Loading

หลังรอยล้อ: ตลาดรถบรรทุกลาวพุ่ง10%วอลโว่กรุ๊ปติดเครื่องลุยต่อเนื่อง

วันที่ : 27 กันยายน 2559
หลังรอยล้อ: ตลาดรถบรรทุกลาวพุ่ง10%วอลโว่กรุ๊ปติดเครื่องลุยต่อเนื่อง

วันเพ็ญ พุทธานนท์

หลังการเปิดเออีซีหรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ส่งผลให้การค้าชายแดนของไทยเติบโตอย่างมาก โดยเฉพาะ สปป.ลาว ที่กำลังพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานในประเทศ รวมไปถึงความร่วมมือโครงการรถไฟรางมาตรฐาน ไทยลาว-จีน ซึ่งหอการค้าจังหวัดหนองคายคาดการณ์ว่าจะส่งผลให้ช่วยกระตุ้นการค้าชายแดนไทย-ลาวที่คาดว่าจะเพิ่มมูลค่าเป็น 1 แสนล้านบาท จากในปัจจุบันที่มีมูลค่า 6 หมื่นล้านบาท

แนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้ธุรกิจต่างๆ ล้วนได้รับอานิสงส์ หนึ่งในนั้นคือธุรกิจโลจิสติกส์ที่เรียกว่าเป็นโอกาสทองก็ว่าได้ ซึ่งส่งผลเกี่ยวเนื่องถึง ผู้ประกอบการรถบรรทุกที่จะเข้าไปตอบสนองการขนส่งสินค้าทั้งการส่งออกปิโตรเลียมซึ่งถือเป็นสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าสูงสุด และการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคจากประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะจากไทยและจีน

วอลโว่ กรุ๊ป ถือเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการรถบรรทุกรายใหญ่ ซึ่งปัจจุบัน บริษัท วอลโว่ กรุ๊ป (ประเทศไทย) ดูแลตลาดรถวอลโว่ ทรัคส์ และยูดี ทรัคส์ ครอบคลุม 5 ประเทศในอาเซียน ได้แก่ สปป.ลาว เวียดนาม กัมพูชา เมียนมา และฟิลิปปินส์ และมีความพร้อมจากโรงงานประกอบรถที่ลงทุนถึง 2,000 ล้านบาท ในปี 2557 และลงทุน 3,000 ล้านบาท ขยายเครือข่ายจาก 5 สาขา เป็น 16 สาขา

สำหรับ สปป.ลาว เป็นตลาดหลักสำคัญที่วอลโว่ กรุ๊ป มองเห็นโอกาสเติบโตอีกมาก โดย ทรงตระกูล โสมคาผู้จัดการศูนย์บริการจังหวัดหนองคาย บริษัท วอลโว่ กรุ๊ป (ประเทศไทย) กล่าวว่า จากการเปิดเออีซีส่งผลเห็นได้ชัดถึงยอดขายของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากปกติที่เติบโตประมาณ 7% ปีนี้คาดว่าจะเติบโตถึง 10% เนื่องจากความต้องการการขนส่งสินค้าที่เพิ่มมากขึ้น

"ภาคอีสานถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่จะนำสินค้าออกไปประเทศอื่นๆ จากการที่มีสะพานเชื่อมต่อเพื่อนบ้านหลายแห่ง อาทิ ที่ จ.เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อุบลราชธานี เป็นต้น"

ปัจจุบัน วอลโว่ กรุ๊ปมีดีลเลอร์หรือตัวแทนจำหน่ายใน สปป.ลาว คือ บริษัท ยูเอ็มจี ลาว ในเครือยูเอ็มจี กรุ๊ป ซึ่งมีเครือข่ายธุรกิจอยู่ในประเทศเมียนมา และเป็นสำนักงานใหญ่ของยูเอ็มจี กรุ๊ป รวมถึงมีธุรกิจใน สปป.ลาว เน้นธุรกิจตัวแทนจำหน่ายเครื่องจักรกลหนักและเครื่องจักรอุตสาหกรรม จนถึงปัจจุบัน บริษัทมีลูกค้าใน สปป.ลาว รวม 150 คัน ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเหมืองแร่และการขนส่งระยะไกล นอกจากนี้ ยูเอ็มจี กรุ๊ปยังได้เป็นดีลเลอร์ของ วอลโว่ กรุ๊ป ในประเทศเวียดนามอีกด้วย เนื่องจากมีบริษัท ยูเอ็มจีที่เข้าไปดำเนินธุรกิจในเวียดนาม

ทรงตระกูล กล่าวว่า การขยายตัวด้านสาธารณูปโภคและความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร ส่งผลให้สปป.ลาว เป็นประเทศที่จะเกิดการลงทุนอีกมหาศาลจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ขณะที่การนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ อย่างไทยและจีนเป็นหลัก ทำให้เป็นโอกาสของธุรกิจโลจิสติกส์และรถบรรทุกที่เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของธุรกิจโลจิสติกส์

การเติบโตของการค้าชายแดนโดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เป็นตะเข็บชายแดน โดยเฉพาะนโยบายการเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษของรัฐบาลในหลายจังหวัด ทำให้มองว่ายังมีโอกาสที่จะเติบโตอีกมาก ดังนั้นบริษัทจึงวางเป้าหมายในปี 2020 หรือปี 2563 จะขยายดีลเลอร์หรือศูนย์บริการเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 3-5 แห่ง ใช้งบลงทุนประมาณ 80-100 ล้านบาท/แห่ง เพื่อขยายการให้บริการได้ครบวงจรและครอบคลุมพื้นที่

ขณะที่ตลาดใน สปป.ลาว นั้น ฉลองชัย ชยุตระพงศ์ ประธานผู้อำนวยการ บริษัท ยูเอ็มจี สปป.ลาว กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาดรถบรรทุกใน สปป.ลาว ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 350-500 คันในส่วนของรถใหม่ ที่เหลือเป็นรถเก่าจากเกาหลีและญี่ปุ่นประมาณ 600-700 คัน ซึ่งผู้ประกอบการรถบรรทุกรายใหญ่ในลาวจะเป็นตลาดของรถจีน ญี่ปุ่น และยุโรป โดยแต่ละตลาดจะมีจุดเด่นและลูกค้าที่แตกต่างกัน

"ในช่วง 3 ปีก่อนหน้านี้ อุตสาหกรรมเหมืองแร่ใน สปป.ลาว บูมมาก แต่ปัจจุบันรัฐบาลลาวเริ่มเข้มงวดในการลงทุนมากขึ้น ทำให้ปัจจุบันธุรกิจที่กำลังเติบโตจะเป็นเรื่องของโลจิสติกส์และพลังงาน ตามนโยบายของลาวที่จะเป็นแบตเตอรี่แห่งเอเชียในปี 2020"

ทรงตระกูล กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของประเทศไทยนั้นจะเน้นการ บริการลูกค้าอย่างครบวงจรเพื่อสนับสนุน ดีลเลอร์ในแต่ละประเทศที่ดูแล โดยจะเพิ่มศูนย์การบริการให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ เช่นเดียวกับยูเอ็มจี ลาวที่จะเร่งขยายศูนย์ใน สปป.ลาว เช่นกัน เพื่อรองรับการลงทุนที่จะเข้ามาอีกมาก โดยปัจจุบันมีรายได้จาก สปป.ลาว ปีละ 5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 150 ล้านบาท

ที่มา: โพสต์ทูเดย์

 

 

 

ข่าวเขตเศรษฐกิจพิเศษ อื่นๆ