Loading

คอลัมน์ เศรษฐกิจคิดง่ายๆ: ซื้อบ้านเร็ว โอนได้เร็ว ข้อมูลเครดิตบูโร และการออมจะต้องแข็งแรง

วันที่ : 11 มกราคม 2559
คอลัมน์ เศรษฐกิจคิดง่ายๆ: ซื้อบ้านเร็ว โอนได้เร็ว ข้อมูลเครดิตบูโร และการออมจะต้องแข็งแรง

สุรพล โอภาสเสถียร

SurapolO@ncb.co.th

เมื่อผมได้อ่านบทความของคุณเมตตา ทับทิม misstubtim@yahoo.com ที่ได้กรุณาให้ข้อมูลกับท่านผู้อ่านที่ประสงค์จะมีบ้าน มีคอนโดมิเนียมไว้อยู่อาศัย โดยการกู้ยืมมาซื้อในปี 2559 รู้สึกประทับใจมาก ผมจึงใคร่ขอต่อ ยอดข้อเขียนที่เป็นประโยชน์ ดังกล่าวออกไปให้ชัดเจนเพิ่มขึ้นดังนี้นะครับ

1.จากตัวเลขการสำรวจของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ REIC สรุปว่ามีโครงการแนวราบ อาทิ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ เหลือขายมูลค่ารวม 5.3 แสนล้านบาท ส่วนคอนโดมิเนียมเหลือขายรวมมูลค่า 3 แสนล้านบาท ตรงนี้คือส่วนของที่อยู่อาศัยเหลือขาย ข้ามปีมาให้คนที่อยากได้บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม ได้เลือกซื้อหา+กู้เงินมาซื้อ ในทำเลที่แล้วแต่จะเลือกกัน

2.จากบทความคุณเมตตา ทับทิม ระบุต่อไปอีกว่า

 (ดูกราฟฟิกประกอบ)

3.สำหรับคนที่จะซื้อแบบที่ว่าซื้อโครงการที่สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ที่เราๆ ท่านๆ เรียกกันว่า "บ้านสร้างก่อนขาย-บ้านพร้อมอยู่ หิ้วกระเป๋าเข้ามาอยู่ได้เลย บ้านสร้างเสร็จแล้วใครกู้ผ่านก็มาโอนแล้วเข้าอยู่เลย" คนที่อยากได้บ้าน อยากได้คอนโดมิเนียม จะไม่มีเวลามาจ่ายเงินดาวน์ และจะต้องโอนให้เร็ว เนื่องจากการสร้างได้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ที่พบเห็น ส่วนใหญ่คือจะต้องดำเนินการกู้ให้ผ่าน เอาเงินกู้มาโอนเพื่อรับบ้าน ที่อยู่อาศัยในระยะเวลาไม่เกิน 2 อาทิตย์ นับจากวันที่ทำสัญญาซื้อบ้าน หรือทำสัญญาซื้อคอนโดมิเนียมนั้น

4.คนที่จะซื้อจึงต้องประเมินตนเองก่อนว่าตัวเรามีความสามารถในการชำระหนี้มากพอสำหรับหนี้ที่มีอยู่เดิมและหนี้ก้อนใหม่ที่กำลังยื่นคำขอสินเชื่อครั้งนี้ โดยมีวิธีการพิจารณาอย่างนี้ คือ นำเอาภาระหนี้ที่จะต้องจ่ายในแต่ละเดือน เช่น จำนวนเงินงวดในการผ่อนบ้าน ผ่อนรถยนต์ ผ่อนบัตรเครดิต ผ่อนหนี้สินต่างๆ มาเป็นตัวตั้งแล้วหารด้วยจำนวนเงินที่เป็นรายได้ที่ตัวเราได้รับในแต่ละเดือน หากผลออกมาอยู่ในระดับ 60-65% (เงินที่ต้องผ่อนหนี้คิดเป็น 60-65 บาทต่อรายได้ที่ได้รับในแต่ละ เดือน 100 บาท) แล้วละก็ ตัวเราอาจอยู่ในฐานะที่มีความสามารถในการชำระหนี้ที่มีอยู่เต็มเพดานแล้ว การก่อหนี้ใหม่และมีภาระต้องชำระเพิ่มเกินกว่า 60-65% นั้น จะทำได้ค่อนข้างยาก เหตุผลที่เป็นแบบนี้เพราะโดยหลักแล้วหากเรามีเงินรายรับ-รายได้ 100 บาทแล้ว 1 ใน 3 จะเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวในการดำรงชีวิต อีก 1 ใน 3 เราควรเก็บออม และ 1 ใน 3 สุดท้ายควรเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉิน หากว่าทั้งส่วนที่ 2 และ 3 ที่จะเก็บออมไว้นั้นต้องเอามาจ่ายหนี้ตามสัญญาแล้ว การมีหนี้เพิ่มจะไปเบียดเอากับเงินที่ต้องกิน-ต้องใช้ในการดำรงชีวิต

5.ตรวจสุขภาพทางการเงินของเราก่อนไปขอสินเชื่อ-ขอเงินกู้ เพราะเหตุว่าการไปยื่นขอกู้เงินเป็นเรื่องที่สำคัญ มีผลผูกพันกับตัวเราอย่างน้อยก็เป็นปีขึ้นไป เป็นภาระที่เราต้องมีการบริหารจัดการ และท้ายสุดเป็นเรื่องของวินัยทางการเงิน เท่าที่ผมได้มีโอกาสสัมผัสกับปัญหาจะพบว่า ที่เคยเรียนกันมาว่า "รู้เขา-รู้เรา รบร้อยครั้ง-ชนะร้อยครา" นั้นไม่ค่อยทำกัน หรือแทบไม่มีการทำกันเลย หลายท่านเคยถามตัวเองหรือไม่ว่า ประวัติการก่อหนี้ ประวัติการชำระหนี้ในอดีตของตัวเรานั้นเราเคยเห็นไหม เราเคยรู้ไหม ประวัติของตัวเราในมือของคนที่พิจารณาสินเชื่อนั้นหากเขาถามมาจากเอกสารนั้น เราสามารถหาคำตอบได้หรือไม่ เช่น ท่านเคยค้างชำระสินเชื่อบ้านกับธนาคารแห่งหนึ่งเมื่อเดือน... ปี พ.ศ....หรือไม่ เหตุผลที่ค้างเพราะอะไร หรือท่านเคยเกินวงเงินสินเชื่อเบิกเกินบัญชี-OD เป็นระยะเวลาติดต่อกัน 3 งวด ตั้งแต่เดือน...ถึงเดือน... ปี พ.ศ.... ขอทราบเหตุผลว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้นจึงทำให้เป็นเช่นนั้น

แน่นอนในแง่ตัวคนจะกู้หรือตัวคนที่อยากได้บ้านมักจะจำได้แต่ปัจจุบันว่าที่เคยค้างในอดีตนั้นได้มีการชำระหมดแล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่มายื่นขอกู้ในครั้งนี้แน่ การตอบคำถามถึงเรื่องในอดีตที่ ไม่มีข้อมูลในมือ ไม่เตรียมตัวไปก่อน ทำให้ความน่าเชื่อถือลดลง ก่อให้เกิดความกังวลและอาจนำไปเป็นผลลบในการพิจารณา สินเชื่อที่กำลังขออยู่ก็ได้ เรื่องนี้แก้ไขได้ด้วยการตรวจสอบประวัติ การก่อหนี้ ประวัติการชำระหนี้ ที่เรียกว่าตรวจสอบเครดิตบูโรของ ตัวเองก่อน

ท่านสามารถหาข้อมูลเพิ่ม ใน www.ncb.co.th ได้ เพราะการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของเรานั้นเป็นสิทธิที่กฎหมายรองรับ

ซื้อบ้าน กู้บ้าน ซื้อเร็ว-โอนเร็วได้ ข้อมูลเครดิตบูโร + วินัยการเงิน จะต้องแข็งแรงนะครับ

ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

 

 

 

ข่าว reic จากสื่อสิ่งพิมพ์ อื่นๆ