิท 23 มูลค่าโครงการ 250 ล้านบาท งานก่อสร้างโรงงานของกลุ่มบางกอกกล๊าส 100 ล้านบาท โครงการระบบดาต้าเซ็นเตอร์ของกลุ่มบริษัทไอเน็ตฯ ที่จังหวัดสระบุรี มูลค่า 285 ล้านบาท งานก่อสร้างไซโลของเบทาโกร 90 ล้านบาท งานก่อสร้างหมู่บ้านโครงการสิริจิต เรสซิเดนซ์ 180 ล้านบาท

ส่วนงานที่รอเข้าประมูลและรอเซ็นสัญญาไม่รวมโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม สีเหลือง และสีชมพู มีมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านบาท นั้นคาดว่าจะได้งานเข้ามาเพิ่มประมาณ 1,000 ล้านบาท เช่น งานก่อสร้างโรงเรียนนานาชาติในจังหวัดชลบุรี มูลค่าโครงการ 150 ล้านบาท และงานก่อสร้างถนนแยกอินโดจีน-พิษณุโลก 1 ตอน มูลค่าประมาณ 850 ล้านบาท โครงการก่อสร้างถนนหล่มสัก-น้ำหนาว 1 ตอนมูลค่าโครงการประมาณ 1,500 ล้านบาท ส่วนโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ระยะที่ 2 อยู่ระหว่างการพิจารณาที่จะเข้าร่วมประมูลอีก 1 ตอน

นายพิเชฐกล่าวอีกว่าบริษัทยังเตรียมยื่นประมูลโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม 1 สัญญาศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟฟ้ากับงานอาคารจอดรถไฟฟ้ามูลค่าโครงการประมาณ 4,900 ล้านบาท ที่จะยื่นซองเอกสารประกวดราคาในวันที่ 31 ตุลาคมนี้โดยร่วมมือกับบริษัท ไชน่าเรลเวย์ คอนสตรัคชั่น คอร์ปอเรชั่น จำกัด (CRCC) จากประเทศจีนรวมทั้งร่วมมือกับบริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRC และ บริษัท CRCC เตรียมยื่นประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง และโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู ที่จะยื่นซองเอกสารประกวดราคาในเดือนพฤศจิกายนนี้

ทั้งนี้ในการร่วมมือกับ CRCC นั้นเนื่องจากเป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญรถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง ซึ่งในอนาคตมีโอกาสร่วมงานกับรัฐบาลไทยในโครงการรถไฟความเร็วสูง ไทย-จีน และอื่นๆอีกหลายโครงการซึ่งก็จะเป็นโอกาสที่ CNT ได้เข้าประมูลด้วย

นอกจากนี้แล้วบริษัทยังอยู่ระหว่างการศึกษาเข้าประมูลงานในประเทศเมียนมาซึ่งจะเป็นงานก่อสร้าง โรงงานอุตสาหกรรม อาคารสำนักงาน และห้างสรรพสินค้า โดยจะผูกโยงกับนักลงทุนในประเทศไทยที่เข้าไปลงทุนในประเทศเมียนมาเป็นหลัก อย่างไรก็ตามจากมูลค่างานที่เซ็นสัญญางานที่รอประมูลและ Backlog ที่มีอยู่นั้นคาดว่าจะทำให้บริษัทรายได้ประมาณ 8,000-10,000 ล้านบาท เทียบกับรายได้รวมของปี 2558 อยู่ที่ 7,354 ล้านบาท

"อย่างไรก็ตามจากโครงการของภาครัฐที่เริ่มทยอยประมูลช่วงครึ่งปีหลัง 2559 และในปี 2560 นั้นคาดว่าจะทำให้บริษัทมีผลประกอบการในปี 2560 เป็นบวกมากขึ้น โดยตั้งเป้ารายได้เติบโต 10% และจะรักษาฐาน Backlog ให้อยู่ระดับ 1หมื่นล้านบาท จากช่วงที่ผ่านมาอยู่ในระดับ 8,000 ล้านบาท สำหรับปีหน้ามีแนวโน้มเติบโตมากขึ้นในช่วงไตรมาส 3-4/2560 จากโครงการภาครัฐที่ประมูลในช่วงครึ่งปี 2559 และปี 2560 แต่ในปี 2559 จะรักษาระดับรายได้ให้ใกล้เคียงกับยอด Backlog 1 หมื่นล้านบาท ส่วนทิศทางการแข่งขันนั้นจะยากขึ้นเนื่องจากมีบริษัทรายเล็กเกิดขึ้นมากมายที่เข้าร่วมประมูลงานทำให้ยากต่อการประมูล ถึงแม้จะมีงานภาครัฐออกมามากก็ตามแต่การแข่งขันก็สูงเช่นกัน ซึ่งบริษัทก็จะพยายามรักษาระดับรายได้ให้เติบโตใกล้เคียงกันทุกปี"

นายพิเชฐกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ในสัดส่วนงานนั้นมาจากภาครัฐ 35% ภาคเอกชน 65% โดยส่วนใหญ่งานก่อสร้างของภาคเอกชนจะเป็นโครงการก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า ซึ่งสามารถรับรู้รายได้เร็วกว่าเนื่องจากเป็นงานที่ไม่ต้องใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างนานเหมือนกับโครงการใหญ่ของภาครัฐที่ต้องใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 2-3 ปี

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

 

 

 

ข่าวพัฒนาสาธารณูปโภค อื่นๆ