Loading

กคช.จ้างจุฬาฯวิจัยบ้าน น็อกดาวน์ ลดต้นทุน

วันที่ : 17 เมษายน 2559
กคช.จ้างจุฬาฯวิจัยบ้าน น็อกดาวน์ ลดต้นทุน

การเคหะแห่งชาติ (กคช.) ได้มอบหมายให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินการศึกษาวิจัย "โครงการศึกษาการจัดทำบ้านประกอบสำเร็จ หรือบ้าน Knock Down เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยในราคาไม่แพง และเป็นทางเลือกให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อย ซึ่งได้มีการจัดประชุมสัมมนาเผยแพร่ผลการศึกษาให้กับ ผู้ที่เกี่ยวข้อง เมื่อเร็วๆ นี้ ณ ห้องบอลรูม ชั้น 3 โรงแรมเดอะแกรนด์ โฟร์วิงส์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

นายนพดล ว่องเวียงจันทร์ รองผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เปิดเผยว่า เนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจสังคมไทยที่มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจำนวนประชากรและรายได้ต่อหัวของคนไทยที่สูงขึ้น ทำให้เกิดความต้องการที่อยู่อาศัยมากขึ้นตามไปด้วย ในขณะที่กระบวนการก่อสร้างก็มีต้นทุนที่สูงขึ้นด้วยเช่นกัน ทั้งยังส่งผลเสียแก่สิ่งแวดล้อมจากกระบวนการผลิตและขยะจากวัสดุก่อสร้าง รวมถึงการขาดแคลนแรงงานด้านการก่อสร้างโดยเฉพาะแรงงานฝีมือ ทำให้เกิดปัญหาด้านคุณภาพงานก่อสร้าง ประกอบกับในสภาวะปัจจุบันผู้ประกอบการและผู้อยู่อาศัยต้องการลดระยะเวลาในการก่อสร้างเพื่อลดต้นทุน การเคหะแห่งชาติ จึงมอบหมายให้ศูนย์บริการวิชาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินการศึกษาวิจัย "โครงการศึกษาการจัดทำบ้านประกอบเสร็จ หรือบ้าน Knock Down เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชน โดยการเคหะแห่งชาติ" ซึ่งได้ศึกษาวิจัยระบบ Knock Down ที่เป็นเทคโนโลยีด้านการก่อสร้างเพื่อตอบโจทย์ทั้งในเรื่อง การช่วยลดระยะเวลาในการก่อสร้าง การลดต้นทุน การควบคุมคุณภาพงานก่อสร้าง รวมทั้งการช่วยลดมลพิษ ที่เกิดจากการก่อสร้าง

          "การเตรียมชิ้นงานต่างๆ ด้วยระบบการผลิตแบบอุตสาหกรรมจากโรงงานที่ผลิตชิ้นส่วนจะช่วยควบคุมคุณภาพงานให้แต่ละชิ้นส่วนมีคุณภาพไม่แตกต่างกัน สามารถควบคุมเศษขยะเหลือทิ้งในพื้นที่ปิดของโรงงานง่ายกว่าพื้นที่เปิดที่หน้า

งานก่อสร้าง อีกทั้งยังสามารถควบคุมเวลาในการผลิตชิ้นส่วนต่างๆ ได้ดีกว่า ทั้งยังได้เปรียบในเรื่องของการขนส่งที่สามารถขนส่งได้รวดเร็วและเข้าถึงพื้นที่ที่เข้าถึงลำบากได้มากขึ้น โดยบ้าน Knock Down จะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 60 วัน เป็นการลดการใช้แรงงาน ลดต้นทุนในการก่อสร้าง ทำให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลางสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ในราคาประหยัด โดยราคาค่าก่อสร้างอยู่ที่ประมาณ 500,000 - 800,000 บาท" นายนพดลกล่าวเพิ่มเติม

ด้าน ผศ.ดร.อรรจน์ เศรษฐบุตร หัวหน้าโครงการวิจัย เปิดเผยว่า ทางคณะวิจัย ได้มีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการทั้งในด้านเทคนิค การเงิน และด้านสังคม รวมทั้งความเป็นไปได้ในการร่วมมือกับภาคเอกชน รวมถึงการออกแบบจัดทำแบบบ้านและประเมินราคาออกมาเป็นบ้านจำนวน 12 แบบ สำหรับ 4 ภูมิภาคของประเทศ

ซึ่งแบบบ้านทั้งหมดนี้ได้ออกแบบโดยใช้แนวคิดเรื่อง Universal design ที่เป็นแนวคิดการออกแบบสภาพแวดล้อมไปจนถึงสิ่งของเครื่องใช้ที่สามารถรองรับการใช้งานได้ทุกเพศ ทุกวัย และทุกสภาพร่างกายอย่างเท่าเทียม พร้อมใส่ลักษณะเฉพาะด้านภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ความเชื่อ และลักษณะสถาปัตยกรรม พื้นถิ่นที่สอดคล้องกับการดำรงชีวิตในปัจจุบัน ซึ่งมีราคาประหยัด ก่อสร้างง่าย มีความน่าอยู่ สบาย ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตามแนวคิด Eco village

"คณะวิจัย พยายามออกแบบบ้านเพื่อรองรับสภาพอากาศร้อนชื้น โดยการเพิ่มความเร็วลมผ่านอาคารให้มากที่สุด ซึ่งตัวบ้านจะมีลักษณะที่โปร่งรับลมธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ พร้อมออกแบบตัวบ้านให้หลีกเลี่ยงความร้อนจากรังสีดวงอาทิตย์ ด้วยการวางผังอาคารให้มีชานเรือนที่มีหลังคาคลุมทางทิศใต้ เพื่อป้องกันความร้อนจากรังสีตลอดทั้งวัน และออกแบบหลังคาให้ต่อจากชายคายื่นออกมาให้ลึกที่สุด  โดยมีเสารับ รวมถึงการใช้วัสดุไม่สะสมความร้อน ใช้วัสดุที่มีมวลอุณหภาพ (Thermal Mass) ที่ต่ำโดยเลือกวัสดุเปลือกอาคารเป็นส่วนผสมของไม้เทียม Smart Board ที่ปิดผิวนอกให้แก่ผนังชั้นในที่เป็นแกนกลาง ทำด้วยวัสดุผสมระหว่างคอนกรีตและเม็ดโฟม (BB Wall) ซึ่งมีค่าการกันความร้อนที่ดีกว่าผนังทั่วไป" ผศ.ดร.อรรจน์กล่าวเพิ่มเติม

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

 

 

 

ข่าววัสดุก่อสร้าง-เฟอร์นิเจอร์ อื่นๆ