Loading

เอสซีจี ชี้โครงการรัฐดันเซรามิคครึ่งหลังโต

วันที่ : 26 เมษายน 2559
เอสซีจี ชี้โครงการรัฐดันเซรามิคครึ่งหลังโต

"เอสซีจี" เผยภาพรวมตลาดเซรามิค ไตรมาสแรกโต 2-3% ต่ำกว่าอัตราปกติ ที่เคย เติบโต 4-5% คาดครึ่งปีหลังฟื้น เหตุโครงการลงทุนรัฐ ดันอสังหาฯลงทุนตาม เพิ่มความต้องการใช้เซรามิค-สุขภัณฑ์ รุกขยายตลาดเพื่อนบ้าน หวังเพิ่มสัดส่วนส่งออกเป็น 40% พร้อมเพิ่มสินค้าตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุ เดินหน้าสร้างการรู้แบรนด์ระดับโกลบอล ดันยอดขายไฮเอนด์ต่อเนื่อง

เอสซีจี ถือเป็นผู้นำในตลาดเซรามิคและสุขภัณฑ์ในไทย ล่าสุดได้ประเมินสถานการณ์ธุรกิจดังกล่าวว่า มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ในช่วง ครึ่งปีหลัง ตามการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ ที่ผลักดันให้ภาคเอกชนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ลงทุนตาม ทำให้ความต้องการสินค้าเซรามิคและสุขภัณฑ์เพิ่มสูงขึ้น

นายธนนิตย์ รัตนเนนย์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัทเซรามิคอุตสาหกรรมไทย จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจเซรามิคในกลุ่มธุรกิจเอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดกระเบื้องเซรามิคช่วงไตรมาสแรก ว่า ตลาดเติบโต 2% ซึ่งเติบโตในระดับที่ค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับการเติบโตในระดับทั่วไปอยู่ที่ 4-5% ต่อปี

ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกิจ และกำลังซื้อที่ค่อนข้างชะลอตัว ทำให้ยอดขาย ในภาพรวมได้รับผลกระทบ นอกจากนี้พฤติกรรมผู้บริโภคใช้กระเบื้องตกแต่งในห้องน้ำด้วยพื้นที่ลดลง ผนวกกับมีวัสดุทดแทนที่นำมาใช้ผสมผสานกับการตกแต่งด้วยกระเบื้องมากขึ้น

ทั้งนี้คาดว่า ตลอดทั้งปีนี้มีโอกาสฟื้นตัวกลับมา เติบโตดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง จากปัจจัยหนุนเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ส่งผลให้ ภาคเอกชนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ลงทุนตาม

ส่วนกำลังซื้อที่มองว่ายังมีศักยภาพ ได้แก่ กลุ่มลูกค้าตลาดระดับกลาง-บน ที่ส่วนใหญ่เป็น ผู้ที่มีรายได้ประจำ เช่น ข้าราชการ มนุษย์เงินเดือน ก็ยังมีศักยภาพการใช้จ่ายค่อนข้างดี

ดันเพิ่มส่งออกเซรามิคเป็น 40%

โดยแผนการดำเนินภายในประเทศในปีนี้ คาดว่า จะยังขยายสาขาคอตโต้ สตูดิโอต่อเนื่อง โดยจำนวนที่จะขยายจะขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้ง และการประเมินความเป็นไปได้ของการคืนทุนในการเข้าไปตั้งสาขานั้นๆ รวมถึงมีแผนที่จะปรับเปลี่ยน ตกแต่งดิสเพลย์สตูดิโอสาขาเดิมทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะใช้งบลงทุนในด้านนี้ รวมประมาณ 20-30 ล้านบาทต่อปี

ส่วนการทำตลาดในตางประเทศ ในปีนี้บริษัทมีแผนจะเพิ่มโชว์รูมคอตโต้ สตูดิโอในประเทศ เพื่อนบ้าน 5 แห่ง แบ่งเป็นลาว 1 แห่ง กัมพูชา 1 แห่ง และพม่า 3 แห่งจากเดิมที่มีจำนวน 6 แห่ง ซึ่งจะใช้รูปแบบร่วมลงทุนกับพันธมิตรท้องถิ่น เพื่อขยายฐานลูกค้าในต่างประเทศมากขึ้น เพราะขณะนี้ตลาดดังกล่าวยังไม่มีบริการที่เข้ามารับรองความต้องการของลูกค้าในด้านนี้มากนัก เมื่อเทียบกับพฤติกรรมการตกแต่งที่อยู่อาศัยของประเทศใกล้เคียงที่เพิ่มมากขึ้น เป็นผลจากเศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้านขยายตัว ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคในตลาดดังกล่าวสูงขึ้น

ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีคอตโต้ สตูดิโอกระจายอยู่ กว่า 90 แห่งทั่วโลก แบ่งเป็นในไทยและต่างประเทศ ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน โดยตั้งเป้าหมายผลักดันยอดส่งออกเซรามิค ให้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 40% ในอนาคต จากปัจจุบันมีสัดส่วนการส่งออก 35% ยอดขายในประเทศ 65%

"ในช่วงแรกเราจะพาพนักงานในไทยเข้าไปช่วยอบรม และให้ความรู้แก่พนักงานท้องถิ่นที่ประจำสาขาคอตโต้ สตูดิโอในต่างประเทศก่อน เพื่อช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจ และการให้บริการลูกค้าในกลุ่มสินค้าดังกล่าว"

รุกเจาะตลาดผู้สูงอายุ

พร้อมกันนี้ ในปีนี้จะผลักดันสินค้าใหม่ๆ ทั้งกลุ่มสินค้าสมาร์ท ที่ตอบโจทย์ความต้องการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ และเพิ่มสินค้ากลุ่มผู้สูงอายุ มากขึ้น รองรับกับสังคมผู้สูงวัยในไทยที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงประชากรผู้สูงวัยในประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ เป็นต้น  โดยแนวทางการนำเสนอสินค้าของบริษัท ในปีนี้ จะมุ่งเน้นสินค้าที่สอดรับกับผลการศึกษาไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในภูมิภาค เช่น ลูกค้าบางกลุ่ม ชอบผลิตภัณฑ์ที่ให้ความรู้สึกธรรมชาติ เช่น ลายไม้ หรือพื้นผิวสัมผัสแบบธรรมชาติ บริษัทจะนำเสนอสินค้ากลุ่มนี้ที่ตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้ มากขึ้น โดยได้จัดสรรงบวิจัยและพัฒนาสินค้า เฉลี่ยปีละ 3-4%ของงบลงทุนทั้งหมด

คาดสินค้าทุกเซกเมนต์โต ขณะที่ปีนี้บริษัทคาดการณ์อัตราการเติบโตของภาพรวมยอดขายสินค้าของบริษัท แต่ละกลุ่ม ในเครือ แบ่งเป็นสินค้าสุขภัณฑ์และก๊อกน้ำ ในกลุ่มสมาร์ท จะมียอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น 50% จากปีก่อนที่ยอดขายเติบโต 40%

ส่วนสินค้าสำหรับผู้สูงวัยจะเติบโต 20% ใกล้เคียงกับระดับอัตราการเติบโตในปีก่อน ทั้งนี้ มองว่า ความท้าทายของธุรกิจคือการคิด อะไรใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าตลาด ระดับกลาง-บน และอำนวยความสะดวกให้ ผู้ใช้งานมากขึ้น ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่บริษัทจะต้องหาและศึกษาข้อมูลผู้บริโภคในเชิงลึกให้ได้

ทั้งนี้ ในปัจจุบัน "คอตโต้" ถือเป็นแบรนด์ เบอร์ 1 ในตลาดเซ็กเมนท์ต่างๆ โดยมีส่วนแบ่ง การตลาด 20% จากตลาดรวมผลิตภัณฑ์กระเบื้อง เซรามิค ซึ่งเป็น 1 ในตลาดที่มีผู้เล่นหลายราย และ มีส่วนแบ่งตลาดกว่า 40% ในตลาดรวมสุขภัณฑ์

ส่วนในตลาดก็อกน้ำมีส่วนแบ่งการตลาด 20%  ซึ่งในปัจจุบันตลาดรวมสุขภัณฑ์และ ก๊อกน้ำ มีมูลค่าตลาดรวมไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยในปัจจุบันคอตโต้มียอดขายในระดับหลักหมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับยอดขายรวมของ ทั้งเครือเอสซีจีอยู่ที่กว่า 4 แสนล้านบาท

ผลสำรวจแบรนด์กระเตื้อง

นายอนุวัตร เฉลิมไชย แบรนด์ไดเร็กเตอร์ บริษัท เซรามิคซิเมนต์ไทย จำกัด กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมา แบรนด์คอตโต้ได้รับการยอมรับใน ฐานะ "โกลบอล แบรนด์" มากขึ้น โดยผลสำรวจ เรื่องการรับรู้แบรนด์ในตลาดยุโรป จากการ นำสินค้าเข้าไปร่วมจัดแสดงงานเอ็กซิบิชั่นที่อิตาลี พบว่า ปัจจุบันมีอัตราการรับรู้แบรนด์เพิ่มขึ้น 50% เมื่อเทียบจากปีแรกที่เข้าไปร่วมจัดแสดงงาน หรือในช่วง 4 ปีก่อน อยู่ที่ 20% รวมถึงยังมีผลสำรวจในเรื่อง "เวิลด์คลาส แบรนด์" ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 70% จากเดิมมีอัตราการยอมรับแบรนด์นี้ในระดับเวิลด์คลาส อยู่ที่ 20-30%

ทั้งนี้ จากภาพลักษณ์ความเป็นโกลบอล แบรนด์ดังกล่าว ส่งผลให้กลุ่มสินค้าระดับ ไฮเอนด์ของแบรนด์คอตโต้มียอดขายในปีที่ผ่านมา เติบโต 77% และคาดว่าจะมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

กำลังผลิตรวม225ล้านตร.ม.

ทั้งนี้ธุรกิจเซรามิคของเอสซีจี มีโรงงานผลิต กระเบื้องเซรามิกปูพื้น และบุผนังในประเทศ ตั้งอยู่ที่จ.สระบุรี และโรงงานในต่างประเทศ ได้แก่ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม โดยมี กำลังผลิตรวม 225 ล้านตารางเมตรต่อปี นอกจากนี้ ธุรกิจเครื่องสุขภัณฑ์  อุปกรณ์ประกอบห้องน้ำ และห้องครัว ยังเป็นผู้นำตลาดในประเทศ

ความเคลื่อนไหวสำคัญทางธุรกิจเกิดขึ้นในปี 2557 เมื่อเอสซีจีได้ร่วมทุนกับ Florim Ceramiche S.p.A. ("Florim") อิตาลี ลงทุนโรงงานผลิตกระเบื้องเซรามิกในระดับไฮเอนด์ ด้วยขนาดกำลังการผลิต 5 ล้านตารางเมตรต่อปี เริ่มดำเนินการผลิตแล้วเมื่อต้นปี 2558

ขณะที่ในปี 2556 บริษัท เอสซีจี ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย (เอสซีจี ซิเมนต์ -ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง) ได้เข้าซื้อหุ้น 85% ในบริษัท PrimeGroup Joint Stock Company ผู้ผลิต กระเบื้องเซรามิกชั้นนำในเวียดนาม และ บริษัทเซรามิคซิเมนต์ไทย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย (เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง) ได้เพิ่มสัดส่วน การถือหุ้นในธุรกิจสุขภัณฑ์ ก๊อกน้ำและอุปกรณ์ ของบริษัทสยามซานิทารีแวร์ จำกัด และบริษัทสยามซานิทารีฟิตติงส์จำกัด จากเดิม 35.7 % และ 44.8 % เป็น 71.4% และ 90.6% ตามลำดับ

โดยในปี 2558 รายได้จากการขายรวมของเอสซีจี 439,614 ล้านบาท ในจำนวนนี้ เป็นรายได้จากกลุ่มธุรกิจเอสซีจี ซิเมนต์ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง 178,988 ล้านบาท

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 

 

 

ข่าววัสดุก่อสร้าง-เฟอร์นิเจอร์ อื่นๆ