Loading

วัสดุก่อสร้างปรับทัพ เร่งเครื่องกันพลาดเป้า

วันที่ : 1 สิงหาคม 2559
วัสดุก่อสร้างปรับทัพ เร่งเครื่องกันพลาดเป้า

โชคชัย สีนิลแท้

หนึ่งในปัจจัยลบจากสภาพดินฟ้าอากาศคือปริมาณน้ำฝนนั้นมีมากกว่าปกติ ส่งผลให้ความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างในปีนี้ต้องชะลอออกไปเป็นช่วงปลายปี ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่งานก่อสร้างของภาครัฐจะออกมามากขึ้น ทำให้ภาพรวมความต้องการวัสดุก่อสร้างในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่ก็ยังมีอีกหลายปัจจัยที่อาจทำให้ยอดขายวัสดุก่อสร้างขยายตัวได้ โดยเฉพาะปัจจัยเรื่องภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้บรรดาผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้างยังต้องปรับตัว

รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี ประเมินภาพรวมของตลาดปูนซีเมนต์ในครึ่งปีหลังนั้นยังค่อนข้างเหนื่อย เนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่มากขึ้น จึงคาดว่าการใช้ปูนซีเมนต์ ทั้งปีจะเติบโตได้เพียง 1% แต่ก็ถือว่าดีขึ้นเล็กน้อย หากเทียบกับปีก่อนที่ปริมาณการใช้งานนั้นไม่เติบโต โดยงานก่อสร้างในครึ่งปีหลังโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐที่มีมูลค่ามากถึง 1.7 ล้านล้านบาท จะเป็น หัวหอกสำคัญ

"ตลาดรวมปูนซีเมนต์ในปีนี้มีปริมาณอยู่ที่ 40 ล้านตัน ซึ่งเอสซีจีผลิตเพื่อขายในประเทศอยู่ที่ 16 ล้านตัน ส่งออกต่างประเทศ 4-4.5 ล้านตัน/ปี ซึ่งปัจจุบันตลาดปูนซีเมนต์ในไทยเติบโตเฉพาะงานก่อสร้างของภาครัฐเท่านั้น ส่วนงานภาคเอกชนยังหดตัว แต่ก็เชื่อว่าจะปรับตัวดีขึ้นในครึ่งปีหลัง ขณะที่ตลาดวัสดุก่อสร้างเดิมประเมินว่าจะเติบโตได้ 3-5% ซึ่งยังต้องประเมินอีกครั้งว่าจะเติบโตได้ตามที่วางไว้หรือไม่" รุ่งโรจน์ ย้ำ

ศิวะ มหาสันทนะ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปูนซีเมนต์ นครหลวง ประเมินว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมก่อสร้างปีนี้ยังคงทรงตัว เนื่องจากการก่อสร้างโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ของรัฐบาลยังมีความไม่แน่นอน โดยอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่บ่งชี้ว่า ตลาดปูนซีเมนต์ในประเทศมีปริมาณการใช้ 18 ล้านตันในช่วงครึ่งปีแรก เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว และจะยังคงทรงตัวในช่วงครึ่งปีหลัง โดยคาดว่าการใช้ปูนซีเมนต์ทั้งปี 2559 จะเติบโตอยู่ที่ 2-3%

"การลงทุนของรัฐบาลยังไม่ได้กระตุ้นความต้องการปริมาณการใช้คอนกรีตในครึ่งปีแรก มีเพียงโครงการมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบลในโครงการต่างจังหวัดที่ได้งบประมาณ 5 ล้านบาท/ตำบล ที่สามารถกระตุ้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในช่วงเดือน ม.ค.ถึงต้นเดือน เม.ย. และยังส่งผลเชิงบวกต่อยอดขายคอนกรีตผสมเสร็จ โดยเฉพาะวัสดุสำหรับใช้ถม"

อย่างไรก็ตาม จากสภาพตลาดที่มีการแข่งขันสูง แนวทางการบริหารงานที่ต้องทำต่อเนื่องในปีนี้คือ ลดต้นทุนการดำเนินงาน ด้านการบริหารจัดการโรงงาน การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต การเพิ่มความสามารถในการต่อรองราคาวัตถุดิบ ซึ่งเวลานี้ได้รับประโยชน์จากราคาถ่านหินและราคาค่าไฟฟ้าที่ลดลง ส่งผลให้ธุรกิจซีเมนต์ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก มีต้นทุนราคาพลังงานที่ลดลง

ทั้งนี้ บริษัทประเมินว่าธุรกิจปูนซีเมนต์ในอนาคตอันใกล้จะยังขยายตัวได้ดี หลังจากเดินขยายการลงทุนในระดับภูมิภาคที่ก่อนนี้บริษัทได้ร่วมทุนกับบริษัทในประเทศกัมพูชา ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง รวมทั้งการเข้าซื้อกิจการบริษัท เซเม็กซ์ ซีเมนต์ (บังกลาเทศ) และบริษัท เซเม็กซ์ (ประเทศไทย) ส่วนธุรกิจคอนกรีตผสมเสร็จและอะกรีเกต ซึ่งดำเนินงานโดย บริษัท นครหลวงคอนกรีต ภายใต้ชื่อ อินทรีคอนกรีต และ อินทรีอะกรีเกต ปูนซีเมนต์ประเภทเรดดี้มิกซ์ หรือ ปูนผสมเสร็จนั้นได้รับผลกระทบจากการแข่งขัน ด้านราคา

ด้านผลิตภัณฑ์อิฐมวลเบา แบรนด์อินทรีซุปเปอร์บล๊อก มียอดขายเพิ่มขึ้นในอัตรา 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากเน้นขายสินค้าที่มีมูลค่าสูง เช่น ทับหลังสำเร็จรูปและผนังสำเร็จรูปเสริมแรงที่มีน้ำหนักเบา ส่วนผลิตภัณฑ์ทดแทนไม้สำหรับตกแต่ง ภายใต้ชื่อ คอนวูด ได้ออกกลยุทธ์ขยายช่องทางและโอกาสทางธุรกิจ โดยเน้นการทำการตลาดทั้งในประเทศและในภูมิภาคเอเชียผ่านสถาปนิกและผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ และมุ่งส่งออกไปยังประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และตะวันออกกลาง

พงษ์เชิด จามีกรกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทได้ปรับกลยุทธ์การบริหารองค์กรภาพรวมให้มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เพื่อกระจายพอร์ตสินค้าและรองรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยได้มีการแยกสายบริหารและการตลาดชัดเจน เป็นสีทาเพื่อความสวยงาม และสีเคมีภัณฑ์ก่อสร้าง จากเดิมที่รวมเป็นสายงานเดียวกัน ซึ่งหลังจากนี้บริษัทจะรุกทำการตลาดสีเคมีภัณฑ์ก่อสร้างมากขึ้น เพราะแนวโน้มตลาดนี้ยังขยายตัวได้ดี และจะเน้นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคทั่วไปเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น สีกันรั่วซึม สีปรับพื้นผิว และกลุ่มสีที่ใช้ในงานอุตสาหกรรม

สำหรับภาพรวมตลาดสีทาอาคาร ปีนี้ตลาดไม่ได้คึกคักมากนัก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว ทำให้ลูกค้าชะลอการตัดสินใจซื้อ และมีการเลือกซื้อสีที่มีราคาถูกลง ซึ่งประเมินว่าตลาดรวมปีนี้อาจจะทรงตัวหรือติดลบราว 3-5% จากเดิมคาดการณ์จะอยู่ที่ 2.2 หมื่นล้านบาท อาจจะอยู่ที่ 2 หมื่นล้านบาท ส่วนราคาสียังทรงตัวและยังไม่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น เพราะการแข่งขันในตลาดยังมีอยู่และขึ้นกับราคาวัตถุดิบในตลาดโลก ทั้งนี้สีเคมีภัณฑ์ก่อสร้าง ในส่วนสีกันรั่วซึมมียอดขายเติบโตต่อเนื่องปีละประมาณ 25% ปีนี้ตั้งเป้าหมายยอดขาย 300 ล้านบาท  ขณะที่เป้ายอดขายรวมของปีนี้ตั้งเป้าไว้  1.65 หมื่นล้านบาท เติบโต 7% จากปีที่ผ่านมา โดยช่วง 6 เดือนแรกมียอดขายแล้วประมาณ 7,000 ล้านบาท

เหล่านี้คือการปรับตัวบุกตลาดของผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้างที่ยังเห็นโอกาสเติบโตท่ามกลางปัจจัยลบที่ยังรุมเร้า

ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

 

 

 

ข่าววัสดุก่อสร้าง-เฟอร์นิเจอร์ อื่นๆ