Loading

โจทย์ใหญ่ 'โฮมโปร'เร่งปลุกกำลังซื้อต่างจังหวัด

วันที่ : 16 พฤศจิกายน 2558
โจทย์ใหญ่ 'โฮมโปร'เร่งปลุกกำลังซื้อต่างจังหวัด

โชคชัย สีนิลแท้

ช่วงโค้งสุดท้ายปลายปี บรรดาผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้าง รวมไปถึงศูนย์วัสดุก่อสร้างและสินค้าของตกแต่งบ้าน ต่างเดินหน้าอัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อเร่งยอดขายเป็นไปตามเป้า หรือให้พลาดเป้าน้อยที่สุด ท่ามกลางปัจจัยลบทางเศรษฐกิจที่ทำให้ความเชื่อมั่นและกำลังซื้อผู้บริโภคลดลง จากหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้โฮมโปรในฐานะที่ผู้นำในธุรกิจศูนย์วัสดุก่อสร้างและตกแต่ง ต้องปรับตัวครั้งใหญ่รับมือกับเศรษฐกิจที่ผันผวนและกำลังซื้อถดถอย ซึ่งยังคาดการณ์ไม่ได้ชัดว่าจะเริ่มฟื้นตัวได้เมื่อไร

วุฒิ ธรรมพรหมกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ ผู้ดำเนินธุรกิจศูนย์วัสดุก่อสร้างและสินค้าตกแต่งบ้าน โฮมโปร กล่าวว่า กำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินค้าโฮมโปร ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ขณะที่กำลังซื้อในต่างจังหวัดโดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นตกลงอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา สาเหตุหลักนั้นมาจากราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำ

ปัจจุบันเศรษฐกิจประเทศไทยนั้นยังต้องพึ่งการส่งออกเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการส่งออก ข้าว น้ำตาล มันสำปะหลัง สินค้าทางการเกษตร แต่ราคาสินค้าตกต่ำอย่างมาก เห็นได้ชัดคือยางพารา จากเดิมเคยกิโลกรัมละ 100 บาท ปัจจุบันอยู่ที่ 3 กิโลกรัมต่อ 100 บาท คนกลุ่มนี้ย่อมได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน

ที่ผ่านมากำลังซื้อในต่างจังหวัดของโฮมโปรลดลง 5-10% จากเดิมกว่า 2,500 บาท/ใบเสร็จ ขณะนี้เหลือ 2,400 บาท หายไปประมาณ 100 บาท ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ต้องพึ่งการเกษตรอยู่ค่อนข้างมาก

สำหรับการปรับตัวของโฮมโปรนั้น บริษัทได้พยายามหา กลุ่มลูกค้าตัวจริง โดยดูจากพฤติกรรมการซื้อของกลุ่มลูกค้าที่เป็นสมาชิกบัตรโฮม การ์ด ที่มีอยู่กว่า 2 ล้านราย ว่าที่ผ่านมาเขาซื้ออะไร โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้อาจจะต้องซื้อสินค้าตกแต่งบ้านมากขึ้น รวมไปถึงความนิยมซื้อสินค้าเป็นแพ็กหรือแบบยกล็อต จึงทำให้โฮมโปรต้องจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายถี่ขึ้นและหลากหลายรูปแบบ โดยล่าสุดได้จัดงานโฮมโปร เอ็กซ์โป ระหว่างวันที่ 13-22 พ.ย. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งลดราคาสินค้าสูงสุดถึง 80% พร้อมกันนี้ได้ขยายเวลาในช่วง 2 วันสุดท้ายถึงเที่ยงคืน

"ปัญหาใหญ่ที่ทำให้ยอดขายของสาขาในต่างจังหวัดลดลง เนื่องจากกำลังซื้อไม่ค่อยมี เพราะราคาพืชผลทางการเกษตรไม่ดี และเมื่อเกษตรกรมีรายได้ไม่ดีก็ส่ง ผลกระทบกับคนระดับกลางที่ไม่กล้าจับจ่ายใช้สอยตามไปด้วย ซึ่งคนระดับกลางถือเป็นฐานลูกค้าใหญ่ของเรา ส่วนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล กำลังซื้อยังดีอยู่ ส่วนใหญ่เป็นคนที่ทำอาชีพประจำ ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ พนักงานบริษัทเอกชน จะสังเกตเห็นว่าบริษัทใหญ่ๆ นั้นจะอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งคนกลุ่มนี้ยังคงใช้จ่ายตามปกติ แต่เป็นแบบระมัดระวังมากขึ้น" วุฒิ กล่าว

ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา จะเริ่มพบว่าอารมณ์ในการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคเริ่มปรับตัวดีขึ้น หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจชุดใหม่ที่มี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เข้ามาเป็นรองนายกรัฐมนตรี และเป็นหัวเรือใหญ่ดูแลด้านเศรษฐกิจ ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น จะเห็นได้จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ส่งสัญญาณดีขึ้นก็ทำให้ประชาชนกล้าจับจ่ายใช้สอย และเชื่อว่ารัฐบาลจะมีมาตรการออกมาตลอด เพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจนั้นขับเคลื่อนต่อเนื่อง

"รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ เช่น ลดภาษี 20% ให้กับคนซื้อบ้านหลังแรกไม่เกิน 3 ล้านบาท แต่จะพบว่าลูกค้ากลุ่มนี้มีภาระหนี้ค่อนข้างมาก เมื่อมีหนี้อยู่แล้วจะผ่อนบ้านเพิ่มก็ไม่ง่าย อีกทั้งสถาบันการเงินก็ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมาก สินค้าวัสดุตกแต่งบ้านอาจจะไม่ได้รับอานิสงส์มากนัก ซึ่งคาดว่าปีหน้าจะเห็นผลดีชัดเจนขึ้น" วุฒิ กล่าว

สำหรับแผนการดำเนินงานของโฮมโปรในปี 2559 นั้นยังขยายสาขาอยู่แต่จะมุ่งเฉพาะหัวเมืองหลักขนาดของศูนย์จะเริ่มตั้งแต่ 8,000-1 หมื่นตารางเมตร ซึ่งเดือน ก.พ. 2559 จะเปิดสาขาใหม่ที่ถนนชัยพฤกษ์ สาขาแห่งนี้มีพื้นที่ 8,000 ตารางเมตร โดยได้เพิ่ม "ไบค์คลับ" ซึ่งเป็นโซนเจาะกลุ่มที่มีไลฟ์สไตล์ชอบขี่จักรยานที่ขายตั้งแต่จักรยานเด็ก จักรยานเจาะกลุ่มพ่อบ้านแม่บ้าน จักรยานสำหรับคนรักการออกกำลังกาย พร้อมอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงบริการหลังการขายบนพื้นที่ 800 ตารางเมตร ซึ่งจะเริ่มใช้กับสาขาใหม่ที่เปิดดำเนินการในปีหน้า

ขณะที่สาขาใหม่ที่จะเปิดในปีหน้าจะมีอีก 4-5 สาขา ใช้เงินลงทุนต่อแห่งเฉลี่ย 400 ล้านบาทหรือใช้งบลงทุนรวมเฉพาะโฮมโปรกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งนับว่ามีการเปิดสาขาใหม่น้อยลงกว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันการเติบโตด้านยอดขายของโฮมโปรนั้นโตแบบเลขสองหลักมาตลอด หรือประมาณ 10-15% ต่อปี แต่คาดว่าปีนี้ทั้งปีจะเติบโตแบบตัวเลขหลักเดียวหรือเติบโต 8%

สำหรับสาขาต่างประเทศที่มาเลเซียก็ยังไม่ดีเช่นกัน แต่ก็มองเป็นโอกาส ซึ่งในปีหน้าจะเปิดอีก 1 สาขาที่มาเลเซียรวมเป็น 2 สาขา เนื่องจากเป็นรูปแบบธุรกิจใหม่ ที่ไม่คู่แข่ง อีกทั้งกฎหมายมาเลเซียเปิดโอกาสให้ทุนต่างชาติสามารถเข้าไปดำเนินธุรกิจได้ 100% ซึ่งหลังจากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี เกณฑ์ดังกล่าวจะผ่อนคลายมากขึ้น และตั้งเป้าว่า

ภายใน 5 ปี จะบุกตลาดอาเซียนมากขึ้นด้วย

"จากสภาพเศรษฐกิจที่ผันผวนส่งผลให้แผนธุรกิจในปีหน้านั้นวางแผนค่อนข้างลำบาก  เพราะหากพิจารณาเวลานี้เศรษฐกิจไทยเหมือนเริ่มดีขึ้น หากบริษัทจะใส่เงินลงทุนน้อยไปก็กลัวว่าจะสูญเสียโอกาส แต่หากใส่เงินลงทุนมากเกินไปหากมีอะไรเปลี่ยนแปลงแรงก็กลัวจะไม่ดี เพราะเวลานี้เพิ่งเริ่มมีสัญญาณว่าเศรษฐกิจจะเติบโตขึ้นแต่ก็ยังไม่ชัดเจน เนื่องจากมีปัจจัยลบที่ไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลกที่จะรุนแรงอีกแค่ไหน ภาคการส่งออกของไทยจะเป็นอย่างไร" วุฒิ กล่าว

ที่ผ่านมามีการประเมินตัวเลขจากหลายหน่วยงานไว้หลากหลายทั้งเสมอตัวและติดลบ เดิมทีเมื่อปี 2557 ประเมินว่าปี 2558 ภาคส่งออกไทยจะบวก 5% แต่เวลานี้ติดลบ 6% เศรษฐกิจปี 2559 จึงเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยากมาก เพราะภาคการส่งออกเป็นเรื่องใหญ่จะมีผล กระทบกับเศรษฐกิจไทยมาก นอกจากนี้เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนไปจากในอดีตที่เคยเป็นแบบ "โอเวอร์ คอนซูม" หรือมีการบริโภคค่อนข้างมาก แต่ปัจจุบันระมัดระวังการบริโภคและจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น

สิ่งท้าทายของโฮมโปรในเวลานี้คือ ทำอย่างไร ให้พฤติกรรมการจับจ่ายของคนในต่างจังหวัดปรับเปลี่ยนให้ใกล้เคียงกับคนกรุงเทพฯ เป็นโจทย์ใหญ่ที่โฮมโปรต้องเร่งดำเนินการ

ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

 

 

 

ข่าววัสดุก่อสร้าง-เฟอร์นิเจอร์ อื่นๆ