Loading

โมโนเรลหาดใหญ่ เนื้อหอมเอกชน จีน-มาเลย์ สนลงทุน

วันที่ : 18 กุมภาพันธ์ 2559
โมโนเรลหาดใหญ่ เนื้อหอมเอกชน จีน-มาเลย์ สนลงทุน

สมชาย สามารถ

โครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยวหาดใหญ่ หรือโมโนเรลหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ยังไม่ได้ข้อสรุปชัดเจน โดยต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา) แถลงสรุปผลการศึกษาออกแบบระบบขนส่งมวลชนโดยระบบรางเดี่ยว (โมโนเรล) ระยะทาง 12.5 กิโลเมตร ซึ่งโครงการดังกล่าวจะก่อสร้างอยู่ในพื้นที่เทศบาลเมืองบ้านพรุ เทศบาลเมืองคอหงส์ และเทศบาลนครหาดใหญ่ รวมมูลค่าโครงการประมาณ 16,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณลงทุนที่สูงมาก

เรื่องนี้ นายนิพนธ์ บุญญามณี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา บอกว่า ขณะนี้มีนักลงทุนจากสาธารณะรัฐประชาชนจีนสนใจ นอกจากนี้ยังมีนักลงทุนจากเกาหลี รวมถึงมาเลเซียแสดงความสนใจติดต่อเข้ามา มาเลเซียมีระบบสำหรับการสร้างโมโนเรลได้ ซึ่งเปิดให้บริการในกรุงกัวลาลัมเปอร์ เขาทำสำเร็จมาแล้ว นอกจากนี้ยังมีกลุ่มทุนจากต่างประเทศที่ติดต่อเข้ามาเป็นรูปธรรมชัดเจนแล้ว เขาสนใจเข้ามาลงทุนโครงการนี้ ซึ่งขึ้นอยู่ที่ขั้นตอนระเบียบ ขั้นตอนกฎหมายว่าเปิดกว้างให้เขาเข้ามาแค่ไหน หรือแม้กระทั่งการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเข้ามาดำเนินการโครงการนี้เอง

"อยู่ที่ว่า อบจ.สงขลา จะผลักดันโครงการนี้อย่างไรต่อไปเท่านั้นเอง อยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรที่จะให้โครงการนี้เกิดประโยชน์สูงสุด" ส่วนความกังวลว่าโครงการนี้มีมูลค่าการลงทุนสูง อบจ.สงขลาจะเอาเงินจากไหน คิดว่าประเด็นนี้มีกลุ่มนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนมั้ย มีแน่นอน แต่ปัญหามันอยู่ที่กฎระเบียบว่าจะเอื้อหรือไม่

ฉะนั้น อบจ.สงขลา จะเดินหน้าโครงการนี้อย่างเร่งด่วน และที่สำคัญโครงการนี้ สนข.มีความก้าวหน้าและสอดคล้องกับแผนของ สนข. และเป็นโครงการที่ก้าวหน้าเป็นรูปธรรมมากที่สุดเมื่อเทียบกับ 5 จังหวัด ที่มีการดำเนินการโครงการแบบนี้ "โครงการของเราศึกษาจบแล้ว มีแบบพร้อมสร้างเรียบร้อยหมดแล้ว นี่คือสิ่งที่เราผลักดันให้เป็นรูปธรรมสำหรับการแก้ปัญหาจราจรในนครหาดใหญ่และปริมณฑล ซึ่งปัจจุบันมีปัญหารถติดมากและมีกระทบต่อธุรกิจ"  นายก อบจ.สงขลา กล่าวและว่า วันนี้กระทรวงคมนาคม มายืนยันเองว่าโครงการนี้ไม่ใช่เรื่องที่ อบจ.สงขลา คิดเองเออเองเหมือนที่ผ่านมา แต่เป็นการยืนยันว่าภาครัฐที่ดูแลเรื่องการคมนาคมและการขนส่งของประเทศมายืนยันว่าโครงการของ อบจ.สงขลา มีความพร้อมที่สุดในขณะนี้   สำหรับการดำเนินการหลังจากนี้ไปก็คือ อบจ.สงขลา ต้องการหารือกับจังหวัด องค์กรที่เกี่ยวข้องและทุกภาคส่วนว่าจะเดินหน้าโครงการนี้อย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนและเป็นรูปธรรมเร็วที่สุด

ขณะที่นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีการดำเนินการโครงการจะต้องชัดเจน เรื่องการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) การมีส่วนร่วมของประชาชนต้องได้รับการยอมรับ ก่อนนำเสนอขออนุมัติโครงการ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการในลักษณะให้หน่วยงานของรัฐเป็นผู้ดำเนินการหรือจะเชิญชวนภาคเอกชนเข้ามาร่วม ซึ่งขั้นตอนจากนี้ไปต้องมีการประชุมหารือและมอบให้ใครเป็นเจ้าของโครงการ ซึ่งจะต้องไปทำหน้าที่ผลักดันโครงการ จนกระทั่งโครงการผ่านความเห็นของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

"โครงการนี้ควรจะต้องผ่านจังหวัด ที่จะมีการหารือกันอย่างรอบคอบว่าโครงการจะช่วยแก้ไขปัญหาการจราจรของ จ.สงขลาได้อย่างไร หรือการผ่านความเห็นของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) จังหวัดไปอีกช่องทางหนึ่ง ก็เป็นสิ่งที่จะทำให้มีน้ำหนักในการผลักดัน"

อีกส่วนหนึ่งเนื่องจากโครงการพัฒนาระบบขนส่งมวลชน กระทรวงคมนาคมได้มอบให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กรณีที่เกิดโครงการขนส่งมวลชนไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็กหรือใหญ่ การสนับสนุนของภาครัฐที่ควรจะเกิดขึ้นกับท้องถิ่นควรจะเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ อันนี้ก็อยู่ระหว่างการศึกษากันอยู่ แต่ถ้าเกิดว่าการศึกษาโครงการสามารถแสดงถึงศักยภาพการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นจะเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบโครงการอย่างไร สมมุติว่าท้องถิ่นหลังจากรับฟังความเห็นทุกคนเห็นว่าโครงการนี้ควรจะมีที่จอดรถ เป็นไปได้หรือไม่ว่าในมูลค่าโครงการ 16,000 ล้านบาท อาจจะมีการลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท หรือ 500 ล้านบาท หรือ 2,000 ล้านบาท ที่ท้องถิ่นจะเป็นผู้ลงทุน เหมือนเป็นการแสดงให้เห็นว่าท้องถิ่นพร้อมสนับสนุนงบประมาณบางส่วนเพื่อดำเนินการ

"ยกตัวอย่างท้องถิ่นสนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างที่จอดรถ ต้องไปดูที่วัตถุประสงค์ ไปดูการใช้เงินของ อบจ.สงขลา ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ ลักษณะนี้จะทำให้สามารถเดินไปได้  ส่วนการอนุมัติโครงการก็อย่างที่เรียนคือต้องมีความพร้อมทุกระดับชั้น มีการตกผลึกระหว่างหน่วยงานในพื้นที่เห็นด้วยกับโครงการ ปัจจุบันการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ในการพัฒนารถไฟฟ้าในต่างจังหวัดเขาก็มีความสนใจ แต่ตัวเลขการลงทุนในโครงการนี้เท่าที่ดูคร่าวๆ วงเงินลงทุน 16,000 ล้านบาท ต้องการเงินจากภาครัฐไม่ว่าจะรัฐส่วนกลางหรือองค์กรท้องถิ่นสนับสนุนสูงถึง 93 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 15,000 ล้านบาท ภาคเอกชนที่จะเข้ามาร่วมลงทุนเพียง 1,000 ล้านบาท หรือหอการค้าและสภาอุตสาหกรรมจะร่วมกันเป็นเจ้าภาพพัฒนาเมือง

"สิ่งที่จะตามมาจากการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนในอนาคตก็คือความเจริญของเมือง การเพิ่มมูลค่าในเรื่องการจัดเก็บภาษีของท้องถิ่นที่เจริญเติบโตตามมา กระทรวงคมนาคมก็พยายามหาหลักเกณฑ์แล้วก็พยายามสนับสนุน แต่แน่นอนว่างบประมาณสนับสนุนจากส่วนกลางของภาครัฐซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาจากสภาพัฒน์ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ ฉะนั้นข้อมูลที่จะเสนอโครงการ และความตั้งใจของท้องถิ่นที่จะผลักดันและร่วมดำเนินการในโครงการก็คิดว่าเป็นสาระสำคัญ และทำให้โครงการนี้เดินไปได้ เป็นไปได้"

ส่วน ดร.นครินทร์ สัทธรรมนุวงส์ หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาการจราจรและขนส่ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ผู้ดำเนินการศึกษาโครงการ กล่าวว่า การศึกษาโครงการนี้จะใช้เงินลงทุน 16,000 ล้านบาท สมมุติว่า อบจ.สงขลา มีเงินมาลงทุน ถามว่าการกำหนดอัตราค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสาย ระยะทาง 12.5 กิโลเมตรคุ้มหรือไม่ คำตอบก็คือไม่คุ้ม ฉะนั้นคำตอบก็คือรัฐจะต้องลงทุนเยอะพอสมควร เพียงพอที่จะนำเงินค่าโดยสาร 20 บาทต่อคนตลอดสาย มาหล่อเลี้ยงโครงการนี้ได้ ศึกษาต่อไปว่า ในขณะที่รัฐบาลก็บอกว่าให้เอกชนเข้ามาบริหารดีไหม เพราะว่าถ้ารัฐบริหารก็จะมีปัญหาเรื่องซื้ออะไหล่ อะไรต่างๆ มากมายคือบริการแล้วไม่คล่องตัว  นายก อบจ.สงขลา ก็เลยบอกว่าให้ลองคิดว่าถ้าให้เอกชนเข้ามาลงทุนคือมีส่วนในการจ่ายเงิน โดยเอกชนเก็บเงินค่าโดยสารโดยที่ อบจ.เป็นคนกำหนดว่าจะเก็บเท่าไหร่ ซึ่งสรุปว่าคนละ 20 บาทตลอดสาย เขาจะต้องลงทุนเท่าไหร่ มันถึงจะจูงใจให้เอกชนเข้ามาลงทุน เพราะถ้าลงทุนแล้วขาดทุนก็คงไม่มีใครมาลงทุน

"เราก็ประเมินตัวเลขว่าถ้าจะให้เอกชนเข้ามาลงทุนในโครงการนี้ เอกชนจะต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 1,000-1,200 ล้านบาท เอกชนจะได้รับผลตอบแทนในอัตราประมาณ 9 เปอร์เซ็นต์ ในสัมปทาน 30 ปี ซึ่งถ้าเป็นตัวเลขแบบนี้มันจูงใจให้เอกชนเข้ามาลงทุนได้" เพราะฉะนั้นถ้าหากเอกชนลงทุน ยังหมายความว่ารัฐบาลและอบจ. หรือรัฐบาลส่วนกลางร่วมกับรัฐท้องถิ่น ยังต้องลงทุนอีก 15,000 ล้านบาท ดีไม่ดีอาจจะเป็นเงินให้เปล่าด้วยซ้ำ เพื่อให้โครงการนี้เดินไปได้"

ฉะนั้นผลการศึกษาทางด้านการเงิน รัฐซึ่งหมายถึงรัฐบาลกลางหรือรัฐท้องถิ่นจะต้องลงทุน 93 เปอร์เซ็นต์ ในโครงการนี้เอกชนจะลงทุน 7 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ถึงจะมีแรงจูงใจให้เอกชนเข้าร่วมการลงทุนในโครงการนี้ส่วนคำถามที่มาของอัตราค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสาย คือในการศึกษาเรามีโจทย์ว่าอัตราเท่าไหร่ชาวบ้านถึงจะจ่ายได้และยอมใช้บริการเพราะหากจะคิดคำนวณจากต้นทุนอัตราค่าโดยสารเกินคนละ 200 บาทแน่นอน แต่ถามว่าหากเก็บในอัตรา 200 บาทแล้วใครจะขึ้นโครงการก็เป็นไปไม่ได้ เราจึงใช้วิธีการวิจัยสอบถามประเมินว่าค่าโดยสารเท่าไหร่ชาวบ้านจึงจะขึ้น เราตั้งไว้ที่ 30 บาทต่อคนตลอดสาย ซึ่งมีการสัมภาษณ์ชาวบ้านว่าเห็นด้วยหรือไม่ ระยะทาง 12 กิโลเมตร สรุปว่า 20 บาทต่อคนขึ้นแน่นอน 25 บาทต่อคนขึ้นน้อยหน่อย 30 บาทต่อคน มีคนหายไปครึ่งหนึ่ง  จึงสรุปว่าอัตราค่าโดยสารเราควรจะตั้งไว้ที่ 20 บาทต่อคนตลอด

ณ วันนี้หากมีการดำเนินการโครงการ แต่หากโครงการนี้ดำเนินการในอีก 5 ปีข้างหน้าอัตราค่าโดยสารก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลง จึงสรุปว่าถ้าโครงการนี้เกิดขึ้นวันนี้อัตราค่าโดยสาร 20 บาทต่อคนตลอดสาย เป็นราคาที่ประชาชนรับได้ และนำอัตราค่าโดยสาร 20 บาทไปคำนวณจำนวนผู้โดยสาร นำเสนอต่อเอกชนที่จะเข้ามาลงทุน

ที่มา : หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก

 

 

 

ข่าวพัฒนาสาธารณูปโภค อื่นๆ