Loading

สายสีม่วง “อ่วม” ทำเอกชนผวาลงทุนรถไฟฟ้า

วันที่ : 26 กันยายน 2559
สายสีม่วง “อ่วม” ทำเอกชนผวาลงทุนรถไฟฟ้า

ภาคเอกชนเริ่มกังวลและตั้งประเด็นในเรื่องความคุ้มค่าการลงทุนของโครงการรถไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล หลังรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-เตาปูน ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดบริการตั้งแต่วันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา มีปริมาณผู้โดยสารต่ำกว่าคาดการณ์

การเปิดรถไฟฟ้าสายสีม่วงได้รับความสนใจจากประชาชนค่อนข้างมาก เนื่องจากไม่มีรถไฟฟ้าเส้นทางใหม่กว่า 10 ปี เพราะการก่อสร้างไม่เป็นไปตามแผน คนใช้บริการ น้อยกว่าเป้าหมายที่ 1 แสนคนต่อวัน มียอดเฉลี่ยใช้จริงราว 2 หมื่นคนต่อวัน

ปัญหาใหญ่ของรถไฟฟ้าสายสีม่วงคืออัตราค่าโดยสารค่อนข้างสูง เมื่อเปรียบเทียบกับการเดินทางด้วยรถตู้หรือรถสาธารณะ อีกทั้งเส้นทางไม่ได้เชื่อมกับรถไฟฟ้าบีทีเอสและรถไฟใต้ดิน โดยสถานีสิ้นสุดที่เตาปูน ทำให้ไม่สะดวกกับการเดินทางเข้าเมือง

ล่าสุดรฟม.ก็ออกโปรโมชั่นลดค่าโดยสารแต่ละช่วงสถานีลง 50% รวมถึงอัตราค่าจอดรถ บริเวณอาคารจอดแล้วจร (พาร์ค แอนด์ไรท์) เพื่อเป็นแรงจูงใจ และคาดหวังว่าปริมาณผู้โดยสาร เพิ่มขึ้น 30% หรือ 6,000 คนต่อวัน แต่ปริมาณผู้โดยสารใช้บริการ เพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 2.2-2.3 หมื่นคนต่อวัน ซึ่งยังถือว่าน้อย

ดังนั้น ตั้งแต่เปิดให้บริการ รฟม.ต้องแบกรับภาระต้นทุน โดยเฉพาะค่าจ้าง บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ (บีอีเอ็ม) เป็นผู้เดินรถ

จากกรณีของรถไฟฟ้าสายสีม่วง จึงเป็นประเด็นที่เกิดคำถามจากเอกชนถึงความเสี่ยงในการประมูลรถไฟฟ้าที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างซื้อซองประกวดราคารถไฟฟ้า 3 สายทั้งสีชมพู แครายมีนบุรี สีเหลือง ลาดพร้าว-สำโรง และสีส้ม ศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี

คำถามถึงความคุ้มค่าในการลงทุนเมื่อต้องแลกกับอายุสัมปทานระยะ 30 ปี โดยเฉพาะการลงทุนในรูปแบบพีพีพี เน็ตคอสต์ หรือ เอกชนเป็นผู้ลงทุนทั้งงานโยธา และงานวางระบบตัวรถ แต่ภาครัฐจะสนับสนุนงบก่อสร้างงานโยธาโครงการละไม่เกิน 2 หมื่นล้านบาท

เอกชนกังวล

นายธีรพันธ์ เตชะศิรินุกูล รองผู้ว่าการด้านกลยุทธ์และแผน การรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กล่าวว่าการเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนทั้งโครงการในส่วนของรถไฟฟ้าสายสีชมพู และเหลือง ที่อยู่ระหว่างเปิดรับฟังคำถามอยู่นั้น มีเอกชนกังวลและตั้งประเด็นคำถามถึงความคุ้มค่าในการลงทุนเมื่อเทียบกับสัมปทานอายุ 30 ปีที่จะได้รับอยู่ไม่น้อย

รฟม.ชี้แจงว่าเอกสารประกวดราคา (ทีโออาร์) ได้กำหนดเรียบร้อยแล้วและมีผลการศึกษาให้เห็นภาพความคุ้มค่าเมื่อเส้นทางรถไฟฟ้าต่างๆ เปิดเป็นโครงข่าย อีกทั้งเมื่อเอกชนกังวลว่าเงินลงทุนค่อนข้างสูง ภาครัฐก็จะเข้าไปช่วยในส่วนของ เงินก่อสร้างงานโยธาด้วย

"ขณะนี้จึงต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาความคุ้มค่าของเอกชนแต่ละราย ซึ่งย้ำได้เพียงว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นเรื่องปกติที่จะต้องใช้เวลา แต่จะเป็นโครงการที่ได้ผลตอบแทนระยะยาว"

สำหรับโครงการที่ รฟม. อยู่ระหว่างขั้นตอนประกวดราคาในปีนี้ 3 โครงการ คือ โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี ระยะทาง 36 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 5.66 หมื่นล้านบาท และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ระยะทาง 30.4 กม. วงเงิน 5.46 หมื่นล้านบาทจะเปิดให้เอกชนยื่นซองราคาในวันที่ 7 พ.ย.นี้ และเปิดซองราคาในวันที่ 17 พ.ย.2559

ส่วนโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี ระยะทาง 20 กม. วงเงิน 9.25 หมื่นล้านบาท จะเปิดยื่นซองราคาก่อนในวันที่ 31 ต.ค.นี้

ประเมินจุดคุ้มทุนไม่ชัดเจน

โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและเหลือง รฟม.จะใช้เป็นโครงการนำร่องที่เปิดให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมประมูลทั้งโครงการไม่ว่าจะเป็นก่อสร้างงานโยธา และงานติดตั้งระบบ ซึ่งตัวโครงการมีการศึกษาวิเคราะห์ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอย่างครบถ้วนเพื่อเป็นข้อมูลให้เอกชนประเมินการลงทุน

แบ่งออกเป็นข้อมูลส่วนของ โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู วิเคราะห์ผลตอบแทนด้านเศรษฐกิจของโครงการ ที่ได้รับในรูปของการประหยัด ค่าใช้จ่ายในการใช้ยานพาหนะ การประหยัดมูลค่าเวลาของผู้ใช้ ยานพาหนะ และการประหยัด ค่าใช้จ่ายกำจัดมลพิษ ใน 30 ปี พบว่า มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 17.2% และคาดว่าจะมีจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ราว 1.3 แสนคนต่อวัน

ขณะที่โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ผลการศึกษาคาดว่าจะมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 15.65% และมีจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ย 2.4 แสนคนต่อวัน

หากประเมินจุดคุ้มทุนของการลงทุนโครงการยอมรับว่า ไม่สามารถประเมินชัดเจนได้ เนื่องจากแต่ละโครงการขึ้นอยู่ที่วงเงินลงทุน จำนวนผู้โดยสาร และการประเมินของภาคเอกชนเอง

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ

 

 

 

ข่าวพัฒนาสาธารณูปโภค อื่นๆ