Loading

ยากระตุ้นอสังหาฯหมดอายุ ลุ้น!ตลาดจอดรอหรือไปต่อ

วันที่ : 15 เมษายน 2559
ยากระตุ้นอสังหาฯหมดอายุ ลุ้น!ตลาดจอดรอหรือไปต่อ

ณัฐธินี มณีวรรณ

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ตั้งแต่รัฐบาลออก "มาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์" เมื่อ 28 ต.ค. 58 ที่ผ่านมา พ่วงด้วย "มาตรการบ้านหลังแรก" บรรยากาศการซื้อ ขาย โอนกรรมสิทธิ์ ในตลาดที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะตลาดระดับกลาง 3-5 ล้านบาท จากที่ซึม ๆ ก็กลับมากระปรี้กระเปร่าขึ้นทันใด ทั้งดันยอดขายของผู้ประกอบการพุ่งทะยานสูงแทบทุกแห่ง โละสต๊อกได้โข จนไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาสินค้าล้นตลาด หรือจะเกิดฟองสบู่ แถมยังกลายเป็นพระเอกช่วยอุ้มเศรษฐกิจให้โงหัวขึ้นมาได้อีก จนต้องอัดมาตรการเพิ่มลงสู่ตลาดล่าง สำหรับผู้มีรายได้น้อย ซื้อบ้านไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ด้วย "โครงการบ้านประชารัฐ" อีกระลอก หวังให้เศรษฐกิจสร่างไข้เร็วกว่าเดิม ซึ่งแน่นอนว่ายังได้ผลดี

แต่เดือน เม.ย.นี้ เรียกได้ว่า โค้งสุดท้ายแล้วจริง ๆ สำหรับมาตรการต่าง ๆ ที่ออกมา ทั้งครบอายุ ครบวงเงิน ใครที่ยังไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายก่อนช่วงสงกรานต์ มีสิทธิที่จะตกรถรอบนี้แน่นอน เพราะกระบวนการหลายอย่างต้องใช้เวลา ที่สำคัญ ไม่ใช่แค่ซื้อขาย ต้องโอนกรรมสิทธิ์ด้วย จึงแน่นอนว่า ต้องกลับไปเข้าแถวรออีกพักใหญ่ แถมยังต้องลุ้นหนักกว่าเดิมด้วยว่า รถคันใหม่จะมาจริงหรือไม่ ลองนึกภาพตามเหล่ากูรูในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ดูว่า จะมีรถรอบใหม่ให้ผู้บริโภคได้ตัดสินใจขึ้น คันไหนกันต่อไป...

ตลาดเงียบหรือลุ้นต่อ

เริ่มจาก "สัมมา คีตสิน" ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ที่เห็นว่า วงไตรมาสแรกของปีที่ผ่านมานี้ มีโครงการเปิดใหม่น้อยลง เพราะผู้ประกอบการต่างเน้นไปที่การขายสต๊อกเดิมที่มีอยู่ให้หมด เพื่อรับอานิสงส์ของมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐ ที่มีผลตั้งแต่ปลายปี 58 ที่ผ่านมา โดยพบว่า ตลาดบ้านจัดสรร มีการเปิดตัวใหม่รวมทั้งสิ้น 50 โครงการ รวม 8,500 ยูนิต ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าถึง 30% ที่มีการเปิดตัวถึง 69 โครงการ รวม 12,200 ยูนิต ขณะที่อาคารชุดนั้น มีการเปิดตัวเพียง 36 โครงการ รวม 12,000 ยูนิต ลดลง 6% จากปีก่อน ที่เปิดตัว 37 โครงการ รวม 12,800 ยูนิต

หลังจากที่หมดอายุมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐในวันที่ 28 เม.ย.นี้ มองว่า ตลาดรวมคงจะชะลอตัวลงไปอย่างน้อย ๆ 1-2 เดือน หรือช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย. ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ เพราะทุกครั้งที่มีมาตรการออกมา จะกระตุ้นทั้งกลุ่มความต้องการซื้อในปัจจุบัน และความต้องการซื้อจากอนาคต ให้เกิดขึ้นในช่วงที่มาตรการมีผลบังคับใช้ สะท้อนได้จาก งานมหกรรมบ้านและคอนโดมิเนียม ครั้งที่ 34 เมื่อช่วง 10-13 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่มียอดขายมากกว่างานฯ ครั้งที่ 33 เท่าตัว หรือจาก 3,000 ล้านบาท เป็นเกือบ 6,000 ล้านบาท

แต่ขณะเดียวกัน ต้องจับตาดูผู้ประกอบการด้วยว่า จะมีการต่อ ยอดของมาตรการภาครัฐหรือไม่ เพื่อประคองให้ยอดขายเติบโตต่อเนื่อง ไม่สะดุด จูงใจลูกค้าให้ตัดสินใจซื้อได้อยู่ หลังจากที่มาตรการรัฐฯ หมดอายุลง หากว่าในช่วงดังกล่าว อาจมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถตัดสินใจซื้อได้ทัน โดยหลายรายอาจจะควักกระเป๋าเอง หรือร่วมกับสถาบันการเงิน เพื่อออกมาจัดแคมเปญ หรืออัดโปรโมชั่นให้เทียบเท่ากับมาตรการรัฐ เป็นต้น"ต้องรอดูว่า หลังจากหมดมาตรการทั้งกระตุ้นธุรกิจอสังหาฯ แล้ว ในส่วนของโครงการบ้านประชารัฐวงเงิน 70,000 ล้านบาทนั้น จะครบวงเงินเร็วแค่ไหน ซึ่งเบื้องต้น ในส่วนของการให้สินเชื่อแก่ผู้มีรายได้น้อย 40,000 ล้านบาท ก็เต็มวงเงินไปแล้ว ดังนั้นต้องรอดูว่าตลาดจะเงียบลงมากน้อยแค่ไหน และรัฐบาลจะเพิ่มวงเงินให้บ้านประชารัฐอีกหรือไม่ หรือว่าจะมีมาตรการระลอกอื่นตามออกมา"

ทั้งนี้ มาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ที่ออกมานั้น เรียกได้ว่าเป็นการช่วยให้ผู้ประกอบการที่มีสต๊อกบ้านสร้างแล้วเสร็จ สามารถระบายสต๊อกได้จำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่ได้รับอานิสงส์ เต็ม ๆ เห็นได้ชัดเจนจากผลประกอบการ โดยเฉพาะของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มียอดขายเพิ่มขึ้นทุกแห่ง และทำให้ตลาดระดับกลางกลับมาคึกคักขึ้นในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือน พ.ย. 58-เม.ย. 59 โดยเฉพาะบ้านระดับกลาง 3-5 ล้านบาท ขณะที่โครงการบ้านประชารัฐฯ ทำให้ตลาดระดับล่าง ราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท คึกคัก ขณะที่ตลาดบนนั้น ไม่ได้รับผลกระทบอะไรอยู่แล้ว

"ในช่วงถัดไป ตลาดล่างยังจะขยายตัวต่อได้ ทั้งคอนโดฯ ตามแนวรถไฟฟ้าต่าง ๆ ทาวน์เฮาส์ราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ในย่านชานเมือง และบ้านมือสอง แต่อย่างไรก็ดี ต้องดูภาวะเศรษฐกิจประกอบด้วย โดยหากยังคาดการณ์ว่า จีดีพีโต 3% ก็น่าจะมีส่วนช่วยทำให้ตลาดอสังหาฯ ยังเติบโตได้ตามปกติ แต่หากต่ำกว่านี้ ก็อาจทำให้ตลาดชะลอตัวลง และต้องการให้ภาครัฐออกมาตรการฯ มาหนุนอีกครั้ง"

แห่เปิดโครงการใหม่

ส่วน "ประเสริฐ แต่ดุลยาสาธิต" นายกสมาคมอาคารชุดไทยยอมรับว่า มาตรการของรัฐที่ออกมา เห็นผลอย่างรวดเร็ว และเป็น รูปธรรม เพราะตั้งแต่ไตรมาส 4 ที่ผ่านมา ยอดขายเติบโตเพิ่มจากไตรมาส 3 ถึง 31% จาก 76,122 ล้านบาท เป็น 99,443 ล้านบาท แถมยังดันตลาดให้โตต่อเนื่องในไตรมาส 1 ปี 59 ด้วย โดยเฉพาะในงานมหกรรมบ้านและคอนโดฯ ครั้งที่ 34 เมื่อ มี.ค.ที่ผ่านมา ก็มีคนเข้าชมเพิ่มขึ้น 41% ยอดขายเพิ่มเท่าตัวจาก 3,000 ล้านบาท เป็น 6,000 ล้านบาท และทำให้ยอดโอนทำสถิติขึ้นไปสูงสุดในรอบ 6 เดือน โดยเฉพาะคอนโดฯ เรียกได้ว่าเป็นช่วงของการล้างสต๊อกครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา

แม้ช่วงที่มีมาตรการภาครัฐฯ จะทำให้ผู้ประกอบการเน้นการระบายสต๊อกเป็นหลัก จนแทบไม่ค่อยจะเปิดตัวโครงการใหม่ แต่ก็ถือว่า เป็นการจัด "ซีเอสอาร์" ครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศ ที่ทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมแรงร่วมใจกัน โดยเฉพาะโครงการบ้านประชารัฐ ที่ถือเป็นการระบายสต๊อกในตลาดล่างไม่เกิน 1.5 ล้านบาท เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง โดยที่ภาครัฐไม่ได้อุดหนุนใด ๆ แต่ภาคเอกชน ยังมีส่วน ลดให้ถึง 5% โดยยังคงเป็นเรื่องราวของการระบายสต๊อกอยู่เช่นกัน เพียงแต่ตลาดจะกว้างมากขึ้น

ทั้งนี้เชื่อว่า หลังจากที่มาตรการฯหมดอายุแล้ว ภาคเอกชนก็จะเริ่มหันมาเน้นการเปิดตัวโครงการใหม่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ระบายสต๊อกไป ซึ่งทำให้ได้เงินกลับมาหมุนลงทุนใหม่ได้ ก็จะช่วยให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ เพราะการก่อสร้างใหม่ ใช้วัสดุในประเทศถึง 90% ใช้แรงงาน ที่จะทำให้ฐานรากมีรายได้ไปจับจ่ายใช้สอย

"ช่วง 4 เดือนแรกของปี ผู้ประกอบการรายใหญ่ รายกลาง เน้นการระบายสต๊อก เพื่อรองรับนโยบาย โดยทุกรายจั่วหัวแคมเปญว่า ออนท็อปต่อจากมาตรการรัฐ เพื่อจับตลาดที่ต้องการซื้ออย่างแท้จริงให้ได้มากที่สุด ขณะที่ครึ่งปีหลังนี้ จะเป็นเรื่องราวของการเปิดตัวโครงการใหม่แล้ว เป็นการหาความต้องการซื้อในอนาคตมารองรับ ในทุกตลาด ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ คอนโดฯ โดยโครงการเรือธง ที่จะเป็นหลักในช่วงครึ่งปีหลังนี้ จะเป็นโครงการขนาดใหญ่พอสมควร ทั้งตลาดกลาง และตลาดบน โดยเฉพาะทาวน์เฮาส์ ระดับราคา 2-3 ล้านบาท กับที่สูงกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป จะเติบโตได้สูงมาก ขณะที่ตลาดบ้านเดี่ยวก็ต้องเป็นระดับบน ลักชัวรี่ ซึ่งเป็นตลาดที่ไม่ได้เปิดตัวมาหลายปีแล้ว ทำให้มีความต้องการอยู่พอสมควร ขณะที่คอนโดฯ นั้นยังเป็นกลุ่มราคา 2-3 ล้านบาท และตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป"

สำหรับภาพรวมตลาดอสังหาฯ ปีนี้ มองว่า น่าจะยังเติบโตได้ 5% หรือมูลค่า 355,000-360,000 ล้านบาท จากปี 58 ที่ผ่านมา ที่ 354,000 ล้านบาท ในส่วนของ กรุงเทพฯและปริมณฑล แต่ในส่วนของต่างจังหวัดนั้น ยังน่าจะถดถอยอยู่ จากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ทั้งนี้อยู่บนพื้นฐานจีดีพีไทยโตที่ 3% ส่วนภาครัฐจะมีมาตรการอื่น ๆ ออกมาหรือไม่นั้น ก็ต้องจับตาดูว่า ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ภาครัฐอื่น ๆ จะรับไม้ต่อจากมาตรการเหล่านี้ได้ทันมากน้อยแค่ไหน เพราะธุรกิจอสังหาฯ เป็นเสาหลักหนึ่งของเศรษฐกิจ หรือคิดเป็น 12-13% ของ จีดีพี ภาคเอกชนก็แข็งแรง ถ้ามีการกระตุ้นก็จะเห็นผลต่อจีดีพีอย่างรวดเร็ว และชัดเจน เราเป็นพระเอกในขณะนี้ จากหลายปีก่อนที่เราถูกมองเป็นผู้ร้ายมาตลอด

ทั้งนี้ ในระยะปานกลาง ถึงระยะยาว ต้องการให้รัฐบาลส่งเสริมภาคธุรกิจให้มีศักยภาพ 4 ข้อ คือ แก้ผังเมืองให้เอื้ออำนวยต่อการพัฒนา อสังหาฯ ให้สอดคล้องกับสาธารณูปโภคภาครัฐ โดยเฉพาะรถไฟฟ้า การใช้พื้นที่ที่มีการลงทุนในระบบขนส่งมวลชนแล้ว นอกจากนั้น คือ แก้ไขสิทธิการเช่าระยะยาว ให้นานขึ้นกว่าเดิม เพื่อเอื้อต่อการลงทุน การปรับโครงสร้างภาษี ค่าธรรมเนียมการโอนต่าง ๆ ให้น้อยลง เพื่อลดภาระผู้ซื้อบ้านระยะยาว สุดท้ายคือ การพิจารณาศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ให้รวดเร็วขึ้น ลดความขัดแย้งกับชุมชน เพื่อเอื้อต่อการพัฒนาอสังหาฯ ซึ่งหากทำได้ ก็จะทำให้ธุรกิจอสังหาฯ มีศักยภาพมากขึ้น

พร้อมปรับตัวตามตลาด

ด้าน "อิสระ บุญยัง" นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรกล่าวยอมรับว่า ช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา ผู้ประกอบการต่างชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ ในเขต กรุงเทพฯและปริมณฑล เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกปีก่อนหน้า และแม้ว่าที่อยู่อาศัยประเภทอาคารชุด เปิดตัวใหม่มากขึ้นก็ตาม แต่ทั้งนี้เชื่อว่าทั้งปี 59 อาคารชุดยังคงจะชะลอตัวเล็กน้อย เมื่อเทียบกับปี 58 ขณะที่โครงการจัดสรรน่าจะทรงตัวเท่า ๆ เดิม ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก

แต่อย่างไรก็ตาม ในแง่ของการโอนกรรมสิทธิ์นั้น ในเดือน ม.ค. ชะลอตัวลงไป 10% แต่ชื่อว่า การโอนกรรมสิทธิ์ไตรมาสแรกของปีนี้ โดยรวมแล้ว น่าจะเพิ่มขึ้น 15-20% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกปี 58 ทั้งนี้เพราะเป็นผลจากมาตรการภาครัฐ ที่จะสิ้นสุดลงในวันที่ 28 เม.ย.นี้แล้ว

'หลังจากที่มาตรการรัฐสิ้นสุดลง ผู้ประกอบการน่าจะต้องเพิ่มความระมัดระวัง ในการเปิดตัวโครงการใหม่มากขึ้น เพราะมองว่า ตลาดอาจชะลอตัว ขณะที่ผู้ซื้อเองก็อาจชะลอตัวลงตามบ้าง อีกทั้งปกติไตรมาส 2 นั้น เป็นช่วงที่ตลาดจะค่อนข้างเงียบอยู่แล้ว ตามวัฏจักรการขายอสังหาฯ เนื่องจากเป็นช่วงที่มีวันหยุดเยอะ แต่อย่างไรก็ดี การที่รัฐบาลได้ออกโครงการบ้านประชารัฐมา เมื่อเร็ว ๆ นี้ เชื่อว่า น่าจะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มอาคารชุด โดยเฉพาะในทำเลรอบกลาง และรอบนอก กรุงเทพฯ รวมถึงในจังหวัดใหญ่ ๆ ตามภูมิภาคที่มีราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท"

สำหรับที่อยู่อาศัยประเภททาวน์เฮาส์ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด โครงการต่าง ๆ อาจมีจำนวนไม่มากนัก ในเขต กรุงเทพฯและปริมณฑล แต่สำหรับในภูมิภาคแล้ว บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และบ้านแฝดที่ราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ก็น่าจะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ด้วย รวมถึงบ้านมือสอง ก็ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตลาดโดยรวมจะชะลอตัวลงไป ก็เป็นเรื่องปกติ ที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัว ด้วยการเปิดตัวโครงการใหม่น้อยลง โดยเห็นได้จากอาคารชุดในปี 57 และ 58 ก็เปิดตัวใหม่เข้าสู่ตลาดลดลงเฉลี่ยปีละกว่า 10% นอกจากนี้สต๊อกสินค้าที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นบ้านจัดสรร หรืออาคารชุดนั้น ผู้ประกอบการก็อาจจัดแคมเปญ หรือโปรโมชั่นต่าง ๆ ออกมาเสริม ซึ่งก็ถือเป็นประโยชน์ต่อผู้ซื้อที่อยู่อาศัย ประกอบกับอัตราดอกเบี้ย ยังคงทรงตัวอยู่ในอัตราต่ำ และหากอยู่ในเกณฑ์บ้านประชารัฐ ก็จะได้ประโยชน์มากยิ่งขึ้น

นายอิสระ กล่าวว่า ตลาดอสังหาฯ ในช่วงครึ่งปีหลังจะไปในทิศทางไหนนั้น น่าจะขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นหลักมากกว่า โดย กรุงเทพฯ และปริมณฑล เชื่อว่าจะได้รับประโยชน์มากกว่าจังหวัด

ในภูมิภาค จากโครงข่ายการคมนาคมต่าง ๆ ที่มีความคืบหน้าในการก่อสร้าง หรือประกวดราคาเพิ่มขึ้นในเส้นทางต่าง ๆ แต่ในส่วนของตลาดต่างจังหวัดนั้น บ้านจัดสรรน่าจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นได้ในปีนี้ จากฐานที่ต่ำช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่อาคารชุดในหลายจังหวัดนั้น ยังมีสต๊อกเหลือค้างอยู่พอสมควร และอาจต้องใช้เวลาดูดซับ อีก 1-2 ปี เป็นอย่างน้อย

ต้องถือว่าที่ผ่านมา การมีมาตรการภาครัฐด้านอสังหาฯ ออกมา ทำให้ตลาดอสังหาฯ ยังไปได้ดีกว่าภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ

รวมถึงเรื่องบ้านประชารัฐ ที่ยังคงเดินหน้าต่อไป เชื่อว่าความคาดหวังรัฐบาลนั้น ไม่ใช่เป็นการกระตุ้นภาคอสังหาฯ เท่านั้น แต่รัฐบาลคงคำนึงถึงธุรกิจเชื่อมโยงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาฯ ทั้งเรื่องวัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ตกแต่งต่าง ๆ  เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และการจ้างแรงงานเป็นจำนวนมากที่จะได้รับประโยชน์ต่อเนื่องจากมาตรการดังกล่าว

"โดยส่วนตัวแล้ว ขอให้กำลังใจกับรัฐบาล ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจมากกว่า โดยเฉพาะเศรษฐกิจในภูมิภาค และภาคการเกษตร ซึ่งได้รับผลกระทบมากในช่วงที่ผ่านมา ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก แต่ในแง่ของภาคอสังหาฯ นั้น ไม่มีความเห็น หรือข้อเสนอแนะอะไรเป็นพิเศษ"

จี้รัฐเรียกเชื่อมั่นฟื้นกำลังซื้อ

ขณะที่ "โอภาส ศรีพยัคฆ์" กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เจ้าพ่อคอนโดฯ ฟันธงว่า หลังจากวันที่ 28 เม.ย. ไป ตลาดคงจะชะลอตัวไปซักระยะหนึ่ง แต่ยังดีที่มีบ้านประชารัฐที่ทำให้ตลาดไม่ถึงกับเงียบมากนัก โดยเฉพาะในตลาด ล่าง ที่ยังไปต่อได้เรื่อย ๆ ขณะที่ตลาดระดับกลางนั้น สำหรับผู้ประกอบการรายที่สามารถโละสต๊อกได้มาก ในช่วงที่รับอานิสงส์มาตรการรัฐ ก็น่าที่จะกลับมาพัฒนาโครงการใหม่ ๆ ออกมา ซึ่งจะทำให้ตลาดแม้ชะลอตัวลง แต่ก็ยังไปได้ ส่วนตลาดบนนั้นไม่ต้องห่วง เพราะปีนี้เป็นปีที่ตลาดบนยังคึกคักอยู่

อย่างไรก็ดี เห็นว่ามาตรการรัฐที่ออกมานั้น ถือว่าเพียงพอในการกระตุ้นตลาด ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ใช่ว่าตลาดอสังหาฯ ไม่ดี แต่เป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจไม่ดีมากกว่า ที่ทำให้ผู้บริโภคไม่มีความเชื่อมั่น จึงไม่ใช้จ่าย ไม่ใช่ว่าไม่มีกำลังใช้จ่ายแต่อย่างใด ดังนั้น หากรัฐบาลพยายามเรียกความเชื่อมั่น ด้วยการประคองเศรษฐกิจในวงกว้าง ให้ค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่องตามลำดับ ก็เชื่อว่าจะทำให้กำลังซื้อไม่ชะลอตัวลงแต่อย่างใด และเห็นว่ารัฐไม่จำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาฯ ออกมาอีก ขณะที่บ้านประชารัฐก็ถือว่ารัฐบาลมาถูกทาง เพราะปัญหาของผู้มีรายได้น้อยปัจจุบัน คือเข้าไม่ถึงแหล่งเงินกู้ ขณะที่สถาบันการเงินยังคงเข้มงวดการอนุมัติสินเชื่อ

"ทุกอย่างมันเป็นวงจร ขึ้น ๆ ลง ๆ อะไรที่ลงไป ก็คงไม่ลงไปตลอด เช่นเดียวกัน อะไรที่ขึ้น ก็ไม่ใช่ขึ้นตลอด ซึ่งขณะนี้เราอาจจะอยู่จุดต่ำที่สุดแล้ว และกำลังจะผงกหัวขึ้นก็เป็นได้ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ปีนี้เศรษฐกิจไทยไม่ได้แย่อะไรมากนัก น่าจะค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นมากกว่า เพราะเจอปัญหาเพียงด้านเดียว ไม่เหมือนปีก่อน ๆ ที่มีทั้งปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ"

ทิศทางจากกูรูอสังหาฯ บางส่วน น่าจะทำให้ภาพ "อสังหาริมทรัพย์" ชัดเจนขึ้นในหลาย ๆ แง่มุม ทั้งผู้ประกอบการ ลูกค้า สถาบันการเงิน ที่สำคัญที่สุดคือ รัฐบาล ที่ต้องมองข้ามช็อต และมองให้ขาด ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมหภาคให้ไปข้างหน้าได้ ไม่ว่าจะช้า หรือเร็ว แต่ต้องเดินหน้าเพื่อให้ทุกอย่างก้าวตามอย่างมั่นคง

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

 

 

 

ข่าว reic จากสื่อสิ่งพิมพ์ อื่นๆ