Loading

9เดือนอสังหาชะลอตัวต่อเนื่อง จัดสรร-คอนโดเปิดตัวใหม่หด10%

วันที่ : 27 ตุลาคม 2558
9เดือนอสังหาชะลอตัวต่อเนื่อง จัดสรร-คอนโดเปิดตัวใหม่หด10%

ศูนย์ข้อมูลฯ เผยอสังหาฯ 9 เดือนชะลอตัวต่อเนื่อง เหตุยอดเปิดตัวโครงการใหม่แนวราบ-สูงลด 10% ระบุ 3 บิ๊กอสังหาฯ ยังครองแชมป์เปิดโครงการใหม่มากสุด เชื่อมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ หนุนตลาดปี 58 โต 10%

นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไตรมาส 4 จะปรับตัวดีขึ้นหลังจากรัฐบาลได้ออกมาตรการการเงิน-การคลังเพื่อกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์เมื่อวันที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านมา และคาดว่าจะทำให้ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ปี 2558 ซึ่งคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยผลักดันให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ทั้งปีเติบโตได้ถึงร้อยละ 10

ด้านสถานการณ์ตลาดอสังหาฯ ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑลในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาภาพรวมยังคงชะลอตัวโดยมีจำนวนโครงการที่อยู่อาศัยประเภทบ้านจัดสรรเปิดขายใหม่ 205 โครงการ รวม 32,000 ยูนิต ลดลงประมาณร้อยละ 10 หากเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่มีจำนวนเปิดที่ 35,500 ยูนิต แต่มีจำนวนโครงการเปิดใหม่ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาที่ 203 โครงการโดยในไตรมาส 3 มีจำนวนโครงการเปิดใหม่ 70 โครงการ รวม 11,900 ยูนิต อย่างไรก็ตามในปี 2557 มีจำนวนโครงการรวม 258 โครงการรวมทั้งสิ้น 45,200 ยูนิต

ขณะที่หน่วยบ้านจัดสรรเปิดขายใหม่ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นโครงการของผู้ประกอบการที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประมาณ 102 โครงการหรือประมาณครึ่งหนึ่ง แต่มีจำนวนหน่วยในผังประมาณ 21,300 หน่วย หรือร้อยละ 67 ของหน่วยในผังโครงการบ้านจัดสรรเปิดขายใหม่ทั้งหมดใน 3 ไตรมาสแรก แม้จะเป็นสัดส่วนที่มากแต่ก็ยังลดลงจากตลอดทั้งปี 2557 ซึ่งผู้ประกอบการที่เป็นบริษัทจดทะเบียนมีจำนวนหน่วยในผังมากถึงร้อยละ 74

ขณะที่ผู้ประกอบการที่มีการเปิดขายบ้านจัดสรรใหม่มากที่สุดในช่วง 9 เดือน คือ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท จำนวน 27 โครงการรวม 8,000 ยูนิต รองลงมา บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ จำนวน 10 โครงการรวม 2,300 ยูนิต และ บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) จำนวน 11 โครงการรวม 1,900 ยูนิต

จากจำนวนบ้านจัดสรรเปิดขายใหม่ทั้งหมดแบ่งเป็นสัดส่วนของทาวน์เฮาส์ร้อยละ 58, บ้านเดี่ยวร้อยละ 28 และบ้านแฝดหรืออาคารพาณิชย์ร้อยละ 14 ขณะที่สัดส่วนระดับราคาบ้านแบ่งเป็น 1.1-3 ล้านบาท ร้อยละ 52, ระดับราคา 3.1-5 ล้านบาท ร้อยละ 27 และระดับราคา 5 ล้านบาทขึ้นไป ร้อยละ 21

แบ่งตามพื้นที่จังหวัด พบว่าร้อยละ 53 ของหน่วยบ้านจัดสรรที่เปิดขายใหม่ใน 3 ไตรมาสแรกของปีนี้อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ อีกร้อยละ 19 อยู่ในนทบุรี

และร้อยละ 13 อยู่ในปทุมธานี ที่เหลืออยู่ในสมุทรปราการ นครปฐม และสมุทรสาคร ตามลำดับ

จากหน่วยบ้านจัดสรรทั้งหมดที่เปิดขายใหม่ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ใน 3 ไตรมาสแรกของปีนี้ ไม่มีหน่วยในราคาไม่เกิน 1 ล้านบาทเลย โดยร้อยละ 52 เป็นหน่วยในระดับราคาระหว่าง 1.1-3 ล้านบาท ร้อยละ 27 เป็นหน่วยในระดับราคา 3.1-5 ล้านบาท และร้อยละ 21 เป็นหน่วยในระดับราคาที่สูงกว่า 5 ล้านบาท

มูลค่าโครงการบ้านจัดสรรเปิดขายใหม่ใน 3 ไตรมาสแรกปี 2558 เท่ากับประมาณ 127,000 ล้านบาท คิดเป็นประมาณร้อยละ 70 ของมูลค่าโครงการทั้งปี 2557 ซึ่งเท่ากับ 181,500 ล้านบาท

สำหรับโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ประเภทห้องชุด ในไตรมาส 3 ของปีนี้มีจำนวนโครงการและจำนวนหน่วยในผังลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า คือเปิดขายใหม่ 27 โครงการ รวมหน่วยในผังประมาณ 11,300 หน่วย และเมื่อรวมตลอด 3 ไตรมาสแรกมีอาคารชุดเปิดขายใหม่ประมาณ 105 โครงการ รวมหน่วยในผังประมาณ 43,700 หน่วย เมื่อเทียบกับใน 3 ไตรมาสแรกของปี 2557 ซึ่งมีโครงการอาคารชุดเปิดขายใหม่ 107 โครงการ หน่วยในผังรวมประมาณ 48,700 หน่วย แสดงว่าจำนวนโครงการอาคารชุดใกล้เคียงกัน แต่จำนวนหน่วยห้องชุดในผังลดลงประมาณร้อยละ 10.3

หน่วยห้องชุดเปิดขายใหม่ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นโครงการของผู้ประกอบการที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประมาณ 55 โครงการหรือมากกว่าครึ่งหนึ่ง แต่มีจำนวนหน่วยในผังประมาณ 29,300 หน่วย หรือร้อยละ 67 ของหน่วยในผังโครงการอาคารชุดเปิดขายใหม่ทั้งหมดใน 3 ไตรมาสแรก เป็นสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้นจากปี 2557 ซึ่งผู้ประกอบการที่เป็นบริษัทจดทะเบียนมีจำนวนหน่วยในผังเพียงร้อยละ 57

อนึ่ง ในปี 2557 มีโครงการอาคารชุดเปิดขายใหม่ทั้งสิ้น 157 โครงการในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลด้วยจำนวนหน่วยในผังรวมประมาณ 73,100 หน่วย

ผู้ประกอบการที่เปิดขายหน่วยห้องชุดใหม่มากที่สุดใน 3 ไตรมาสแรก คือ LPN (4 โครงการรวมประมาณ 4,900 หน่วย) รองลงมาคือ ANAN (6 โครงการรวมประมาณ 4,650 หน่วย) และ AP (5 โครงการรวมประมาณ 4,050 หน่วย)

แบ่งตามพื้นที่จังหวัด พบว่าร้อยละ 63 ของหน่วยห้องชุดที่เปิดขายใหม่ใน 3 ไตรมาสแรกของปีนี้อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ อีกร้อยละ 18 อยู่ในนนทบุรี และร้อยละ 16 อยู่ในสมุทรปราการ ที่เหลืออีกเพียงร้อยละ 3 อยู่ในปทุมธานีและนครปฐม

สัดส่วนของห้องชุดราคาแพงกว่า 5 ล้านบาทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากร้อยละ 9 ในปี 2557 เป็นร้อยละ 16 เมื่อรวม 3 ไตรมาสแรกปีนี้ (แต่ลดลงจากร้อยละ 21 เมื่อสิ้นสุดครึ่งปีแรกปีนี้) ทั้งนี้ ห้องชุดระดับราคาแพงดังกล่าวส่วนใหญ่เปิดขายในช่วงไตรมาสแรกต่อเนื่องต้นไตรมาส 2

ในขณะที่สัดส่วนของห้องชุดราคาไม่เกิน 2 ล้านบาทก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากร้อยละ 53 ในปี 2557 เป็นร้อยละ 39 เมื่อรวม 3 ไตรมาสแรกปีนี้ (ใกล้เคียงกับข้อมูล ณ สิ้นสุดครึ่งแรกของปีนี้ ซึ่งลดลงร้อยละ 40) มูลค่าโครงการอาคารชุดเปิดขายใหม่ใน 3 ไตรมาสแรกปี 2558 เท่ากับประมาณ 156,100 ล้านบาท คิดเป็นประมาณร้อยละ 80 ของมูลค่าโครงการทั้งปี 2557 ซึ่งเท่ากับ 194,700 ล้านบาท เนื่องจากมีองค์ประกอบที่เป็นห้องชุดระดับราคาสูงมากขึ้น

สำหรับในจังหวัดภูมิภาคส่วนใหญ่ยังได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าภาคการเกษตรตกต่ำ และตลาดที่อยู่อาศัยประเภทห้องชุดในจังหวัดภูมิภาคยังเผชิญปัญหาอุปทานส่วนเกิน จึงแทบไม่มีการเปิดโครงการอาคารชุดเพิ่ม ยกเว้นบางจังหวัด เช่น ที่เชียงใหม่มีโครงการอาคารชุดเปิดขายใหม่เพียง 2-3 โครงการ จำนวนหน่วยในผังรวมกันเพียงประมาณ 220 หน่วย ภูเก็ตมีโครงการอาคารชุดขนาดปานกลางเปิดขายใหม่เพียงโครงการเดียว มีจำนวนหน่วยในผังประมาณ 450 หน่วย พื้นที่จังหวัดชลบุรีแม้จะมีอุปทานห้องชุดมาก แต่ผู้ประกอบการก็ยังเปิดขายโครงการใหม่มากกว่า 10 โครงการ จำนวนหน่วยในผังรวมประมาณ 3,700 หน่วย ในพื้นที่ใกล้เคียงเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตากมีอาคารชุดเปิดขายใหม่อีก 2 โครงการ จำนวนหน่วยในผังรวมประมาณ 420 หน่วย พื้นที่อำเภอชะอำมีโครงการอาคารชุดเปิดขายใหม่ 1 โครงการ จำนวนหน่วยในผัง 410 หน่วย และพื้นที่นครศรีธรรมราชมีมีโครงการอาคารชุดเปิดขายใหม่ 2 โครงการ จำนวนหน่วยในผัง 670 หน่วย

สำหรับโครงการบ้านจัดสรรในจังหวัดหลักของภูมิภาค ยังมีการเปิดขายใหม่ต่อเนื่องในเชียงใหม่ (22 โครงการรวมหน่วยในผังประมาณ 2,400 หน่วย) ชลบุรี (22 โครงการรวมหน่วยในผังประมาณ 2,800 หน่วย) ระยอง (13 โครงการรวมหน่วยในผังประมาณ 1,000 หน่วย) ฉะเชิงเทรา (4 โครงการรวมหน่วยในผังประมาณ 600 หน่วย) ภูเก็ต (6 โครงการรวมหน่วยในผังประมาณ 450 หน่วย) ส่วนจังหวัดอื่นๆ มีเพียงเล็กน้อย

แม้ผู้ประกอบการรายใหญ่จะยังมีผลประกอบการที่ดีจากการโอนกรรมสิทธิ์ในส่วนของบ้านสร้างเสร็จรอโอน ซึ่งประกอบด้วยหน่วยที่อยู่อาศัยประเภทห้องชุดจำนวนมาก แต่ผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อยยังขาดความเชื่อมั่น และแสดงความเห็นว่าอัตราส่วนการปฏิเสธคำยื่นขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มสูงขึ้นในภาพรวมของระบบสถาบันการเงิน อีกทั้งผู้บริโภคยังชะลอการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย โดยบางส่วนอาจเนื่องมาจากภาวะหนี้ครัวเรือน และบางส่วนอาจรอดูว่าภาครัฐจะออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์หรือไม่อย่างไร

ผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยเชื่อว่าเพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในตลาดที่อยู่อาศัย และเร่งให้มีการโอนหน่วยที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จ ภาครัฐควรออกมาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนและการจดจำนอง ดังที่บางรัฐบาลในอดีตเคยใช้มาแล้ว

ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

 

 

 

ข่าว reic จากสื่อสิ่งพิมพ์ อื่นๆ