Loading

ส่องกล้องธุรกิจอสังหาฯ 59

วันที่ : 11 มกราคม 2559
ส่องกล้องธุรกิจอสังหาฯ 59

ปี 2559 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ต้องผจญกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกสูงกว่าทุกปีที่ผ่านมาปัญหาในประเทศจะมีปัญหาน้ำขาดแคลนในภาคเกษตรกรรมล้วนอยู่ในระดับราคาต่ำแบบสุดๆ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่รอการลงทุนของภาครัฐที่จะเร่งโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ประมาณ 20 โครงการ มูลค่าหลายแสนล้านบาท เพื่ออัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนมหาศาล แต่อนิจาทุกรัฐบาลที่ผ่านมาก็ใช้กลยุทธ์ดังกล่าว หลังจากเวลาผ่านไปอภิมหาโครงการต่างๆ ก็ไม่คืบหน้าแต่อย่างใด ผู้ประกอบการต้องทำใจไว้ล่วงหน้า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เข้าโหมด "ขาลง" อย่างแน่นอนท่ามกลางการเมืองที่ยังไม่รู้อนาคตอีกต่างหาก

โอภาส ศรีพยัคฆ์

กรรมการผู้จัดการ

บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด(มหาชน)

"ปี 2559 ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะอยู่ในวงจร "ขาลง"  หลังจากตลาดเติบโตต่อเนื่องกว่า 10 ปีที่ผ่านมาเพราะมีปัจจัยลบรอบด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจในประเทศ หนี้ครัวเรือน ปัญหา เงินทุนไหลออก รวมถึงวิกฤตเศรษฐกิจยุโรป  และเศรษฐกิจจีนเริ่มชะลอตัว ในแง่ของซัปพลายโดยรวม คอนโดมิเนียมจะมีภาวะโอเวอร์ซัปพลายในทำเลที่ผู้ประกอบการมีการแข่งกันพัฒนาตลาดมากเกินความต้องการ ขณะที่โดยรวมยังคงไม่โอเวอร์ซัปพลาย"

อลิวัสสา พัฒนถาบุตร

กรรมการผู้จัดการ

บริษัท ซีบี  ริชาร์ด เอลลิส(ประเทศไทย) จำกัด

"แนวโน้มการทำธุรกิจอสังหาฯ ปี 2559 คือ ราคาถ้าทำราคาขายให้ตรงกับความต้องการลูกค้า และเหมาะสมกับทำเล การขายก็จะไปได้ดี แต่ที่อันตรายคือ การขายราคาสูง ในทำเลที่ไม่ดี ทำให้ขายไม่ได้ ทำเลที่มีศักยภาพในการพัฒนาโครงการ ได้แก่ จตุจักรพหลโยธิน รัชดาภิเษก พระราม9 ฝั่งธนบุรี สุขุมวิทตอนต้น เพราะเป็นทำเลใกล้เมือง เป็นแหล่งงาน มีโครงการเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ และมีสำนักงาน อสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มตลาดในบางทำเล เช่น ส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าบางซื่อบางใหญ่(สายสีม่วง) และอ่อนนุชแบริ่ง  เนื่องจากมีดีมานด์และซัพพลายไม่สมดุลกัน รวมถึงราคาที่ดินที่เพิ่มสูง  ทำให้ราคาที่อยู่อาศัยกลุ่มตลาดระดับล่างไม่สามารถซื้อได้  ส่งผลทำให้เกิดภาพความต้องการซื้อมีในตลาด  แต่ซื้อไม่ได้เพราะราคาสินค้าสูงเกินไป  หากมีมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ  ออกมา  จะเป็นการกระตุ้นบรรยากาศในการซื้อขายโดยรวมทั้งกลุ่มสินค้าพร้อมอยู่และรีเซล ทั้งนี้ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ซื้อด้วย ปี 2559  อัตราการเติบโตยังชะลอตัวต่อเนื่องจากปี 2558  ถือว่าเป็นภาวะปกติ ของตลาดอสังหาฯ  ที่มีการเติบโตสูงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  และเชื่อว่าไม่เกิดฟองสบู่กับตลาดอสังหาฯ เหมือนวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540  และคาดว่าจะมีกลุ่มนักลงทุนเข้ามาลงทุนในตลาดอสังหาฯ มากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนระยะยาว"

สัมมา คีตสิน

ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์    ธนาคารอาคารสงเคราะห์

"ตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2559 จะได้รับอนิสงส์จากแนวโน้มเศรษฐกิจ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยต่ำ การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ซึ่งไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเนื่องจากกลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนามยังไม่มีความพร้อม ทำให้นักลงทุนข้ามชาติเข้ามาใช้ไทยเป็นฐานในการเข้ามาลงทุนมากขึ้น ทั้งที่อยู่อาศัย สำนักงาน นิคมอุตสาหกรรมและอื่นๆ การเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีม่วงเส้นทางบางซื่อ-บางใหญ่ ในช่วงเดือนสิงหาคม 2559 จะทำให้อสังหาฯ ในย่านนั้น  รวมถึงบริเวณใกล้เคียงได้รับประโยชน์ การเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองสะดวกมากขึ้น  เกิดศูนย์กลางธุรกิจใหม่ๆ ในกรุงเทพฯ ได้แก่ บริเวณ 5 แยกลาดพร้าว รัชดา เป็นต้น ในขณะเดียวกัน ก็เกิดปัญหาคอนโดมิเนียมล้นตลาดในหลายพื้นที่ นอกจากนี้ ภาคอสังหาฯ ยังได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ไปจนถึงเดือนเมษายน  ซึ่งจะทำให้มียอดโอนมากขั้น รวมถึงการหักลดหย่อยภาษีจากการซื้อบ้านหลังแรกที่จะสิ้นสุดในสิ้นปี 2559  ส่วนปัจจัยที่คาดว่าจะส่งผลกระทบ เช่น ภาวะเศรษฐกิจ ทิศทางอัตราดอกเบี้ย ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2559 จะยังเติบโตได้ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา จากปัจจัยบวกทั้งอัตราดอกเบี้ยที่ยังทรงตัวอยู่ระดับต่ำ  ภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มดีขึ้น กำลังซื้อเริ่มกลับมา หลังจากที่รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายๆ ด้าน และโดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เชื่อว่าจะเห็นผลที่ชัดเจนขึ้นในไตรมาสแรกปี 2559"

อธิป พีชานนท์

นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร

"3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ คือ สมาคมอาคารชุดไทย สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย และสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ได้เข้าร่วมประชุมกับภาครัฐ เพื่อหารือถึงแนวทางการสร้างที่อยู่อาศัย ให้ผู้มีรายได้น้อย ในโครงการบ้านประชารัฐ  โดยเห็นว่าข้อเสนอของภาครัฐนั้น นำไปปฏิบัติจริงได้ยาก  จึงเสนอให้แนวคิดการดำเนินโครงการในส่วนของเอกชน ในรูปแบบให้ลงทุนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์โดยสมบูรณ์ ไม่ใช่เป็นการเช่าสิทธิ์ 30 ปี เพียงอย่างเดียวอย่างที่รัฐเสนอมา การดำเนินโครงการบ้านประชารักษ์ต้องใช้งบประมาณ ก่อสร้างจำนวนมาก ข้อมูลและความชัดเจนต้องมี เพราะจำเป็นต่อการวางแผนงาน  แต่ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนใดๆ  โดยเฉพาะเรื่องการปล่อยสินเชื่อให้ผู้มีรายได้น้อยที่จะซื้อที่อยู่ในโครงการนี้  สถาบันการเงินใดจะรับผิดชอบขณะที่เอกชนไม่ได้กลัวเรื่องการลงทุน แต่กลัวว่าทำไปแล้วผู้ซื้อ ยื่นขอกู้ไม่ผ่าน ส่วนกรณีการร่วมทุนนั้น  ไม่จำเป็นต้องตั้งบริษัทร่วมทุนขึ้นมา  ควรเปิดให้มีการลงทุนอิสระหากผู้ประกอบการเอกชนรายใดมองเห็นว่าที่ดินแปลงนี้มีศักยภาพและทำได้ ไม่ขาดทุน ควรปล่อยให้เป็นดุลพินิจของเอกชน"

ดร.โสภณ พรโชคชัย

ประธานกรรมการบริหาร

ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย

บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด

"ราคาที่อยู่อาศัยในปี 2559 อาจไม่เพิ่มขึ้น แต่อาจจะลดลง เพราะ 1.ราคาประเมินที่ดินของทางราชการถึงแม้จะเพิ่มขึ้น 25% ก็เป็นการเพิ่มขึ้นในรอบ 4 ปี ราคาตลาดเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่านี้ และที่สำคัญราคาประเมินของทางราชการต่ำกว่าราคาตลาดเป็นอย่างมาก  การปรับเพิ่มของราคาที่ดินของทางราชการจึงไม่มีผลใดๆ ยกตัวอย่างเช่น ราคาที่ดินที่แพงที่สุดในย่านสีลม ทางราชการประเมินไว้ 8 แสนบาทต่อ ตารางวาเมื่อปี 2555-2558 ราคาในปี 2559-2562 ประเมินเป็น 1 ล้านบาทต่อตารางวา ส่วนราคาที่ดินที่แพงสุดตามราคาตลาด คือบริเวณสยาม ชิดลม เพลินจิต จะมีราคา 1.9 ล้านบาทต่อตารางวาในปี 2559  ในขณะที่ทางราชการประเมินไว้เพียง 9 แสนบาทต่อตารางสำหรับปี 2559-2562  2.สำหรับราคาค่าก่อสร้างอาคารในรอบ 1 ปี ที่ผ่านมากลับลดลง 6.1%  โดยเหล็กปรับลดลงมากที่สุด 18.2% และในรอบ 9 เดือนของปี 2558 ราคาค่าก่อสร้างโดยรวมก็ปรับลดลง 4.6%  ซึ่งราคาค่าก่อสร้างนี้รวมทั้งค่าแรงและค่าวัสดุแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีแนวโน้มว่าราคาที่อยู่อาศัยจะเพิ่มขึ้นในขณะที่ราคาค่าก่อสร้างลดลง  3.ภาวะเศรษฐกิจในปี 2559  บางสำนักคาดว่าจะมีการเจริญเติบโตมากขึ้น แต่บางสำนักก็คาดว่าจะมีแนวโน้มหดตัวลงอีก ดังนั้นกำลังซื้อจึงยังจำกัด  โอกาสที่จะขึ้นราคาที่อยู่อาศัยจึงเป็นไปได้ยาก"

สงกรานต์ อิสสระ

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ

บริษัท ชาญอิสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด(มหาชน)

"ปี 2559 แม้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจ และการเมืองยังมีผันผวนทั้งในตลาดโลก รวมถึงประเทศไทย  แต่ชาญอิสสระมีความเชื่อมั่นว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในภาพรวมมีแนวโน้มเติบโตได้ โดยมองว่าปัจจัยด้านบวกที่จะส่งผลต่อภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่  ทำเลที่ตั่งของโครงการ จะเห็นได้ว่าสำหรับตลาดในกรุงเทพมหานคร แนวโน้มของโครงการบ้านพักอาศัยระดับไฮเอนด์สามารถเติบโตได้อยู่เพราะยังคงมีความต้องการจากกลุ่มลูกค้า ส่วนตลาดต่างจังหวัด โครงการที่ตั้งอยู่ท่ามกลางแหล่งท่องเที่ยวจะได้รับความสนใจ และตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้า และในขณะเดียวกัน สถานการณ์เศรษฐกิจ  และการเมืองของโลกอาจจะส่งผลให้เกิดกำลังซื้อและผลิตภัณฑ์มวลรวมลดลงบ้าง  แต่สำหรับในประเทศไทย  ถ้าสถานการณ์ทางการเมืองนิ่ง ตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็จะสามารถกลับมาฟื้นตัวได้เพราะคณะทำงานของรัฐบาลปัจจุบันมีนโยบายที่เข้ามาช่วยส่งเสริม และกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนและกำลังซื้อของลูกค้าก็จะเพิ่มมากขึ้น มองว่าไตรมาส 3-4 ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์จะดีขึ้นแน่นอน"

วีรพงศ์ ไชยเพิ่ม

ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)

"ปี 2559 กนอ.จะเร่งนัดเตรียมการบริหารจัดการพื้นที่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ระยะที่ 1 กนอ.ได้ปรับแผนให้เร็วขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่อรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โดยอยู่ระหว่างการเตรียมการและทำสัญญาเช่าที่ดินกับกรมธนารักษ์  รวมถึงการปรับพื้นที่ การแบ่งแปลงที่ดิน และความพร้อมด้านระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เพื่อให้นักลงทุนเห็นเป็นรูปธรรม โดยคาดว่าจะเปิดตัวได้ประมาณ  กุมภาพันธ์-มีนาคม 2559 นอกเหนือจากนี้ก็ยังมีการติดตามการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และเขตเศรษฐกิจพิเศษ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ที่จะทำให้เป็นรูปธรรม โดยล่าสุดทั่งสองพื้นที่  กนอ.อยู่ระหว่างประสานกับกรมธนารักษ์เพื่อดำเนินการจัดพื้นที่ส่งมอบให้ กนอ. ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการได้ช่วงต้นปี 2559 ขณะเดียวกัน การที่รัฐมีนโยบายส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมที่ชัดเจนทั้งคลัสเตอร์และซูเปอร์คลัสเตอร์  คาดว่าจะมีส่วนสำคัญต่อการกระตุ้นการลงทุนปี 2559 ซึ่งจะเห็นได้ชัดในไตรมาสแรก โดย กนอ.ตั้งเป้าหมายยอดขายพื้นที่นิคมไว้ที่ประมาณ 3,000 ไร่

ทั้งนี้ การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ จะชัดเจนมากขึ้น และแต่ละที่ก็มีพื้นที่ตั้งแต่ 600-1,000 ไร่ และคาดว่าจะเกิดการลงทุนพัฒนาไม่ต่ำกว่า 6,000-10,000 ล้านบาทในแต่ละพื้นที่ และเกิดการจ้างงานประมาณ 6,000-10,000 คน   แต่สิ่งสำคัญคือรายได้ที่จะเกิดขึ้นสู่ประเทศโดยตรง 4,000-8,000 ล้านบาทต่อปี  และนิคมที่จัดตั้งในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนยังเป็นการรองรับการขนส่ง หรือนิคมบริการด้านโลจิสติกส์ที่สำคัญมากเพราะจะเป็นการเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC"

ภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ

กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด

"การสำรวจความต้องการคอนโดมิเนียมจากผู้บริโภคในกลุ่มคนทำงานผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียวเข้ม และสีเขียวอ่อน พบว่า กลุ่มผู้บริโภคที่ทำงานในพื้นที่ใกล้แนวรถไฟฟ้า และใช้บริการช่วงอายุ 25-35 ปี เริ่มต้องการที่อยู่อาศัยในทำเลพื้นที่ชั้นนอกของเมืองมากขึ้น  แต่อย่างไรก็ตาม   ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคงต้องการมีที่อยู่อาศัยใกล้รถไฟฟ้า  โดยราคาที่ต้องการอยู่ที่ 2.5 ล้านบาท ซึ่งอาจขยับได้ถึง 3-4 ล้านบาท  ซึ่งขนาดห้องที่ต้องการคือ ประมาณ 35-40 ตารางเมตร ทั้งนี้พบว่ามากกว่า 75% ยังไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง  หรือราวครึ่งหนึ่งเช่าหอพัก หรือ อพาร์ตเมนต์อยู่ จึงประเมินได้ว่ายังมีความต้องการคอนโดฯ  ติดรถไฟฟ้าเป็นจำนวนมากจากผู้ที่ต้องการซื้อเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย  สำหรับทำเลที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดสำหรับคนที่ใช้รถไฟฟ้าสายสีเขียวก็คือ "อ่อนนุช" ที่มีสถานีอ่อนนุช  เป็นที่หมายปลายทางของรถไฟฟ้าสายสีเขียว ปัจจุบัน มีส่วนต่อขยายมาจากสถานีอ่อนนุช ยาวจนถึงสถานีแบริ่ง ซึ่งครบครันด้วยการเดินทางที่สะดวกด้วยการเชื่อมต่อรถไฟฟ้าทำให้สามารถเข้าสู่พื้นที่สุขุมวิทชั้นในได้ในระยะเวลาอันสั้น  และราคาห้องชุดที่ต่ำกว่าสุขุมวิทชั้นใน

สำหรับภาพรวมตลาดคอนโดฯ ในปี 2559 จะเติบโตใกล้เคียงกับปี 2558 ซึ่งเป็นการเติบโตในแง่มูลค่ามากกว่าปริมาณ  โดยการเปิดโครงการใหม่จะมีไม่มาก  แต่จะเป็นการเร่งโอนกรรมสิทธิ์สำหรับโครงการที่สร้างเสร็จแล้วในมือมากกว่าซึ่งรวมไปถึงการรีเซลสินค้าที่อยู่ในมือซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20% ทั้งนี้ ทำเลที่น่าจับตามองในปี 2559 เช่น พระราม 9 จตุจักร พญาไท สุขุมวิท ทองหล่อ เป็นต้น  เนื่องจากเป็นทำเลที่น่าลงทุนมองว่าสามารถเพิ่มมูลค่าได้ในอนาคต ซึ่งโปรดักต์จะเป็นกลุ่มบนโดยราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป แต่ตลาดกลุ่มนี้ยังคงเติบโตแต่จะไม่คึกคักเท่าปี 2558"

สมศักดิ์ ชุติศิลป์

นายกสมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์

"แนวโน้มในปี 2559 ต้องจับตาดูภาวะเศรษฐกิจว่าจะมีแนวโน้มเป็นเช่นไร หากมาตรการที่รัฐบาลออกมากระตุ้น หรือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเดินหน้า ก็จะทำให้ภาวะเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น ตลาดบ้านมือสองก็จะสามารถเติบโตได้  แต่หากเศรษฐกิจชะลอตัวตลาดบ้านเมืองสองก็จะชะลอตัวตาม"

วสันต์ เคียงศิริ

กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทธารารมณ์

"มีการประเมินสถานการณ์แบบเดือนต่อเดือน จัดกิจกรรมทั้งอีเวนต์และแคมเปญการตลาดให้กับลูกค้าเป้าหมายเฉพาะกลุ่มต่อเนื่องตลอดเวลา ระหว่างปีมีการปรับแผนการทำงานให้เหมาะกับช่วงเวลาขณะนั้น  ทำให้สามารถสามารถผลักดันยอดขายได้ตามเป้าหมาย 1,100 ล้านบาท  และปิดการขาย 2 โครงการได้แก่ โครงการพาร์คเวย์ ชาเล่ต์ และโครงการเทรนดี้ ธารา รามคำแหงกลุ่มบริษัทธารารมณ์ มีโครงการที่เปิดขายอยู่ในปัจจุบัน 6 โครงการ  โดยแบ่งเป็นสัดส่วนแนวราบ 85 แนวสูง 15 อยู่ระหว่างเตรียมโครงการใหม่ 2 โครงการมูลค่ารวมประมาณ 2,000 ล้านบาท และเตรียมงบซื้อที่ดินเพิ่ม 1,500 ล้านบาท  และรอจังหวะที่เหมาะสมในการเปิดตัว   ในระหว่างที่ ตลาดชะลอตัว  ได้มีการพัฒนาบุคลากร และระบบการทำงานเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงและเพื่อให้สามารถสนองตอบลูกค้าได้ทันท่วงที

สำหรับปี 2559 ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 1,200 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 9% คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นเล็กน้อย โดยมีตัวเร่งจากมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ  ของรัฐบาลที่เหลืออีกเพียง 4 เดือน  ส่วนการตลาดในปี 2559 ยังคงทำตลาดอยู่ในเซ็กเมนต์และทำเลเดิมที่มีอยู่โดยเฉพาะโซนตะวันออก ซึ่งเป็นโซนที่เรามีความแข็งแรง  สำหรับกลยุทธ์การตลาดนั้นเราได้เตรียมแผนการตลาดเพื่อมุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าโดยในส่วนของสินค้าและโครงการจะใช้กลยุทธ์ "Multi - Segment" สำหรับการสื่อสารและการให้บริการจะใช้ กลยุทธ์ "Fast & Intense" นอกจากนี้ยังมีแผนปรับปรุงเว็บไซต์ใหม่ เพื่อเตรียมรองรับการเปิดโครงการใหม่ อีกทั้งให้ลูกค้าได้เข้าถึงและได้รับข้อมูลสินค้าอย่างครบถ้วนมากยิ่งขึ้น

อาร์โนด์ เบียเลคกิ

ประธานบริหาร บริษัท โซเด็กซ์โซ่ ประเทศไทย จำกัด

"แผนธุรกิจในปี 2559 บริษัทมีความตั้งใจรุกตลาดลูกค้าใน 3 กลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มจะเติบโตในประเทศไทย  ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม  กลุ่มโรงแรมและธุรกิจท่องเที่ยว และกลุ่มสถานพยาบาล ทั้งนี้ ในมุมมองของโซเด็กซ์โซ่ เชื่อว่าทั้ง 3 ธุรกิจยังคงมีสัญญาณของการขยายตัวโดยเฉพาะในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม ที่พบว่ายังคงมีการเปิดโรงงานใหม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมาเพิ่มมีการร่วมมือกับกลุ่มอมตะ จัดตั้ง บริษัท โซเด็กซ์โซ่ อมตะ เซอร์วิสเซส ในการดำเนินธุรกิจในการให้บริการซ่อมบำรุงระบบสาธารณูปโภคภายในโรงงานอุตสาหกรรมและอาคารได้อย่างครบวงจร  และในปี 2559 ก็จะมีการรุกตลาดในนิคมอุตสาหกรรมมากขึ้น  ส่วนกรณีของธุรกิจโรงแรมมองว่าในขณะนี้มีโรงแรมเปิดตัวใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการท่องเที่ยวของไทยที่ขยายตัว ซึ่งโซเด็กซ์โซ่ เองมีจุดเด่นในเรื่องของทรัพยากรบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจโรงแรม  ทั้งในเรื่องของพนักงานต้อนรับ พนักงานทำความสะอาด และเชฟ  ปัจจุบันโซเด็กซ์โซ่รับบริหารงานให้กับ โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ เอ็กซ์เพรส ทั้ง 3 สาขาโดยบริษัทมุ่งเน้นรับจ้างบริการในกลุ่มโรงแรม 3 ดาวเป็นหลักและสุดท้ายธุรกิจสถานพยาบาล

ที่มา : หนังสือพิมพ์ดอกเบี้ยธุรกิจ

 

 

 

ข่าว reic จากสื่อสิ่งพิมพ์ อื่นๆ