Loading

ธปท.ไม่ห่วงต่างชาติเก็งกำไรสหกรณ์ฯลงทุนหุ้นโต40%

วันที่ : 27 กันยายน 2559
ธปท.ไม่ห่วงต่างชาติเก็งกำไรสหกรณ์ฯลงทุนหุ้นโต40%

แบงก์ชาติระบุไม่ได้ห่วงต่างชาติเข้ามาเก็งกำไรสินทรัพย์ในไทย แต่ห่วงคนไทยไม่เข้าใจความเสี่ยงและหันไปลงทุน รูปแบบใหม่ๆ กนง.ให้ติดตามพฤติกรรมลงทุนของกองทุนรวมและการแข่งขันของสถาบันการเงิน ส่วนสหกรณ์ออมทรัพย์นำเงินลงทุนในหุ้นเติบโตถึง 40%

นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ในการประชุมบอร์ด กนง.ได้สั่งให้ ธปท.ติดตามความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงิน โดยเฉพาะพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น (search for yield) โดยไม่ได้กังวลประเด็นนักลงทุนต่างชาติมาเก็งกำไรสินทรัพย์ในไทย แต่กลับเป็นห่วงกังวลผลิตภัณฑ์หรือการลงทุนแบบใหม่ๆ ที่มีความเสี่ยงสูง ภายใต้อัตราดอกเบี้ยภายในประเทศอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อผู้ซื้อหรือนักลงทุนคนไทยที่ยังไม่เข้าใจความเสี่ยงมากกว่า

รายงานนโยบายการเงินล่าสุดเดือน ก.ย.59 ระบุว่า แม้พฤติกรรม search for yield ยังคงมีต่อเนื่อง แต่ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเชิงระบบยังคงมีจำกัดและไม่เห็นสัญญาณของการประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป (Underpricing of Risks) อย่างชัดเจนในวงกว้าง แต่ กนง.ยังให้ติดตามพฤติกรรมลักษณะดังกล่าวอย่างใกล้ชิดทั้งพฤติกรรมนักลงทุนยังแสวงหาผลตอบแทนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พฤติกรรมลงทุนของกองทุนรวมที่อาจมีแนวโน้มลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น รวมถึงพฤติกรรมของสถาบันการเงินอาจแข่งขันปล่อยสินเชื่อแก่ธุรกิจขนาดใหญ่มากขึ้นและกระจุกตัวอยู่ในบางธุรกิจ ซึ่งอาจสะสมความเปราะบางในระบบการเงินได้

ในส่วนของสหกรณ์ออมทรัพย์ยังคงเป็นแรงจูงใจให้ผู้ออมบางส่วนแสวงหาผลตอบแทนสูงขึ้นผ่านการฝากเงินและลงทุนในหุ้นสหกรณ์ออมทรัพย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งสหกรณ์ฯมีการขยายตัวในอัตราสูงของเงินลงทุนในตราสารทุนที่มีอัตราผลตอบแทนคาดการณ์และความเสี่ยงสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เงินลงทุนตราสารทุนคิดเป็นเพียง 1.5%ของสินทรัพย์สหกรณ์ออมทรัพย์ ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุด ณ ไตรมาสสองของปีนี้ พบว่า สหกรณ์ฯ มีอัตราการเติบโตเงินลงทุนในตราสารทุนเกือบ 40%  เงินลงทุนตราสารหนี้ 15% ขณะที่สินทรัพย์รวมเติบโต 10% เทียบไตรมาส 2 ปีนี้กับไตรมาส2 ปีก่อน

นอกจากนี้ สหกรณ์ฯ มีแหล่งที่มาของเงินทุนประมาณ 2.4 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นทุนสมาชิก 1.0 ล้านล้านบาท เงินรับฝาก 0.9 ล้านล้านบาท และเงินกู้ยืม 0.5 ล้านล้านบาท ขณะที่การใช้เงินทุนรวมประมาณ 2.4 ล้านล้านบาท เกิดจากเงินให้กู้ยืมประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท เงินสดและเงินฝาก 0.2 ล้านล้านบาท และเงินลงทุน 0.4 ล้านล้านบาท ณ สิ้นไตรมาสสองของปีนี้

สต๊อกอสังหาฯสูง-ราคาที่ดินไม่เร่ง

สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์คาดว่าช่วงครึ่งหลังของปีนี้ อุปสงค์มีแนวโน้มชะลอลง ขณะที่ผู้ประกอบการมีการทยอยเปิดโครงการใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะอาคารชุดตามแนวรถไฟฟ้า อย่างไรก็ตามให้ติดตามความเสี่ยงอุปทานที่อยู่อาศัยคงค้างอาจจะเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่อยู่ในทำเลที่มีอาคารชุดคงค้างในระดับสูงอยู่แล้ว ได้แก่ แนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง ระดับราคา 2-5 ล้านบาท และอาคารชุดตามแนวส่วนตต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียวระดับราคามากกว่า 5 ล้านบาท

"แนวโน้มราคาที่ดินในระยะต่อไปจะ ไม่เร่งขึ้นมากเช่นอดีต เนื่องจากกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ทำให้ผู้ถือครองที่ดินมีภาระภาษีเพิ่มขึ้นอาจจะนำที่ดินออกขายในตลาดมากขึ้น ขณะที่การขยายเส้นทางรถไฟฟ้าออกไปในเขตชานเมืองมากขึ้นจะส่งผลให้ผู้ประกอบการมีพื้นที่พัฒนาอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น"ในรายงานดังกล่าวระบุหนี้ครัวเรือนยังสูง-ธุรกิจเหมืองแร่อ่วม

ด้านภาคครัวเรือนความสามารถในการชำระหนี้ยังด้อยลง สะท้อนจากหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) สูงขึ้น แม้หนี้ครัวเรือนขยายตัวในอัตราชะลอลง และรายได้ภาคเกษตรเริ่มดีขึ้นบ้าง แต่ภาระหนี้ของครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงและความไม่แน่นอนในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทำให้ครัวเรือนยังต้องใช้เวลาในการปรับตัวอีกระยะหนึ่ง ส่วนบางภาคธุรกิจมีความสามารถชำระหนี้ด้อยลงบ้าง อาทิ ธุรกิจเหมืองแรง ขณะเดียวกันบางกลุ่มมีความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่สายป่านเงินทุนสั้นกว่า ซึ่งบริษัทขนาดเล็กจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่องเช่นกัน

ที่มา : ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

 

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ