Loading

โกลบอลเฮ้าส์ลุย12สาขาชิงตลาดชายแดน ทุ่มซื้อหุ่นยนต์ลดต้นทุน-ลดไซซ์โครงการ-ผุดดีซีวังน้อย100ไร่

วันที่ : 31 มีนาคม 2559
โกลบอลเฮ้าส์ลุย12สาขาชิงตลาดชายแดน ทุ่มซื้อหุ่นยนต์ลดต้นทุน-ลดไซซ์โครงการ-ผุดดีซีวังน้อย100ไร่

"โกลบอลเฮ้าส์" เปิดแผนธุรกิจปี'59 ทุ่มกว่า 2.4 พันล้าน ปักหมุด 12 สาขา ครอบคลุมตลาด "ไทย-ลาว-เมียนมา" เดินหน้ากลยุทธ์ป่าล้อมเมือง เจาะตลาด กทม.และปริมณฑล ลงทุน 20 ล้าน ปรับระบบเก็บสต๊อกสินค้า จับมือ "ขอนแก่น แหอวน" ใช้หุ่นยนต์จัดเก็บแบบอัตโนมัติ ลดต้นทุนการบริหารและขนาดที่ดิน ปีนี้ตั้งเป้าโต 10% ชี้วัสดุก่อสร้างยังขายดี

นายอภิสิทธิ์ รุจิเกียรติกำจร ประธานกรรมการ บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ศูนย์รวมวัสดุก่อสร้างและของตกแต่งบ้าน เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า แผนธุรกิจปี 2559 จะเปิดสาขาใหม่ 12 สาขา ในหัวเมืองหลัก หัวเมืองรอง กรุงเทพฯและปริมณฑล ใช้เงินลงทุนรวม 2,400 ล้านบาท หรือเฉลี่ยสาขาละ 200 ล้านบาท

ปักหมุด กทม.และปริมณฑล

"ไตรมาสแรกเปิดไปแล้วที่ปราณบุรี ไตรมาส 2-4 จะเปิดไตรมาสละ 3-4 สาขา หลังสงกรานต์จะเปิดที่ศาลายา จ.นครปฐม เป็นสาขาที่ 2 และที่สามโคก จ.ปทุมธานี ในเดือน พ.ค.นี้ จากนั้นมีสาขาสมุทรสงคราม สิงห์บุรี สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ซึ่งปีนี้เป็นปีแรกที่มาเจาะตลาดกรุงเทพฯและปริมณฑลมากขึ้น เพราะถึงเวลาที่บริษัทต้องขยายฐานตลาดจากต่างจังหวัดเข้ามาใกล้กรุงเทพฯมากขึ้น มองว่ามีกำลังซื้อสูง"

สำหรับจังหวัดชายแดนและเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่ผ่านมาบริษัทได้เข้าไปลงทุนมากแล้ว อาทิ จ.น่าน และแพร่ ปีนี้จะเปิดเพิ่มที่เชียงราย อุตรดิตถ์ เลย และกาญจนบุรี ส่วนที่เปิดไปแล้วมี จ.หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ ส่วนที่ยังไม่มีที่ดินพัฒนา ได้แก่ จ.แม่ฮ่องสอน ศรีสะเกษ และตาก

บุกลาว-เมียนมา

ส่วนสาขาต่างประเทศ โดยยุทธศาสตร์ของบริษัทมีความจำเป็นต้องเข้าไปลงทุนอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับว่าจะต้องเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ปัจจุบันได้เข้าไปลงทุนที่แขวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว โดยเข้าไปซื้อหุ้นบริษัทสุวรรณี เป็นร้านขายวัสดุก่อสร้างในท้องถิ่น โดยบริษัทถือหุ้น 40% อีก 60% เป็นของบริษัทสุวรรณี ขณะนี้ได้นำบริษัทเข้าตลาดหุ้นลาวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันมี 2 สาขา กำลังจะเปิดเพิ่มใน แขวงอื่น ๆ อีกประมาณ 1-2 สาขา

นอกจากนี้ยังได้เข้าไปลงทุนประเทศ เมียนมา ร่วมกับพาร์ตเนอร์ที่เป็นธุรกิจท้องถิ่น ชื่อ "โปรวัน" ใช้ชื่อว่า "โปรวัน โกลบอล" ซึ่งสาขาที่ 1-2 เป็นรูปแบบความร่วมมือในการเปิดสาขา แต่หลังเมียนมามีบังคับใช้กฎหมายใหม่ ทำให้สาขาที่ 3 กำลังจะเปิดต้องเป็นในรูปแบบการร่วมทุนกันในสัดส่วน 50 : 50 ในปีนี้มีแผนจะเปิดเพิ่มอีก 1-2 สาขา ซึ่งยอดขายทั้ง 2 ประเทศได้รับการตอบรับที่ดี โดยเฉลี่ยมียอดขายประมาณ 300-400 ล้านบาท/สาขา

ถึงสิ้นปีครบ 50 สาขา

"ตอนนี้ตลาดวัสดุแบบบิ๊กบ็อกซ์ดีมาก ปีนี้เราจะขยายเพิ่ม 12 สาขา จากปัจจุบันเปิดไปแล้ว 38 สาขา ถือว่าปีนี้เปิดมากที่สุด ก่อนหน้านี้เราโตช้า ๆ  ใน 9 ปีแรก มี 4 สาขา แต่ 10 ปีหลังเพิ่มมา 34 สาขา รวมเป็น 38 สาขา ตอนนี้ยิ่งเร่ง ถึงสิ้นปีอาจจะได้ 50 สาขา"

ทั้งนี้ บริษัทได้ปรับรูปแบบการก่อสร้างโครงสร้างอาคารเป็นแบบเหล็กโลหะเมทัลชีต แทนก่อสร้างด้วยอิฐ หลังเกิดปัญหาเรื่องหลังคาสโตร์ถล่มในช่วงที่ผ่านมา จะทำให้ก่อสร้างเร็วขึ้นจากเดิมใช้เวลากว่า 1 ปี อยู่ที่ 7 เดือนนับจากวันเริ่มตอกเสาเข็ม ทำให้การขยายสาขามากกว่าเดิมและเร็วกว่าเดิม

ทุ่ม 20 ล.พัฒนาระบบเก็บสินค้า

นอกจากนี้ยังได้ลงทุน 20 ล้านบาท ปรับปรุงระบบการทำงานใหม่ โดยมีระบบจัดเก็บ สินค้าที่พัฒนาขึ้นใหม่เป็นระบบอัตโนมัติที่ควบคุมการทำงานโดยคอมพิวเตอร์ด้วยการใช้โรบอต (หุ่นยนต์) มาจัดเก็บ เรียกว่า Automated Storage Retrieval System หรือระบบ AS RS เป็นระบบการจัดเก็บสินค้าและเรียกคืนสินค้าอัตโนมัติ จะเป็นวิธีการที่ทำให้สโตร์แต่ละแห่งใช้พื้นที่จัดเก็บสต๊อกสินค้าได้น้อยลง พร้อมกับปรับวิธีการจัดเก็บเป็นแบบแนวดิ่งมากขึ้น และใช้โรบอตเข้าไปจัดเก็บและเบิกสินค้าออกมาแทน

"จะช่วยลดต้นทุนขนาดที่ดินจะใช้ก่อสร้างสโตร์ลง รวมถึงค่าก่อสร้างและการปฏิบัติการด้วย ทำให้เราบริหารต้นทุนลดลง ตลอดไป เช่น ใช้รถโฟร์กลิฟต์น้อยลง เหลือสโตร์ละ 2 คัน"

ปลายปีเปิดดีซีวังน้อยใหญ่สุด

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า ปลายปีนี้จะนำโรบอตไปใช้ที่ศูนย์กระจายสินค้า (แวร์เฮาส์) ที่ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นศูนย์กระจายสินค้าแห่งแรกของบริษัท สร้างบนที่ดินขนาด 100 ไร่ พื้นที่ก่อสร้างประมาณ 3 หมื่นตารางเมตร เป็นอาคารสูง 20 เมตร มีชั้นจัดเก็บ 13 ชั้น ใช้เงินลงทุนประมาณ 500 ล้านบาท อยู่ติดกับศูนย์กระจายสินค้าของเอสซีจี ปัจจุบันกำลังก่อสร้างจะแล้วเสร็จปลายปีนี้ ซึ่งที่นี่จะใช้วิธีการเก็บสินค้าแบบแนวดิ่ง มีช่องเก็บสินค้ากว่า 4 หมื่นช่อง และใช้โรบอตจำนวน 13 ตัว ทำหน้าที่ในการจัดเก็บและส่งสินค้าเพื่อนำไป ส่งยังสโตร์ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ

"ลงทุนตรงนี้เพื่อแก้ปัญหาการจัดหาพื้นที่เก็บสต๊อกสินค้า แต่ละสโตร์จะมีพื้นที่ น้อยมาก อีกทั้งจะช่วยเรื่องโลจิสติกส์ ทำให้เราส่งสินค้าได้ทั้งวัน ซึ่งสโตร์ปลายทางไม่ต้องเก็บสต๊อกมาก พอเราเป็นศูนย์กระจายสินค้าต้องมีสินค้ามากในพื้นที่นี้ ถ้ามีระบบนี้ ทำให้สามารถให้เราเก็บสินค้าได้เหมาะสมกับความต้องการของสาขาได้ทุกวัน ทำให้การบริหารจัดการสต๊อกเป็นระเบียบและราบรื่น ใช้เวลาสั้น"

ผนึกขอนแก่นแหอวนใช้หุ่นยนต์

สำหรับระบบโรบอต นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ใช้ระบบของบริษัท ขอนแก่น แหอวน ซึ่งมีการพัฒนาระบบเองอยู่แล้ว โดยจะนำมาใช้กับสโตร์ เพราะเป็นระบบที่ไม่ซ้ำซ้อน ส่วนที่ศูนย์กระจายสินค้าจะเป็นรูปแบบพัฒนาร่วมกัน โดยบริษัทมีวิศวกรเข้าไปร่วมด้วย

"ระบบเหล่านี้เรามาคิดหลังเปิดสาขาไปเยอะแล้ว แรก ๆ สาขาน้อยยังไม่อยากมีดีซี เพราะมีค่าใช้จ่าย แต่พอสาขามากก็เป็นประโยชน์ ไม่มีไม่ได้ ของเราจะเป็นทั้งระบบจัดเก็บ เบิก จัดของ และรวมของ ทำให้จำนวนสต๊อกลดลง แล้วแต่สินค้า เดี๋ยวนี้ไม่จำเป็นต้องสต๊อกไว้เป็นเดือน ๆ ก็สามารถส่งได้ทุกวัน"

ปี'58 ยอดขายเพิ่ม 8.2%

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า สำหรับยอดขายปี 2558 ที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 17,410 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.2% จากปี 2557 มีรายได้อยู่ที่ 16,055 ล้านบาท ส่วนกำไรอยู่ที่ 877 ล้านบาท มากกว่าปี 2557 มีกำไรอยู่ที่ 702 ล้านบาท โดยยุทธศาสตร์การแข่งขันโมเดิร์นเทรดในส่วนของบริษัท คือ พัฒนาประสิทธิภาพการขาย การตลาด การบริการ และระบบ ตอนนี้จะเห็นว่ามีหุ่นยนต์ นอกจากนี้จะพัฒนาระบบการขาย เช่น สมาชิก ที่สามารถเดินเข้าไปยื่นบัตรประชาชนโดยไม่ต้องกรอกข้อมูล สามารถอ่านจากไมโครชิปได้ทันที เมื่อมาซื้อของและมีคูปองรายการชิงโชค เดิมต้องจำกัดจำนวนซื้อและนั่งกรอกข้อมูล แต่เมื่อซื้อจำนวนคูปองจะกรอกให้เรียบร้อยและยื่นในกล่องได้

"พยายามพัฒนาระบบให้เฟรนด์ลี่มากขึ้น เราไม่เคยให้เครดิตใคร ขายเงินสด และเครดิตการ์ด ถ้าจะเชื่อต้องมีแบงก์การันตี ลูกค้ายังเป็นผู้ซื้อและรับเหมา"

          สำหรับตลาดในปีนี้ ในภาพรวมจะต้องดีกว่าปี 2558 แม้เศรษฐกิจจะไม่ค่อยดีอย่างที่ทุกคนรู้ แต่ว่าในเรื่องของวัสดุก่อสร้างเป็นปัจจัย 4 ยังไงต้องใช้ และมูลค่าตลาด 3-4 แสนล้านบาท/ปี ยังเป็นตลาดที่ใหญ่และยังไปได้ดี ถึงจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ แต่น้อยมาก

'อภิสิทธิ์' ขุนพลมือบริหาร

เรียกว่ามีชื่อคู่มากับ "โกลบอลเฮ้าส์" ตั้งแต่แรกเริ่มเลยทีเดียว สำหรับ "อภิสิทธิ์ รุจิเกียรติกำจร" ถึงปัจจุบันจะอายุ 71 กะรัต แต่ก็ยังแข็งแรง แถมยังนั่งบริหารงานใน 5 บริษัท ซึ่งแต่ละบริษัทล้วนมีธุรกิจที่แตกต่างกัน

นอกจากจะรั้งเก้าอี้ประธานกรรมการ บมจ.สยามโกลบอลเฮ้าส์ยังนั่งเป็นประธานกรรมการบริษัท(Chairman) อีก 4 แห่ง ได้แก่"SEAOIL" หรือ บมจ. ซีออยล์ เป็นธุรกิจจัดหาและจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันหล่อลื่นในแถบเอเชีย ในปี 2558 มีรายได้ 2,617.94 ล้านบาท "ABM" หรือ บจ.เอเชีย ไบโอ แมส เป็นธุรกิจด้านพลังงานชีวมวลที่ "อภิสิทธิ์" บอกว่าเป็นธุรกิจรุ่งอรุณ เดิมมาจาก บจ.อุตสาหกรรมผงธูปไทย ของกลุ่มบริษัท "ก๊กฮวด" ที่เริ่มธุรกิจครั้งแรกเมื่อ 60 ปีที่แล้ว จากร้าน ก๊กฮวด เป็นผู้ผลิตผงธูป และจำหน่าย เชื้อเพลิงชีวมวล จากเศษไม้, ไม้ฟืน, แกลบ

ในปี 2558 มียอดขาย 1,300 ล้านบาท มาจากในประเทศ 70% และต่างประเทศ 30% ปีนี้ตั้งเป้า1,800-2,000 ล้านบาท โดยต่างประเทศจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น เพราะอนาคตตลาดในประเทศจะเริ่มลดน้อยลง

"OPGTECH" หรือบจ. โอพีจี เทค ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2551 มีผู้ถือหุ้นและทีมผู้บริหารคนไทย 100% ดำเนินธุรกิจปาล์มน้ำมันสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร พลังงาน และอื่น ๆ มีบริษัทในเครืออยู่ที่ สปป.ลาว ชื่อ "บจ.ลาว แอกโก เทค" มีพื้นที่ปลูกปาล์มอยู่ที่แขวงเวียงจันทน์ประมาณ 1 พันไร่ ใช้เป็นฐานผลิต ล่าสุดขยายพื้นที่ ปลูกเพิ่มอีก 1 หมื่นไร่ในแขวงไซยะบุรี เพื่อ ส่งไปขายยังประเทศจีนตอนใต้ ในปี 2558 มียอดขาย 12,000 ล้านบาท

สุดท้าย "AGE" หรือ บมจ.เอเชีย กรีน เอนเนอจี เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายถ่านหินสะอาด ที่มีคุณภาพดี จากประเทศอินโดนีเซีย และทำธุรกิจโรงไฟฟ้า ซึ่งบริษัทได้ขยายการลงทุนภายใต้ บจ.เอจีอี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง เพื่อประกอบธุรกิจโรงไฟฟ้าและพลังงานทดแทน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ปัจจุบันมีที่ จ.สุโขทัยเป็นโครงการแรก อยู่ระหว่างก่อสร้าง โดยเป็นโครงการผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าจากชีวมวลขนาด 2 เมกะวัตต์ ด้านรายได้ในปี 2558 อยู่ที่ 4,317 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 110 ล้านบาท

ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

 

 

 

ข่าววัสดุก่อสร้าง-เฟอร์นิเจอร์ อื่นๆ