Loading

อีโคโฟกัส: วิกฤติจราจรแก้ด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่สมบูรณ์

วันที่ : 26 กันยายน 2559
อีโคโฟกัส: วิกฤติจราจรแก้ด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่สมบูรณ์

เป็นที่รู้กันว่าการจราจรในกรุงเทพมหานครถือว่าหนักหนาสาหัสกันเลย จนถูกสำนักข่าวต่างประเทศจัดให้เป็นแชมป์เมืองที่รถติดที่สุดในโลก ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงคมนาคม เร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว ดังนั้น นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม จึงเป็นผู้รับมอบหมายให้ดำเนินการ

นายชัยวัฒน์กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าประเทศไทยไม่มีการพัฒนาระบบการขนส่งสาธารณะ การเดินทางใช้รถเมล์เป็นหลัก ซึ่งไม่สามารถที่จะตอบโจทย์ได้ เนื่องจากเมืองมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีความหนาแน่นในการใช้ประโยชน์ที่ดินมากขึ้น เป็นอาคารสูง ห้างสรรพสินค้าเป็นศูนย์ธุรกิจ เป็นที่อยู่อาศัย และได้แผ่กระจายออกไปรอบนอก เป็นเมืองบริวาร หรือที่เรียกกันว่ากรุงเทพฯ และปริมณฑล จนปัจจุบันนี้แยกไม่ออกว่าจังหวัดที่อยู่รอบๆ กรุงเทพมหานคร อย่าง นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สมุทรสาคร นครนายก นครปฐม มีตะเข็บอยู่ตรงไหน เพราะมันติดกันจนกลายเป็นเมืองใหญ่ สามารถเรียกได้เลยว่า "เมกะซิตี้" ทำให้การใช้รถมีปริมาณมากขึ้น

ทำให้สิ่งที่ตามมาคือปัญหาการจราจรที่ติดขัด แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก หรือ ครจ. เพื่อแก้ปัญหาโดยเฉพาะ และก็ยังแก้ไขไม่ได้ เพราะการแก้ไขปัญหาไม่ได้แก้เรื่องการเดินทางของคน หรือต้องคิดที่จะออกแบบการเดินทางของคนเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพและดีที่สุด ซึ่งในทางสากลในต่างประเทศจะใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ต้องมีการออกแบบระบบขนส่งสาธารณะ ไม่ใช่ออกแบบถนนเพื่อให้รถยนต์ใช้

ดังนั้นจึงเกิดแผนแม่บทการพัฒนารถไฟฟ้า แต่การดำเนินการต้องแบ่งเป็นระยะ ไม่สามารถก่อสร้างได้ทีเดียวทั้งหมด เพราะต้องใช้งบประมาณจำนวนสูงมาก แต่ต้องทำให้เกิดโครงข่ายต่อเนื่อง โดยระยะเริ่มแรกมี 10 สายทาง อาทิ สายสีน้ำเงิน ม่วง เขียว เหลือง ชมพู เป็นต้น

"งานทำระบบรถไฟฟ้าไม่สามารถที่จะทำให้เสร็จภายใน 1-2 ปี ต้องใช้เวลา 4-5 ปี และความยุ่งยากก็มีมาก ทั้งนี้เรื่องของการเวนคืน การบริหารจัดการงานจราจรที่เกี่ยวข้องกับงานก่อสร้างด้วย ยังมีปัญหาเรื่องการต่อต้านบางสายต้องปรับแบบ เปลี่ยนแนวกันใหม่ ต้องเริ่มต้นใหม่ ทำให้เสียเวลา แต่ทุกอย่างต้องพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นตามแผน" นายชัยวัฒน์กล่าว * ปัจจุบันการก่อสร้างรถไฟฟ้าคืบหน้าไปอย่างไรบ้าง

ปัจจุบันรัฐบาลชุดนี้มาผลักดันรถไฟฟ้าได้เร็วเกินคาด จากเดิมที่คิดว่ารถไฟฟ้าทั้ง 10 สายจะแล้วเสร็จในปี 2572 แต่ตอนนี้ที่ดูแล้วตามแผนงานทั้งหมดน่าจะเสร็จในปี 2566-2567  ดังนั้นทางกระทรวงมอบหมายให้ สนข.ไปเตรียมทำแผนระบบรถไฟฟ้าระยะที่ 2 ซึ่งในปี 2560 จะเริ่มดำเนินการ

สำหรับความคืบหน้าของการก่อสร้างรถไฟฟ้าระยะแรก ทั้ง 10 สายที่ได้มีการลงทุนไปแล้ว คาดว่าจะลงทุนภายในปี 59 และ 60 รวมถึงจะทยอยเปิดให้บริการทุกๆ ปี ดังนี้

เริ่มจาก สายสีม่วง ช่วงเตาปูน-บางใหญ่ ซึ่งเปิดให้บริการไปแล้วเมื่อวันที่ 6 ส.ค.59 ที่ผ่านมา และในช่วงต้นปี  2560 จะเปิดเดินรถอีก 1 สถานีที่เชื่อม สถานีเตาปูน-สถานีบางซื่อสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ คาดว่าจะเปิดเดินรถได้ภายใน 2561 ซึ่งการเปิดเดินรถจะเป็นลักษณะทยอยวิ่ง กล่าวคือ สถานีไหนสร้างเสร็จก็จะเปิดเดินรถ จากนั้นในปี 2562 จะเปิดเดิน รถสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-คูคตและตามมาด้วยเปิดเดินรถ สายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยายช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อท่าพระ

และในปี 2563 คาดว่าจะเปิดเดินรถในหลายสาย อาทิ สายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต และช่วงบางซื่อ-หัวหมาก, สายสีชมพูช่วงแคราย-มีนบุรี, สายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง,  สายสีเขียว ส่วนต่อขยาย ช่วงสมุทรปราการ-บางปู และช่วงคูคตลำลูกกา, ในปี 2564 จะเปิดเดินรถ สายสีน้ำเงิน ช่วงบางแค-พุทธมณฑลสาย 4 และปี 2565 จะเปิดเดินรถ สายสีม่วง ช่วงเตาปูนราษฎร์บูรณะ และ สายสีส้ม ตะวันตก ช่วงตลิ่งชัน-ศูนย์วัฒนธรรมอย่างไรก็ตาม โครงข่ายรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 10 สาย เป็นโครงข่ายหลัก ได้แก่ โครงข่ายที่เป็นวงกลมคือสายสีน้ำเงิน โครงข่ายจากฝั่งตะวันออกไปตะวันตก คือ สายสีส้ม ฝั่งทางเหนือไปฝั่งใต้ คือ สายสีเขียว จากลำลูกกา (เหนือ) ไปสมุทรปราการ (ใต้) และสายสีม่วง บางใหญ่-เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ แต่โครงข่ายเหล่านั้นยังไม่เพียงพอ ทำให้กระทรวงคมนาคมต้องจัดทำแผนแม่บทการลงทุนโครงข่ายรถไฟฟ้าระยะที่ 2 อีก 10 สาย เพื่อขยายโครงข่ายย่อยเชื่อมโครงข่ายใหญ่ เพิ่มทางเลือกให้กับผู้ประชาชนผู้โดยสาร ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นการลงทุนขยายโครงข่ายจากในเมืองออกสู่นอกเมือง หรือชานเมืองไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือ, ทิศตะวันออกเฉียงใต้, ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และทิศตะวันตกเฉียงใต้* หลังจากที่โครงข่ายรถไฟฟ้าทั้งหมดแล้วเสร็จจะสามารถแก้ไขปัญหาจราจรได้หรือไม่

การแก้ไขปัญหาจราจรนั้น ใน ระยะเร่งด่วน คือการบริหารจัดการจราจร ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้ดำเนินการ การแก้ไขปัญหาจราจรในถนน 21 สายทาง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการวางมาตรการไว้แล้ว

สำหรับ มาตรฐานระยะกลาง ช่วงปี 60-61จะต้องหารือกับ หลายหน่วยงาน อาทิ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จะนำรถไฟฟ้าที่จัดซื้อมาใหม่มาใช้บัสเลน โดยเน้นเส้นทางที่สามารถเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าได้

นอกจากนี้ จะมีการปรับเส้นทางรถเมล์ เกิดจากการออกใบอนุญาตออกเป็นไลเซนส์ แต่ละเส้นไม่ได้ออกเป็นโครงข่าย ทำให้เกิดความทับซ้อน ซึ่งสาเหตุที่ออกลักษณะนั้นเพราะคิดว่าต้องนั่งจากต้นทางไปปลายทาง แต่จริงไม่ใช่รถประจำทางเป็นรถที่ขึ้น-ลงตลอดเวลา พอมีการทับซ้อนกันมากๆ ก็ทำให้เกิดการสูญเสีย รถที่เอามาใช้บางเส้นทางมีรถเมล์ทับซ้อนกันถึง 20 สาย

อย่างไรก็ตาม การปรับเส้นทางรถเมล์ใหม่นั้นจะต้องต่อเชื่อมกับรถไฟฟ้าได้ เพื่อให้รถไฟฟ้าเป็นระบบหลักของการขนส่งการเดินทาง และยังมีแนวคิดที่จะหารือกับห้างสรรพสินค้าที่อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าให้เปิดบริการเร็วกว่าปกติ เปิดให้คนจอดรถที่ลานจอดรถ เช่น เซ็นทรัลเวสต์เกต บางใหญ่   เซ็นทรัลรัตนาธิเบศร์ บิ๊กซี ซึ่งสิ่งที่ห้างจะได้ประโยชน์คือได้ลูกค้าเพิ่มขึ้น ใจผมอยากทำให้เสร็จปี 60-61 แต่ก็มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำยาก อย่างรถเมล์ก็ซื้อยาก

ส่วนมาตรการระยะยาว หัวใจสำคัญคือเมื่อการก่อสร้างรถไฟฟ้าแล้วเสร็จมีโครงข่ายสมบูรณ์แล้วทำอย่างไรให้คนมาใช้ เป็นมาตรการที่ยาก และต้องชัดเจน ซึ่งนอกจากการไปลดค่าโดยสาร ค่าที่จอดรถเพื่อดึงดูดคนมาใช้แล้ว ต้องมีมาตรการเข้าไปจัดการรถส่วนตัว ซึ่งในหลายประเทศมีการนำมาตรการที่หลากหลายมาใช้ อาทิ การกำหนดวันวิ่งรถด้วยเลขทะเบียนคู่-คี่, การเก็บเงินค่าผ่านถนน ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่จะใช้สถานีรถไฟฟ้าจุดใหญ่ อาทิ   สถานีบางใหญ่ หรือสถานีบางไผ่ มาเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อรถ หรือฮับ โดยที่คนที่อยู่ในรัศมี 5 กิโลเมตรสามารถมาใช้งานได้ แต่ติดข้อจำกัด คือ รฟม.เวนคืนที่ไว้เพื่อกิจการของ รฟม.เท่านั้น ต้องไปแก้ไขกฎหมายข้อนี้ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม.ก่อน

แต่ทั้งหมดนี้จะดำเนินการได้ ระบบขนส่งสาธารณะจะต้องมีความสมบูรณ์ ทั้งรถเมล์ รถแท็กซี่ มินิบัส รถไฟฟ้ากระจายไปให้บริการทุกพื้นที่ ประชาชนเดินได้ในระยะไม่เกิน 500 เมตร ก็สามารถเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้ ถ้าเดินตามแผนที่วางไว้สุดท้ายภาพที่เกิดขึ้นใน กทม.จะเป็นอย่างไร

สุดท้ายผมเชื่อว่าภาพที่เกิดขึ้น กรุงเทพมหานครจะมีระบบโครงข่ายของการเดินทางด้วย ระบบขนส่งสาธารณะที่สมบูรณ์แบบในปี 2566 รถไฟฟ้า รถเมล์ รถตู้ แท็กซี่ เรือ ทุกอย่างต้องสมบูรณ์ ตอนนั้นจะใช้มาตรการบริหารจัดการผู้ใช้รถส่วนตัว แต่ทุกมาตรการที่จะเอามาใช้นั้นจะต้องปฏิบัติได้จริง เช่น ถนนนี้นั่งคนเดียวห้ามผ่าน เก็บเงิน หรือคาร์พูล * โครงการรถไฟไทย-จีนเดินหน้าไปถึงไหนแล้ว

ปัญหาหลักที่พบขณะนี้คือปัญหาด้านสัญญา ยังไม่จบ โดยเฉพาะในเรื่องของแบบ ที่ต้องแกะแบบจากจีนเป็นไทย เพราะจีนเป็นคนออกแบบรายละเอียด และใช้มาตรฐานของจีน พอมาแปลเป็นไทย เราดูไม่รู้เรื่อง เพราะวัสดุทุกชิ้นในโค้ตของจีนทำให้ถ้าไทยจะสร้างก็ต้องสั่งเข้ามาทั้งหมด ซึ่งทำให้ต้องไปปรับแก้ให้เป็นไทยทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตาม ตอนนี้อยู่ระหว่างการเจรจาเรื่องสัญญา ซึ่งตอนนี้กลายเป็นเรื่องยาก ข้อสัญญาเยอะมาก ตอนนี้รัฐบาลมีความพยายามที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นตามเป้าหมายเต็มร้อย ซึ่ง 30 ธ.ค.นี้จะเริ่มตอกเข็มแล้ว.

"แต่ทั้งหมดนี้จะดำเนินการได้ ระบบขนส่งสาธารณะจะต้องมีความสมบูรณ์ ทั้งรถเมล์ รถแท็กซี่ มินิบัส รถไฟฟ้ากระจายไปให้บริการทุกพื้นที่ ประชาชนเดินได้ในระยะไม่เกิน 500 เมตร ก็สามารถเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้"

ที่มา: ไทยโพสต์

 

 

 

ข่าวพัฒนาสาธารณูปโภค อื่นๆ