Loading

SMART ปรับกลยุทธ์เพื่อโตรุกส่งออกตลาดอาเซียนเพิ่ม

วันที่ : 11 พฤษภาคม 2559
SMART ปรับกลยุทธ์เพื่อโตรุกส่งออกตลาดอาเซียนเพิ่ม

รุกส่งออกตลาดอาเซียนเพิ่ม

SMART กางแผนปรับกลยุทธ์สร้างการเติบโต มุ่งสร้างแบรนด์ “SMART บล็อกเย็นให้เป็นที่รู้จักวงกว้าง เพื่อขยายฐานลูกค้า เร่งส่งออกตลาดอาเซียนดันรายได้พุ่ง ส่วนงบไตรมาส 1/59 มีขาดทุนสุทธิ 8.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 763.82%           นายรังสี ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท สมาร์ทคอนกรีต จำกัด (มหาชน) หรือ SMART เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดวัสดุก่อสร้าง-อิฐมวลเบาในประเทศ มีโอกาสปรับตัวดีขึ้น ตามการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐที่ทยอยเริ่มดำเนินโครงการ และส่งผลให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์กลับมาลงทุนในโครงการใหม่มากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

ขณะที่การแข่งขันในตลาดอิฐมวลเบายังอยู่ในระดับที่รุนแรง มีการลดราคาเพื่อแข่งขันกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทมีการปรับกลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโต โดยเดินหน้าขยายฐานลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ตอนบน และมีแผนขยายการจำหน่ายให้ครอบคลุมลูกค้าทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ยังเน้นการสร้างแบรนด์ “SMART บล็อกเย็นให้เป็นที่รู้จัก และได้รับความเชื่อถือจากกลุ่มผู้ใช้งานทั่วประเทศ ในฐานะอิฐมวลเบาที่มีมาตรฐานการผลิตและมีคุณภาพการใช้งานสูง มีความคุ้มค่าทั้งด้านการก่อสร้างและการอยู่อาศัย โดยล่าสุดบริษัทจัดกิจกรรมการตลาดออกบูธ เพื่อแนะนำสินค้าในงานสถาปนิก59 ที่ผ่านมา ซึ่งในปี 2559 บริษัทจะมีการจัดกิจกรรมการตลาดรูปแบบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจะมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น

สำหรับตลาดในกลุ่มอาเซียน ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรใน สปป.ลาว, พม่า และเวียดนาม ขณะที่ในประเทศกัมพูชาบริษัทเข้าไปจำหน่ายผลิตภัณฑ์แล้ว โดยมีคำสั่งซื้อสินค้า (ออเดอร์) อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศปี 2559 จะปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 3-4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/59 บริษัทมีขาดทุนสุทธิ 8.816 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้น 7.795 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 763.82% จากไตรมาส 1/58 ที่มีขาดทุนสุทธิ 1.021 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการขายในไตรมาส 1/59 อยู่ที่ 76.902 ล้านบาท  ลดลง 9.415 ล้านบาท หรือคิดเป็นลดลง 10.91% จากไตรมาส 1/58 ที่มีรายได้จากการขาย 86.317 ล้านบาท  เนื่องจากผลกระทบจากการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ตัวเลขการเจริญเติบโตลดลง และภาคการส่งออกติดลบ จึงส่งผลให้ราคาเฉลี่ยของราคาจำหน่ายลดลง ทำให้กำไรขั้นต้นของบริษัทลดลง

นอกจากนี้ แม้ว่าบริษัทมีปริมาณการจำหน่ายสินค้าเพิ่มมากขึ้นมากกว่าปีก่อน แต่เนื่องจากการแนะนำสินค้าให้เป็นที่รู้จักเชื่อมั่นกับกลุ่มลูกค้า และเพิ่มจำนวนรถขนส่งเพื่อการบริการที่รวดเร็วและครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ มากขึ้น รวมทั้งมีการจำหน่ายสินค้าไปยังประเทศกัมพูชา อย่างไรก็ตาม ราคาจำหน่ายอิฐมวลเบามีการปรับตัวลดลง ส่งผลให้กำไรขั้นต้นมีการปรับตัวลดลงและเกิดเป็นขาดทุนสุทธิจำนวนดังกล่าว

ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น

 

 

 

ข่าววัสดุก่อสร้าง-เฟอร์นิเจอร์ อื่นๆ