Loading

เอกชนชี้เก็บภาษี บ้าน50ล.ไม่คุ้มค่า เชื่อแห่โอนหลัง2 หลีกเลี่ยงจ่ายแน่

วันที่ : 9 มิถุนายน 2559
เอกชนชี้เก็บภาษี บ้าน50ล.ไม่คุ้มค่า เชื่อแห่โอนหลัง2 หลีกเลี่ยงจ่ายแน่

       เอกชนชี้รัฐเก็บภาษีบ้าน 50 ล้านบาทไม่คุ้มค่าเพราะมีบ้านเพียง 1,351 หน่วย ติงมีข้อยกเว้นเพื่ออุ้มคนรวยไม่สร้างความเป็นธรรม เชื่อบ้านหลังที่ 2โอนระงมแน่ เพื่อเลี่ยงเสียภาษี ขณะนักวิเคราะห์เชื่อผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะไม่ได้รับผลกระทบ

          เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.นายโสภณ พรโชคชัยประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ซึ่งเป็นบริษัทสำรวจข้อมูลด้านอสังหาริมทรัพย์ภาคเอกชนเปิดเผยถึงการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของรัฐบาล ว่ากฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ยังมีความไม่ชัดเจนในหลายด้านและเชื่อว่าอาจเปลี่ยนแปลงได้เมื่อเข้าสู่การพิจารณาของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือ สนช. โดยประเด็นที่สำคัญคือ การกำหนดราคาบ้านที่ 50 ล้านบาท อาจไม่คุ้มค่าต่อการจัดเก็บ เพราะจากฐานข้อมูลในปี 37-59 มีบ้านที่มีราคาเกิน 50 ล้านบาท ในตลาดเพียง 1,351 หน่วย เป็นบ้านเดี่ยว 572 หน่วย ห้องชุด 764 หน่วย และ อื่น ๆ จากฐานข้อมูล 1.849 ล้านหน่วย ของบ้านทั้งหมด 4.7 ล้านหน่วย ที่มีอยู่ทั้งหมดในเขต กทม. และปริมณฑล เท่ากับมีบ้านราคาเกิน 50 ล้านบาท เพียง 0.007% เท่านั้น

          นอกจากนี้ในความเป็นจริงไม่ควรมีการยกเว้นใด ๆ โดยไม่จำเป็น เพื่อสร้างความเท่าเทียมกัน ซึ่งการยกเว้น การลดหย่อนมักเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้มีรายได้สูง เพราะผู้มีรายได้น้อย และรายได้ปานกลางถูกเก็บภาษีไม่มากอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน หลักเกณฑ์ที่ผ่าน ครม.ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน แสดงให้เห็นว่าประชาชนทั่วไปแทบไม่มีโอกาสได้รู้ข้อมูลที่ชัดเจน ดังนั้น จึงเห็นว่ารัฐบาลควรนำเสนอหลักเกณฑ์ที่แน่ชัด ราคาบ้านที่เกิน 50 ล้านบาท รัฐบาลไม่ได้ระบุชัดเจนว่าจะจัดเก็บเฉพาะส่วนที่เกินหรือไม่

          ส่วนการกำหนดให้ผู้ครอบครองบ้านหลังที่ 2 ต้องเสียภาษีตั้งแต่บาทแรกนั้น อาจทำให้เกิดการถ่ายโอนกันใหญ่ เพื่อจะได้ไม่เสียภาษี แต่การจัดเก็บภาษีควรให้จัดเก็บโดยไม่มีข้อยกเว้นอยู่แล้ว ในโครงการบ้านจัดสรร หรืออาคารชุดจัดเก็บค่าส่วนกลางโดยไม่มีข้อยก เว้น เพราะจักรยานยนต์เก่าคันละ 10,000 บาท ก็ยังเสียภาษีประมาณ 1% ทุกปี ขณะเดียวกันรัฐบาลจำเป็นต้องประชาสัมพันธ์ให้มากกว่านี้เพื่อทำให้ประชาชนเข้าใจอย่างถูกต้อง

          ด้าน น.ส.วิชชุดา ปลั่งมณี นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคเคเทรด จำกัด กล่าวว่า การจัดเก็บภาษีที่ดินจะทำให้ผู้ที่มีที่ดินว่างเปล่าในมือเริ่มพิจารณาว่าควรถือที่ดินต่อไปหรือไม่ซึ่งส่งผลดีต่อผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพราะปัจจุบันผู้ประกอบการหาซื้อที่ดินขนาดใหญ่ในเขตปริมณฑลและกรุงเทพฯได้ยาก แต่ประเด็นนี้อาจทำให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ซื้อที่ดินได้ง่ายขึ้น ขณะที่อัตราการจัดเก็บภาษีที่ดินว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์จะจัดเก็บภาษีเป็นขั้นบันไดคือเพิ่มขึ้นทุก 3 ปี ตั้งแต่ 1% ถึง 3% ของฐานภาษี ดังนั้น ประเด็นนี้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่วางแผนโครงการก่อสร้างไว้แล้วจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

          นายเมธี วินิชบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาษีที่ดินใหม่มีผลกระทบกับผู้ประกอบการค่อนข้างมากด้านค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ส่วนตัวยังไม่ได้ศึกษารายละเอียด แต่ต้องติดตามและประเมินมูลค่าที่ดินก่อนว่าจะยึดมูลค่าของกรมที่ดิน หรือราคาตลาด หากเป็นมูลค่าของกรมที่ดินถือว่าต่ำกว่ามูลค่าตลาด ก็เป็นผลดี แต่เห็นว่าผู้ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่ คงเป็นผู้ประกอบการที่มีที่ดินเปล่าจำนวนมาก

          นายอิสระ บุญยัง นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ระบุว่า ในมุมมองผู้ประกอบการเชื่อว่าไม่ได้มีผลอะไรกับภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งที่ผ่านมา 3 สมาคม คือ สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอาคารชุดไทย และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ได้ยื่นหนังสือขอให้ภาครัฐ ยกเว้นการเก็บภาษีบ้านที่มีมูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาท แต่ปรากฏว่าครม.เห็นชอบให้ยกเว้นการเก็บภาษีบ้านที่มีมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท มองว่าทำให้การจัดเก็บของฐานภาษีแคบเกินไป ดังนั้นจึงต้องการให้ภาครัฐทบทวนอัตราการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างว่าจะทำให้ฐานภาษีแคบไปหรือไม่ ขณะที่บ้านหลังที่ 2 นั้นมองว่าได้รับผลกระทบบ้างเล็กน้อย

          ขณะที่ นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวว่า เชื่อว่าไม่มีผลกับผู้ประกอบการและตลาดอสังหาฯ โดยรวมเพราะจำนวนโครงการที่อยู่อาศัยที่มีมูลค่าเกิน 50 ล้านบาท มีไม่มากนักทั้งประเทศกว่า 300 ยูนิต และความจริงส่วนใหญ่บ้านที่ราคามากกว่า 50 ล้านบาทจะเป็นบ้านสร้างเองมีที่ดินเอง ไม่ได้อยู่ในโครงการจัดสรร ในส่วนของที่ดินว่างเปล่ามองว่าเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการเชื่อว่าจะมีคนนำที่ดินออกมาขายมากขึ้นทำให้ผู้ประกอบการ มีที่ดินเลือกพัฒนาโครงการมากขึ้น

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

 

 

 

ข่าว reic จากสื่อสิ่งพิมพ์ อื่นๆ