Loading

พีดีเฮ้าส์ฯหั่นกำไรเพิ่มงบตลาดท้องถิ่น ปั้นยอดขายแฟรนไชส์เท่าตัว-ดันฐานลูกค้าตจว.

วันที่ : 16 พฤษภาคม 2559
พีดีเฮ้าส์ฯหั่นกำไรเพิ่มงบตลาดท้องถิ่น ปั้นยอดขายแฟรนไชส์เท่าตัว-ดันฐานลูกค้าตจว.

นายสิทธิพร สุวรรณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีดี เฮ้าส์ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด กล่าวว่า การขยายตัวของตลาดรับสร้างบ้านในปัจจุบันยังคงผูกติดกับอัตราการปรับตัวขึ้นลงของตัวเลขเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก ทำให้ธุรกิจรับสร้างบ้านยังมีความเสี่ยงทางด้านรายได้ที่ไม่อาจรักษาให้มีอัตราการขยายตัวหรืออยู่ในระดับที่ดีได้ต่อเนื่อง ดังนั้นการขยายตลาดให้กว้างและการสร้างการรับรู้และน่าเชื่อถือของธุรกิจรับสร้างบ้านในกลุ่มผู้บริโภค จึงมีความสำคัญต่อการเติบโตที่ยั่งยืนของธุรกิจรับสร้างบ้านในอนาคต

ทั้งนี้ ในปัจจุบัน พีดี เฮ้าส์ฯจึงยังเดินหน้าขยายสาขาในพื้นที่ต่างจังหวัดเพื่อให้บริการที่ครอบคลุมในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัมมีเป้าหมายว่าจะเปิดสาขาให้ครบ 50 สาขาทั่วประเทศตามแผนระยะยาว 5 ปี ทั้งในรูปแบบแฟรนไชส์ และรูปแบบการลงทุนเอง 100% ในพื้นที่ที่มีทำเลที่ดีและมีศักยภาพทั้งด้านกำลังซื้อและการขยายตัวด้านที่อยู่อาศัย เพื่อผลักดันให้ยอดขายรวมของพีดี เฮ้าส์ฯ เป็นไปตามเป้าหมายที่ 2,500 ล้านบาท โดยปัจจุบันพีดีเฮ้าส์ฯ มีสาขาเปิดให้บริการแล้ว 41 สาขา และในปีนี้จะมีการเปิดเพิ่มอีก 2-3 สาขา ซึ่งจะทำให้มีสาขาให้บริการที่ 42-43 สาขา และวางเป้าว่าจะมียอดขายที่ 1,400 ล้านบาท

"นโยบายการขายฐานตลาดของ พีดี เฮ้าส์ฯ หลักๆคือ การเปิดให้นักลงทุนที่สนใจเปิดธุรกิจแฟรนไชส์ เข้ามาซื้อและเปิดสาขาแฟรนไชส์ ในพื้นที่ที่มีศักยภาพใหม่ๆ แต่หากไม่มีผู้สนใจเข้ามาลงทุน บริษัทจะตัดสินใจลงทุนเปิดสาขาในพื้นที่ศักยภาพและมีการขยายตัวด้านที่อยู่อาศัยที่ดีในพื้นที่เอง 100% และหากมีนักลงทุนที่สนใจเข้ามาขอซื้อก็จะขายออกไปในรูปแบบแฟรนไชส์ ซึ่งมีข้อดีคือบริษัทสามารถเลือกทำเลที่มีศักยภาพ และกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ไปพร้อมๆ กับการขยายสาขาใหม่ได้ตามเป้าหมาย"

อย่างไรก็ตาม พีดีเฮ้าส์ฯ จะไม่ขายสาขาในรูปแบบ แฟรนไชส์ทั้งหมด 100% แต่จะรักษาสัดส่วนสาขาที่เป็นของตอนเอง 100% ไว้ที่ 20-30% เพื่อให้ได้ข้อมูตลาดในสองด้าน คือได้ข้อมูลผ่านสาขาแฟรนไชส์ และสาขาที่เปิดโดยพีดี เฮ้าส์ฯเพื่อนำข้อมูลทั้ง 2 ด้านมาประมวลผล ซึ่งจะทำให้ได้ขอ้มูลตลาดที่ถูกต้อง ตามข้อเท็จจริง

นายสิทธิพรกล่าวว่า สำหรับแผนการสร้างรายได้ในธุรกิจให้มีอัตราการเติบโตแบบยังยืนในอนาคตนั้น พีดี เฮ้าส์ฯ จะพยายามผลักดันให้เกิดการรับรู้ในกลุ่มผู้บริโภคต่อมาตรฐานการสร้างบ้านของธุรกิจรับสร้างบ้าน ไปพร้อมกับสร้างการรับรู้ในแบรนด์ พีดี เฮ้าส์ฯ โดยเน้นการสร้างความเข้าใจในธุรกิจและคุณภาพงานก่อสร้าง ขณะเดียวกัน ก็จะมีการจัดแคมเปญและทำตลาดผ่านสื่อท้องถิ่นให้มากขึ้น ซึ่งส่วนนี้จะช่วยผลักดันให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการแฟนไชส์ พีดี เฮ้าส์ฯมากขึ้น และเป็นการผลักดันยอดขายของสาขาเดิมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะให้ผลดีกว่าการมุ่งเปิดสาขาใหม่เพียงอย่างเดียว

ทั้งนี้ เป้าหมายของการผลักดันยอดขายของแฟรนไชส์ต่อสาขาที่วางไว้ในอาคตคือ 70-80 ล้านบาทต่อสาขาต่อปี หรือมียอดขายสูงขึ้นอีก 1 เท่าตัว จากเดิมที่ในปัจจุบันสาขาแฟรนไชส์มียอดขายต่อสาขาเฉลี่ยที่ 30-40 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตามในการผลักดันให้ธุรกิจมีการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคตนั้น จำเป็นต้องยอมลดกำไรลง เพื่อนำมาใช้ในการทำตลาดกับสื่อท้องถิ่น และทำแคมเปญส่วนลดให้แก่ลูกค้าเพิ่มมาก ขณะเดียวกันก็พยายามกระต้นให้ผู้ประกอบการใน กทม.และ ปริมณฑลรายอื่นขยายตลาดออกไปในต่างจังหวัดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งรูปแบบการออกไปเปิดตลาดในต่างจังหวัดนั้น อาจจะไปในรูปแบบแฟรนไชส์หรือไปภายใต้แบรนด์ของตนเอง ซึ่งขณะนี้เชื่อว่ามีหลายๆ ราย กำลังฟอร์มทีมและรูปแบบการขยายตลาดในรูปแบบแฟรนไชส์อยู่หลายๆ ราย

"การยอมลดอัตรากำไรเพื่อเพิ่มงบทำตลาดขยายฐานลูกค้าในท้องถิ่นจะส่งผลดีต่อวอรูมยอดขายในอนาคต ซึ่งในระยะยาวจะทำให้บริษัทมีอำนาจในการต่อรองกับซัปพลายเออร์ วัสดุก่อสร้าง ซึ่งจะทำให้ได้ส่วนลดราคาวัสดุก่อสร้างเพิ่มสูงขึ้นไปด้วย และจะส่งผลต่ออัตรากำไรที่ดีขึ้น"

นอกจากการขยายตลาดในประเทศด้วยการเปิดสาขาใหม่แล้ว ในช่วง 1-2 ปีนี้บริษัทยังมีแผนจะขยายตลาดไปในประเทศเพื่อนบ้านด้วย โดย 2 ประเทศที่อยู่ในการพิจารณาว่า จะมีการเปิดสาขาแฟรนไชส์ คือประเทศกัมพูชา และเมียนมา โดยคาดว่าประเทศเมียนมาน่าจะเป็นประเทศแรกที่จะมีการเปิดสาขา โดยระหว่างนี้อยู่ในช่วงการร่างสัญญาและจัดทำแบบบ้านเป็นฉบับภาษาอังกฤษ เพื่อรองรับการเปิดสาขาในต่างประเทศ ขณะเดียวกับก็รอความพร้อมของซัปพลายเออร์ที่เข้าไปขยายตลาดในประเทศเพื่อนบ้านด้วย เนื่องจากต้นทุนการก่อสร้างที่อยู่อาศัยในประเทศเพื่อบ้านสูงกว่าในประเทศกว่า 40% ซึ่งเชื่อว่าในช่วงที่บริษัทเข้าไปเปิดสาขาในประเทศเพื่อนบ้านจะเป็นช่วงเดียวกับที่ซัปพลายเออร์มีความพร้อมในการจัดส่งวัสดุให้บริษัทด้วย

นายสิทธิพร กล่าวถึงผลการดำเนินการในไรมาสแรกว่า มียอดขายกว่า 400 ล้านบาท ซึ่งบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยสัดส่วน รายได้จากภาคกลางและกรุงเทพฯประมาณ 30% ภาคอีสาน 30% ภาคใต้ 27% ที่เหลือเป็นของภาคเหนือ อย่างไรก็ดีเห็นว่าความต้องการสร้างบ้านของผู้บริโภคและประชาชนทั่วประเทศในช่วงไตรมาส 2 (เม.ย.-มิ.ย. 2559) มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งนี้ ประเมินจากปริมาณผู้บริโภคที่ติดต่อเข้ามา ณ สาขาที่มีอยู่ 41 แห่งทั่วประเทศ ยังมีความคึกคักใกล้เคียงกับไตรมาสแรก

          สำหรับไตรมาส 2 ปี ตลาดโดยรวมยังคงมีการแข่งขันด้านราคากันรุนแรง โดยเฉพาะตลาดรับสร้างบ้านในเขต

 

ที่มา : ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

 

 

 

ข่าววัสดุก่อสร้าง-เฟอร์นิเจอร์ อื่นๆ