Loading

อสังหาฯจี้รัฐ บ้านคนจน แผนต้องชัดเจนซื้อยื่นกู้ไม่ผ่าน ใครรับผิดชอบ

วันที่ : 26 ธันวาคม 2558
อสังหาฯจี้รัฐ บ้านคนจน แผนต้องชัดเจนซื้อยื่นกู้ไม่ผ่าน ใครรับผิดชอบ

จากนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้ น้อย (Social Enterprice) ระดับ 15,000-20,000 บาท/เดือน/ครอบครัว โดยได้ เชิญผู้ประกอบการภาคเอกชนเข้าร่วมโครงการในรูปแบบของการร่วมทุน เพื่อให้คนจนในเมืองมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ซึ่งได้กำหนดแผนเร่งด่วนคือ ผู้มีรายได้น้อยจำนวน 2.7 ล้านครัวเรือนจะต้องมีที่อยู่อาศัยภายในระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี และได้ให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ศึกษาถึงพื้นที่ที่เป็นที่ดินราชพัสดุทั่วประเทศเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยผ่านโครงการ "บ้านประชารัฐ" ระดับราคา 5-6 แสนบาท/ยูนิต

          ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างภาครัฐ, ตัวแทนจากผู้ประกอบการเอกชน และนายกของ 3 สมาคมอสังหาริม- ทรัพย์ ประกอบด้วยสมาคมอาคารชุดไทย, สมาคมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจบ้านจัดสรร

          ในเรื่องนี้ นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า รายละเอียดที่ภาคเอกชนเสนอแนะไปนั้นคงต้องรอให้ภาครัฐเป็นผู้ดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อน แต่ส่วนตัวมองว่าโครงการดังกล่าวต้องใช้งบประมาณในการก่อสร้างจำนวนมาก ดังนั้น ข้อมูลและความชัดเจนจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการวางแผน แต่ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนใดๆ โดยเฉพาะเรื่องของการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้มีรายได้น้อย สถาบันการเงินใดจะเป็นผู้รับผิดชอบ คุณสมบัติของผู้ยื่นขอสินเชื่อนั้นเป็นอย่างไร หรือที่ดินที่จะนำมาพัฒนาตั้งอยู่ในพื้นที่ไหน ฯลฯ

          "เราไม่กลัวเรื่องการลงทุน แต่เรากลัวทำไปแล้วผู้ซื้อยื่นขอกู้ไปแล้วไม่ผ่าน ทำไปแล้วติดปัญหาตรงนี้จะทำอย่างไร" และที่ดินที่จะนำมาพัฒนาเป็นที่ดินราชพัสดุ และเป็นสัญญาเช่า 30 ปี ซึ่งแม้ที่ผ่านมาธนาคารจะปล่อยสินเชื่อให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อย โดยธนาคารอาคาร สงเคราะห์ (ธอส.) ปล่อยสินเชื่อในสัดส่วน 70% ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ปล่อยกู้ในสัดส่วน 50% แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของลูกค้าที่ขอสินเชื่อ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องภาษีโรงเรือนที่ผู้ประกอบการจะต้องจ่ายอีก 12% จากรายได้ ซึ่งคร่าวๆ รายจ่ายจากภาษีโรงเรือนประมาณ 75,000 บาท/ยูนิต" นายอธิป กล่าว

          ส่วนประเด็นการร่วมทุนนั้น ไม่จำเป็นต้องจัดตั้งบริษัทร่วมทุนขึ้นมา ควรเปิดให้มีการลงทุนอิสระ กล่าวคือ หากผู้ประกอบการเอกชนรายใดมองเห็นว่าที่ดินแปลงนี้มีศักยภาพและทำได้ไม่ขาดทุนก็ควรปล่อยให้เป็นดุลพินิจของเอกชน ในการตัดสินใจ ประกอบกับยังมีหลายประเด็นที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมในการลงทุนและต้องมีการปรับปรุงแก้ไข 5 เรื่องหลักๆ ซึ่งเราทั้ง 3 สมาคมอสังหาฯได้เดินหน้าผลักดันร่วมกันแก้ไขและจะต้องดำเนินการให้เสร็จทันกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน

          โดย 5 เรื่องหลักดังกล่าวคือ 1.ผัง เมือง ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยงานของภาครัฐได้มีการแก้ไขปัญหาเรื่องอายุของผังเมือง แต่ด้วยที่ผ่านมาเกิดปัญหาไม่สามารถที่จะดำเนินการให้เสร็จและประกาศใช้ผังเมืองได้ทัน จึงได้ยกเลิก กล่าวคือ ผังเมืองนั้นจะไม่มีการกำหนดอายุ (ไม่มีหมดอายุ) แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะต้องแก้ไขเพื่อยกระดับผังเมืองให้มีความคล่องตัวและเหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและในอนาคต โดยเฉพาะโครงสร้างคณะกรรมการผังเมือง (บอร์ดผังเมือง) นั้นควรมีการทบทวน คือ การมีส่วนร่วมของภาคเอกชนมากขึ้น หรือควรให้ภาคเอกชนเข้าไปนั่งในคณะกรรมการผังเมือง เพราะจะอาศัยเพียงเพื่อเปิดให้ทำประชาพิจารณ์ได้นั้นไม่เพียงพอและหมดยุคไปแล้วที่จะเลือกดำเนินในการในรูปแบบทำประชาพิจารณ์ ซึ่งการจะดำเนินการดังกล่าวจะต้องมีการแก้ พ.ร.บ.ผังเมือง 2.การแก้กฎหมายการเช่าจาก 30 ปีในปัจจุบันเป็น 60 ปีหรือ 99 ปีเหมือนกับต่างประเทศ

          3.อีไอเอ หรือเรื่องสิ่งแวดล้อม ที่ปัจจุบันได้มีการกระจายอำนาจออกไปให้กับ 7 จังหวัดแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ผล กล่าวคือ การพิจารณาอนุมัตินั้นก็ยังมีความล่าช้าอยู่เหมือนเดิม และค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาในการจัดทำรายงานผล กระทบสิ่งแวดล้อมนั้นก็สูง ซึ่งได้เสนอให้เพิ่มจำนวนบริษัทที่ปรึกษาให้มากขึ้น เพื่อเกิดการแข่งขันด้านราคา

          4.บ้านสำหรับคนที่มีรายได้น้อย (ข้างบน "บ้านประชารัฐ") และ 5.แรงงานต่างด้าว ที่คาดว่าจะเกิดปัญหาย้อนกลับมาอีกในอนาคต เช่น ปัญหาแรงงานขาด แคลนในเรื่องนี้คงต้องมีการคิดและวางแผนไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะเกิดปัญหา รวมถึงปัญหาที่ไม่สามารถย้ายแรงงานข้ามเขตได้ หรือย้ายได้ก็ต้องมีค่าใช้จ่าย ดังนั้น ควรที่จะมีการกำหนดพื้นที่เป็นรายกลุ่มจังหวัด เพื่อความคล่องตัวในการทำงาน เช่น กลุ่มจังหวัดกรุงเทพฯและปริมณฑลนั้นสามารถที่จะเคลื่อนย้ายแรงงานที่ชาวต่างด้าวได้จากโครงการหนึ่งไปยังอีกโครงการหนึ่งที่อยู่ต่างทำเลได้

          อย่างไรก็ตาม จากข้อเสนอแนะที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ได้เสนอให้รัฐบาลนำไปประกอบในการกำหนดเงื่อนไขในรายละเอียดที่ชัดเจน และสามารถปฏิบัติได้ รวมถึงยังได้เสนอให้ดำเนินการในรูปแบบการลงทุนในทุนอสังหาริมทรัพย์ลักษณะ "ฟรีโฮลด์" คือการที่ลงทุนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์นั้นโดยสมบูรณ์ จากเดิมจะเน้นให้ลงทุนในรูปแบบ "ลีสโฮลด์" ซึ่งเป็นสิทธิ์การเช่า 30 ปีเพียงอย่างเดียว

ที่มา : หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ

 

 

 

ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาครัฐ อื่นๆ