Loading

อสังหาฯยืดมาตรการลดหย่อนรักษายอดขายครึ่งปีแรก-เอกชนเชียร์รัฐออกแพกเกจต่อ

วันที่ : 12 พฤษภาคม 2559
อสังหาฯยืดมาตรการลดหย่อนรักษายอดขายครึ่งปีแรก-เอกชนเชียร์รัฐออกแพกเกจต่อ

มาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง(เหลือ 0.01%) ที่สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 28 เม.ย.ที่ผ่านมานั้น ถือเป็นมาตรการที่เปรียบเสมือน "โบนัสแรก" ที่รัฐบาลได้แจกออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ งานนี้ สร้างความปลื้มให้กับรัฐบาล กับความสำเร็จของมาตรการทั้งในเชิงข่าวสารและปรากฏการณ์ที่มีประชาชนแห่ไปรอโอนทั่วประเทศเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ พนักงานของบริษัทอสังหาฯ ธนาคารพาณิชย์ อยู่ยาวข้ามคืนกันทีเดียว

โดยเสียงสะท้อนจากรัฐบาลพล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการดำเนินการตามมาตรการการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ (29 ต.ค.58-28 เม.ย.59) เพียงแค่ 6 เดือน  มีผู้มารับบริการจากมาตรการจำนวน 321,488 ราย จำแนกเป็น การโอน 201,884 ราย และ การจำนอง 119,604 ราย โดยราคาประเมินสินทรัพย์ที่มีโอนและจำนอง รวม 569,762 ล้านบาท

แต่หากพิจารณาแล้ว มาตรการของรัฐจะทำให้การจัดเก็บภาษีได้น้อยลง โดยตั้งแต่เริ่มมาตรการจนถึงเดือน มี.ค.จัดเก็บได้ 56.9 ล้านบาท ซึ่งหากจัดเก็บในอัตราปกติจะได้ประมาณ 8,887 ล้านบาท แต่รัฐบาลเชื่อว่ามาตรการนี้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนในวงกว้าง ซึ่งแน่นอน เป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะก่อประโยชน์ทางอ้อมไปยังธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ทั้งวัสดุก่อสร้าง ปูนซีเมนต์ สินค้าตกแต่งที่อยู่อาศัยและเครื่องใช้ภายในบ้าน เป็นการกระตุ้นธุรกิจภายในประเทศให้มียอดขายที่ดีขึ้น

ขณะที่ "โบนัสสอง" ที่รัฐยังคงดำเนินการ คือ "บ้านประชารัฐ" สำหรับผู้ซื้อบ้านราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาทและเป็นบ้านหลังแรก  รวมทั้งมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ซื้อบ้านไม่เกิน 3 ล้านบาท มีผลถึงสิ้นปี 2559 โดยโครงการนี้ ค่อนข้างสนับสนุนให้กับภาคเอกชนที่มีโครงการระดับราคาดังกล่าวได้รับอานิสงส์ ซึ่งเป็นกระตุ้นตลาดอสังหาฯอีกทางหนึ่ง

ถึงกระนั้น ในด้านภาคผู้ประกอบการ กลับมองว่า มาตรการของรัฐที่หมดลง ยังอาจจะมีผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย ยังคงต้องการได้รับสิทธิ์ในเรื่องการลดหย่อนค่าธรรมเนียม เนื่องจากจากตัวเลขการโอนที่รัฐบาลประกาศออกมา แน่นอน การอนุมัติจากสถาบันการเงินยังค้างท่อเป็นจำนวนมาก.....

ในขณะที่ นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และเป็นผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์มานาน ฟันธงว่า "มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ยังจำเป็นในขณะนี้ จนกว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวดีขึ้นได้อย่างชัดเจน การส่งออกกลับมาเป็นบวก กำลังซื้อเข้าสู่ภาวะปกติ"

ขณะที่โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่ - เตาปูน ที่จะเปิดให้บริการเดือนสิงหาคมนี้ เชื่อว่าราคาที่ดินจะปรับตัวสูงขึ้นอีก

อย่างไรก็ตาม สำหรับภาคกำลังซื้ออสังหาริมทรัพย์ในส่วนของภูมิภาค ต้องยอมรับว่าลดลงอย่างเห็นได้ชัด ยกเว้นบางพื้นที่ที่มีอุตสาหกรรมท่องเที่ยวขนาดใหญ่ เช่น จังหวัดภูเก็ต เชียงใหม่ ชลบุรี ที่ยังมีปัจจัยกระตุ้น ส่วนของใน กทม. ยังอยู่ในระดับทรงตัว แต่หากไม่มีมาตรการมาช่วยเสริมในอนาคตอาจจะมีแนวโน้มลดลง

นายเมธา อังวัฒนพานิช รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสสายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ กล่าวในทิศทางเดียวกันว่า "ภาครัฐควรจะต้องมีการขยายมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ออกไป เนื่องจากเห็นแล้วว่าได้ผลดีเป็นการเร่งให้เกิดการโอน อีกทั้งสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในเวลานี้ยังไม่ดีขึ้น ภาครัฐต้องใช้ธุรกิจนี้เป็นตัวขับเคลื่อน"

ดังนั้น คำกล่าวของ 2 ผู้บริหารอาจจะสะท้อนให้เห็นว่า "เศรษฐกิจไทย"มีปัญหาอยู่! ขณะที่ภาคสถาบันการเงินเริ่มกังวลต่อตัวเลขหนี้เสีย(NPL)ที่เพิ่มสูงขึ้น

ซึ่งก่อนหน้านี้  นายบัณฑูร ล่ำซา ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย ปี 2559 ธนาคารจะมีการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ซึ่งตั้ง สำรองไปทั้งสิ้น 26,000 ล้านบาท เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว โดยไตรมาส 1/59 ธนาคารได้ตั้งสำรองเพิ่มขึ้น ส่วนไตรมาส 2 และ 3 จะมีการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้นต่อไป ส่วนการลดดอกเบี้ยเงินกู้เมื่อเร็วๆ นี้ 0.25% ก็เพื่อต่อลมหายใจให้กับลูกค้า แต่จะไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้น

และสิ่งที่บ่งชี้ว่า เศรษฐกิจไทยยังอ่อนแรงอยู่ คือ นโยบายดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ล่าสุดวันที่ 11 พ.ค.59 มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ต่อปี อสังหาฯยืดแคมเปญลดหย่อน-อุ้มลูกค้าโอนบ้าน

ถึงแม้ มาตรการของรัฐเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองจะหมดไปแล้ว แต่ภาคธุรกิจกลับมองว่า ต้องออกแคมเปญมากระตุ้นยอดขายหรือดูแลลูกค้าที่กำลังตัดสินใจซื้อบ้าน ให้เกิดการตัดสินใจเร็วขึ้น โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 2 คาดว่าตลาดอาจจะชะลอตัว เนื่องจากกำลังซื้อถูกดูดซับในช่วง 6 เดือนที่มีมาตรการออกมา

นายอิสระ บุญยัง กรรมการผู้จัดการบริษัทกานดาพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีลูกค้าบางส่วนที่ยังรอการพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงิน และโอนกรรมสิทธิ์ไม่ทันเวลาสิ้นสุดมาตรการของรัฐ  และมาตรการดังกล่าวรัฐบาลมิได้มีการขยายเวลาต่ออายุให้อีกนั้น ในส่วนของบริษัทบริษัทกานดาพร็อพเพอร์ตี้ได้ตัดสินใจออกโปรโมชันเพื่อต่ออายุมาตรการของรัฐ

โดยยังคงให้สิทธิ์ผู้ซื้อบ้านทุกโครงการ ของบริษัท ฟรี! ค่าโอน และ ค่าจดจำนอง นอกจากนี้ยังมีส่วนลดเงินทำสัญญา เสริมจากโปรโมชันของแต่ละโครงการที่มีอยู่แล้ว คือ ฟรี! เฟอร์นิเจอร์ หรือ แอร์ นานถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2559  ซึ่งได้แก่ โครงการสยามเนเชอรัลโฮม พระราม 2 เป็นบ้านเดี่ยว โครงการไอลีฟทาวน์พระราม 2 กม. 14 กม. 18 ประชาอุทิศ 90 ลำลูกกาและภูเก็ต  โครงการไอลีฟพาร์คพระราม 2 กม. 14 และรังสิต คลอง 4

นายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต รองประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มพัฒนาธุรกิจ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) หรือ PF กล่าวว่า บริษัทได้จัดแคมเปญ "บิ๊ก เซอร์ไพรส์" ให้กับโครงการพร้อมโอนทุกโครงการที่ปัจจุบันมีประมาณ 25 โครงการ โดยสิทธิพิเศษที่ลูกค้าจะได้รับนอกเหนือจากฟรีค่าธรรมเนียมการโอนและการจดจำนอง คือดอกเบี้ย 0% นาน 1 ปี ผ่อนต่ำนาน 3 ปี เริ่มเพียงเดือนละ 6 พันบาท และจอง 1 หมื่นบาท รับส่วนลดสูงสุดไม่เกิน 10 เท่า ซึ่งแคมเปญดังกล่าวจะสิ้นสุดในเดือนพ.ค.นี้

นายสุทธิรักษ์ เสถียรภาพอยุทธ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ธนาสิริ กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ภายใต้ชื่อ THANA กล่าวว่า บริษัทอยากช่วยแบ่งเบาภาระของผู้บริโภค จึงได้นำบ้านพร้อมโอนแปลงพิเศษทั้งหมดจาก 5 โครงการ มาจัดรายการพิเศษในแคมเปญ "รัฐไม่ต่อเราต่อให้ บ้านพร้อมอยู่ ฟรีโอนจอง 10,000 บาท เข้าอยู่ได้ทันที" ได้แก่ โครงการ ธนาสิริ ราชพฤกษ์-ท่าน้ำนนท์, ธนาวิลเลจ พระราม 5-บางใหญ่, ธนาวิลเลจ 2 พระราม 5- บางใหญ่, ธนาซิโอ รัตนาธิเบศร์ และ ธนาฮาบิแทต ราชพฤกษ์สิรินธร เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ เร่งการตัดสินใจของลูกค้า ด้วยการให้ ส่วนลดเงินดาวน์ทุกโครงการ จองเพียง 10,000 บาท และทำสัญญา 10,000 บาท โดยตั้งเป้าปิดการขายบ้านพร้อมโอนใน 5 โครงการ จำนวน 39 หลังประมาณ 143 ล้านบาท และกระตุ้นให้เกิดการแวะเยี่ยมชมโครงการให้เพิ่มมากขึ้นครบทุกความต้องการในการอยู่อาศัย ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม บนทำเลศักยภาพ ราชพฤกษ์ บางใหญ่ รัตนาธิเบศร์ ใกล้ทั้งห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และรถไฟฟ้า เริ่มแล้ววันนี้-30 มิถุนายน ศกนี้

อสังหาฯเร่งเปิดโครงการหลังเร่งระบายสต๊อก

ทั้งนี้ เรื่องของมาตรการของภาครัฐนั้น จริงๆแล้วน่าจะเป็นการช่วยเหลือโครงการที่อยู่อาศัยที่ยังคงค้างอยู่ในระบบ(สต๊อก) ส่งผลให้ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา  ยอดเปิดโครงการใหม่ไม่ได้เติบโตแต่กลับลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากการเร่งระบายสต๊อกเพื่อปั๊มยอดขาย โดยมีการลดราคาเพื่อจูงใจให้ลูกค้ามาซื้อโครงการ

โดยนายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เปิดเผยว่า ตลาดที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ไตรมาสแรก ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี ที่แล้ว ทั้งยอดการเปิดโครงการใหม่ และจำนวนยูนิต โดยมีโครงการเปิดใหม่ทั้งแนวราบและคอนโดฯ 86 โครงการ 21,500 ยูนิต ขณะที่ช่วงเดียวกันปีที่แล้วมี 106 โครงการ 25,000 ยูนิต เนื่องจาก ผู้ประกอบการส่วนใหญ่หันไประบายสต๊อกให้ทันกับมาตรการ การลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และค่าจดจำนอง และยังพบว่าบริษัทใหญ่เปิดตัวโครงการใหม่แค่ 10% ของจำนวนโครงการใหม่ที่ประกาศเปิดตัวทั้งปี

ทั้งนี้พบว่าโครงการบ้านจัดสรร มียูนิต เปิดใหม่ 50 โครงการ 9,000 ยูนิต ลดลง 26% แบ่งเป็น ทาวน์เฮาส์ 5,530 ยูนิต สัดส่วน 62% บ้านเดี่ยว จำนวน 2,382 ยูนิต สัดส่วน 27% บ้านแฝด 853 ยูนิต สัดส่วน 9% อาคาพาณิชย์ 187 ยูนิต สัดส่วน 2% และคาดทั้งปี 2559 โครงการแนวราบเปิดตัวใหม่ประมาณ 44,500 ยูนิต ใกล้เคียงกับปี ที่แล้ว

หันมามองตลาดคอนโดมิเนียม พบว่า มีจำนวนยูนิตเปิดใหม่ 12,500 ยูนิต จาก 36 โครงการ ลดลงเล็กน้อย 2% และคาดว่าทั้งปี เปิดตัวใหม่ประมาณ 60,000 ยูนิต ใกล้เคียงกับปี 2558 เปิดตัว 60,500 ยูนิต

"เรากำลังเป็นห่วงตลาดอสังหาฯต่างจังหวัดหลังหมดมาตรการไปแล้ว โดยเฉพาะตลาดคอนโดฯ ต่างจังหวัดจะคงชะลอตัว เพราะ ซัปพลาย ยังมีเหลืออยู่ค่อนข้างมาก ต้องใช้เวลาในการดูดซับ แต่ตลาดบ้านจัดสรรอาจปรับตัวดีขึ้น จากราคาสินค้าการเกษตร ราคายางพาราเริ่มปรับขึ้นแล้ว"

ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย และกรรมการผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจพรีเมียม บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท วิเคราะห์ตลาดที่อยู่อาศัยว่า การขับเคลื่อนยังคงเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ โดยเฉพาะ 10 รายที่กินส่วนแบ่งตลาดมากถึง 47% ของตลาดซื้อขายที่อยู่อาศัยกว่า 3.5 แสนล้านบาทในปีที่แล้ว

และสิ่งที่ต้องเฝ้าติดตามคือ ผู้ประกอบการรายใหญ่แต่ละรายได้ประกาศแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ปี 2559 ไว้แล้ว แต่กลับพบว่า ในช่วง 4 เดือนแรกที่ผ่านมายังเปิดตัวโครงการใหม่น้อยมาก จึงมั่นใจได้เลยว่านับจากนี้อีก 8 เดือนที่เหลือของปีนี้ ต่างต้องเร่งเปิดตัวโครงการใหม่ โดยเพียงแค่ 10 รายใหญ่ของตลาดมีแผนจะเปิดตัวโครงการใหม่มากถึง 67 โครงการ มูลค่า 1.2 แสนล้านบาท และส่วนใหญ่เป็นสินค้าระดับกลางล่าง ซึ่งโครงการใหม่เหล่านี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของตลาดในอีก 8 เดือน

...นั้นแปลว่า นับจากนี้ไป การแข่งขันในตลาดอสังหาฯคงจะทวีความรุนแรงมากขึ้น  โดยเฉพาะคงต้องเฝ้าระวัง "ฟองสบู่อสังหาฯ" ตามแนวโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง(บางซื่อ-บางใหญ่) ที่ได้เริ่มเปิดทดลองวิ่งเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา โดย ธปท.กำลังกังวลว่า จะเกิดปัญหาสินค้าล้นตลาด พุ่งเป้าไปที่ตลาดคอนโดมิเนียม ที่จ่ออนุมัติโครงการสูงถึง 50 โครงการ!?...

ที่มา : ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

 

 

 

ข่าว reic จากสื่อสิ่งพิมพ์ อื่นๆ