Loading

เอกชนชี้ภาษีที่ดินฉุดอสังหาฯช่วงสั้นเบเคอร์แนะ5วิธีจัดทัพสินทรัพย์ใหม่

วันที่ : 29 กันยายน 2559
เอกชนชี้ภาษีที่ดินฉุดอสังหาฯช่วงสั้นเบเคอร์แนะ5วิธีจัดทัพสินทรัพย์ใหม่

เอกชนตั้งแท่นรับมือภาษีที่ดินใกล้มีผลบังคับใช้ ดีเวลอปเปอร์ ค่าย "แสนสิริ" เผยผู้ซื้ออสังหาฯ ชะงักแค่ช่วงแรก แต่ระยะยาวไม่มีปัญหา หวังช่วยลดเก็งกำไรหนุนบริษัทอสังหาฯ ได้ที่ดินมาพัฒนามากขึ้น ตลท.ชี้ บจ.ถูกเก็บภาษีอาคารสำนักงานเพิ่ม 64% ด้าน "เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่" แนะ 5 ข้อรับมือก่อนภาษีที่ดินบังคับใช้ปี'60

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวในงานสัมมนา "ภาษีที่ดินและ สิ่งปลูกสร้าง จากตำนานสู่ความจริง" จัดโดยสมาคมนักศึกษาเก่าและคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่า ภายในเดือน ต.ค.นี้ ร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง น่าจะสามารถเสนอที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ โดยขณะนี้ ยังอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา และจะต้องเสนอกลับไปให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบก่อนเสนอ สนช.ต่อไป อย่างไรก็ตาม คาดว่าร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว จะเริ่มบังคับใช้ได้ภายในปี 2560 ตามที่กำหนดไว้

"ขณะที่เนื้อหาสาระในขั้นกฤษฎีกาไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากที่ ครม.เห็นชอบไปก่อนหน้านี้ ส่วนจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือไม่ จะไปว่ากันใน สนช.อีกที" นายสมชัยกล่าว

ขณะที่ทางกรมธนารักษ์ได้ยืนยันว่า การประเมินราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่จะใช้เป็นฐานคำนวณภาษีดำเนินการได้ทัน โดยจะมีการทำคู่มือให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นำไปใช้ประเมินแบบไม่ยาก โดยในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้านี้ กระทรวงมหาดไทย จะเดินสายอบรม อปท.เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนจะบังคับใช้กฎหมายปีหน้า

ทั้งนี้ อปท.จะมีรายได้เพิ่มจากการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอีกจำนวนเงินกว่า 33,000 ล้านบาท มาอยู่ที่กว่า 60,000 ล้านบาท จากปัจจุบันที่มีรายได้จากภาษีโรงเรือนและที่ดิน กับภาษีบำรุงท้องที่แค่กว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี

"รายได้ที่เพิ่มขึ้นกว่า 30,000 ล้านบาท จะมาจากฟากพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมมากกว่าที่อยู่อาศัย" ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าว

นายอภิชาติ จูตระกูล ประธานอำนวยการ บมจ.แสนสิริ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ กล่าวว่า ในแง่ผลกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์เมื่อกฎหมายออกมาบังคับใช้ ผู้ประกอบการกลุ่มนี้จะมองว่า ผู้ซื้อจะมีปฏิกิริยาอย่างไร ขณะที่กฎหมายฉบับนี้จะทำให้การเก็งกำไรที่ดินลดน้อยไป ซึ่งถ้าในแง่ผลต่อ บมจ.แสนสิริ ก็คือถ้ามีคนเก็งกำไรน้อยลง บริษัทก็อาจจะมีที่ดินหลุดมาอยู่ในมือได้มากขึ้น

"ส่วนตัวผมคิดว่า ในระยะแรกช่วงสั้น ๆ อาจจะเกิดภาวะชะงักบ้างเล็กน้อย ซึ่งคงบอกลำบากว่ากี่เดือน ก็ต้องยอมรับว่า คนไม่เคยจ่าย พอต้องจ่าย ก็เริ่มต้องคิดเมื่อเห็นว่าจ่ายน้อยนิดเดียว ก็กลับมาซื้อ เรื่องนี้ ต้องบอกว่าระยะยาวดีกับประเทศ และดีกับวงการอสังหาริมทรัพย์ด้วย เพราะถนนหนทางก็จะดีขึ้น ทุกคนก็จะอยู่อย่างสบายขึ้น" นายอภิชาติกล่าว

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ (บจ.) มีด้วยกัน 55 บริษัท คิดเป็นมูลค่าการตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ประมาณกว่า 9.5 แสนล้านบาท หรือราว 7% ของมาร์เก็ตแคปของตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด ซึ่งถือว่าไม่มากนัก แต่ในด้านมูลค่าที่ดินที่ถือครองอยู่ (แลนด์แบงก์) คงจะต้องมีการประเมินกันต่อไป

อย่างไรก็ตาม ผลที่จะกระทบกับ บจ.ในภาพรวม คือ ทุกบริษัทจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น เนื่องจากทุกบริษัทมีอาคารสำนักงานจากปัจจุบันที่อยู่ 650 บริษัท ในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเสียภาษีโรงเรือนอยู่กว่า 8 ล้านบาท แต่ถ้าใช้กฎหมายใหม่จะเสียภาษีประมาณ 13.5 ล้านบาท หรือเพิ่ม 64%

นายกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการบริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ (ประเทศไทย) กล่าวว่า การรับมือกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มี 4-5 ข้อที่อยากแนะนำ คือ 1) ทำบัญชีทรัพย์สินโดยด่วน ว่ามีที่ดินที่ไหนบ้าง แล้วที่ไหนควรจะรีบขายด่วน 2) ผู้ที่ซื้อคอนโดมิเนียมแล้วยังไม่โอนกรรมสิทธิ์ หรือคนที่มีบ้านหลายแห่ง มีโฉนดหลายใบ จะต้องรีบเลือกว่าจะย้ายทะเบียนบ้านไปอยู่ที่ไหน และควรจะเลือกเอาชื่อไปไว้ในบ้านที่แพงที่สุด แม้จะไม่ได้อยู่อาศัยจริงก็ตาม

3) หากจะโอนที่ดินให้ลูก ควรเลือกที่ดินที่ราคาไม่ถึง 20 ล้านบาท และโอนให้ลูกเป็นบ้านหลังที่ 1 ซึ่งจะเข้าเกณฑ์ภาษีมรดก 4) ถ้ามีที่ดินว่างเปล่าให้ปลูกพืช 3 ใน 4 ของพื้นที่ และ 5) ที่ดินที่จะพัฒนา ให้โอนเข้าบริษัททันที เพราะการเสียภาษีในรูปนิติบุคคลจะเสียภาษีถูกกว่าบุคคลธรรมดา

ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

 

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ