Loading

รฟม.นำร่องพัฒนาที่ดินแนวรถไฟฟ้าสีส้ม

วันที่ : 20 สิงหาคม 2559
รฟม.นำร่องพัฒนาที่ดินแนวรถไฟฟ้าสีส้ม

รฟม.เตรียมนำร่องหยิบแนวเส้นทางรถไฟ สายสีส้ม ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี จัดปฏิรูปที่ดินใหม่หวังชูเป็นโครงการแรกพัฒนาเชิงพาณิชย์ ระบุเริ่มลงพื้นที่เจรจาร่วมประชาชนบริเวณศูนย์วัฒนธรรมแล้วผลตอบรับเป็นบวก

นายพีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล ผู้ว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการตอบรับนโยบายรัฐบาลเพื่อพัฒนาพื้นที่ข้างทางแนวรถไฟฟ้า โดยระบุว่า ขณะนี้ รฟม.ได้สรุปแผนที่จะจัดใช้โครงการรถไฟฟ้า สายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี ปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมเปิดให้เอกชนยื่นซองราคาก่อสร้างงานโยธาในวันที่ 30 ต.ค.นี้ เป็นโครงการนำร่องพัฒนาที่ดินสองข้างทางตามแนวรถไฟฟ้าเป็นธุรกิจเชิงพาณิชย์ ซึ่งการศึกษาแนวทางเบื้องต้นจะนำที่ดิน ดังกล่าวมาปฏิรูปที่ดินใหม่เนื่องจากพบว่าเป็นแนวทางที่จะทำให้ประชาชนในพื้นที่สามารถทำประโยชน์ในที่ดินของตนได้ทดแทนการเวนคืนทางกฎหมายที่จะส่งผลให้ประชาชนไม่ได้รับประโยชน์

อย่างไรก็ดี รฟม.ได้เริ่มลงพื้นที่ในบางส่วนแล้ว ซึ่งพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ให้การตอบรับแนวทางปฏิรูปที่ดินเป็นอย่างดี จึงมั่นใจว่าทิศทางการดำเนินงานที่ศึกษาอยู่นั้นจะเป็นทางออกที่ทำให้นโยบายนำที่ดินเวนคืนของ รฟม.มาใช้ประโยชน์เพื่อการพาณิชย์เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องและทำให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนในพื้นที่

"จากการเจรจากับประชาชนเจ้าของที่ดินบริเวณศูนย์วัฒนธรรมฯ ก็พบว่า ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางปฏิรูปที่ดิน ได้รับการตอบรับว่าเป็นแนวทางที่ดี"

นายพีระยุทธ กล่าวอีกว่า สำหรับความคืบหน้าโครงการประกวดราคารถไฟฟ้า 3 สายในปีนี้ โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี มูลค่า 5.66 หมื่นล้านบาท และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง มูลค่า 5.46 หมื่นล้านบาท ซึ่งปิดขายซองไปแล้วเมื่อวันที่ 5 ส.ค. ที่ผ่านมา รฟม.มีกำหนดเปิดให้เอกชน ยื่นซองประกวดราคาในวันที่ 7 พ.ย.นี้ โดยทั้งสองโครงการจะเป็นการประกวดราคาให้สิทธิ์เอกชนทั้งงานโยธา และบริหาร การเดินรถ ส่วนโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ส่วนตะวันออก ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี มูลค่า 9.2 หมื่นล้านบาท ที่ รฟม.เปิด ประกวดราคางานโยธา มีกำหนดเปิด ยื่นซองราคาในวันที่ 30 ต.ค.นี้ อย่างไรก็ดีโครงการรถไฟฟ้าทั้ง3 สาย รฟม.จะเร่งรัด และตั้งเป้าให้มีการลงนามสัญญาจ้าง ภายในเดือน เม.ย.2560

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 

 

 

ข่าวพัฒนาสาธารณูปโภค อื่นๆ