Loading

ที่ดินจ่อปรับพุ่งปรี๊ด15%คลังอัดฉีดเงินกระตุ้น ศก.โค้งสุดท้าย

วันที่ : 28 ตุลาคม 2558
ที่ดินจ่อปรับพุ่งปรี๊ด15%คลังอัดฉีดเงินกระตุ้น ศก.โค้งสุดท้าย

ธนารักษ์จ่อประกาศราคาที่ดินปี 59-62 กทม.ปรับขึ้น 15% ด้านคลังคลอดมาตรการรัฐช่วยกระจายเม็ดเงินสู่ระบบเศรษฐกิจแล้ว เชื่อไตรมาส 4 เห็นผลชัด ดัน GDP ปี 59 โต 3.8% ระบุแบไต๋ เล็งใช้ "สินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ" อนาคต

นายเอกวัฒน์ มานะแก้ว รองอธิบดีด้านบริหาร กรมธนารักษ์ กล่าวในการสัมมนาทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยกรุงเทพฯ ปริมณฑล ในหัวข้อราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินรอบใหม่ปี 2559-2562 พบว่า ภาพรวมที่ดินในกรุงเทพมหานคร มีการปรับราคาเพิ่มขึ้น 15.78% ซึ่งราคาสูงสุดในกรุงเทพฯ อยู่ที่พื้นที่สีลม ราคาตารางวาละ 1 ล้านบาท ส่วนราคาที่ดินตามแนวรถไฟฟ้าจากการประเมินพบว่า มีราคาสูงขึ้นประมาณ 75% ส่งผลให้ราคาที่ดินทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 25% โดยราคาที่ดินรายภูมิภาค ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ มีราคาประเมินสูงสุดตารางวาละ 250,000 บาท ซึ่งราคาที่ดินปรับเพิ่ม เนื่องจากมีการขยายตัวของธุรกิจบริการ และการเข้าไปประกอบธุรกิจการท่องเที่ยว ที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น ตารางวาละ 2 แสนบาท ต่ำสุด 50 บาท ราคาเปลี่ยนแปลง 28.5% ภาคใต้ สงขลา ราคาสูงสุดตารางวาละ 4 แสนบาท ภาพรวมปรับเพิ่มขึ้น 35% ขณะที่แนวโน้มราคาประเมินที่ดินในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 5 จังหวัดภาพรวมทั้งประเทศปรับเพิ่มขึ้น 40-50% ได้แก่จังหวัดมุกดาหาร เพิ่มขึ้น 38.12% สงขลา เพิ่มขึ้น 35% หนองคาย เพิ่มขึ้น 37.17% ตาก เพิ่มขึ้น 42.65% สระแก้ว เพิ่มขึ้น 24.16 % ส่วนจังหวัดตราดขณะนี้ยังไม่ได้ข้อยุติ โดยกรมธนารักษ์จะประกาศราคาที่ดินอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 1 ม.ค.59

ดร.สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า มาตรการนโยบายรัฐบาลทั้งการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ดูแลผู้ประกอบการ SMEs การปล่อยสินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย โดยจากการประชุมติดตามความคืบหน้าการดำเนินการต่างๆ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หน่วยงานที่ดูแลได้ยืนยันว่า ขณะนี้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแล้ว อาทิ การช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ผ่านกองทุนหมู่บ้าน วงเงิน 60,000 ล้านบาท ล่าสุดเงินได้ถึงมือประชาชนแล้วเกินครึ่งของงบประมาณ มีประชาชนได้ประโยชน์ประมาณ 2,000,000 ราย ขณะที่แนวโน้มการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย ทางธนาคารอาคารสงเคราะห์แจ้งว่า อาจต้องขยายวงเงินเพิ่ม ทั้งนี้โครงการลงทุนขนาดเล็กที่ใช้วงเงิน 1,000,000-5,000,000 บาท ทางกระทรวงมหาดไทยกำลังเร่งเดินหน้าโครงการ โดยจะมีการเบิกจ่ายได้ในเดือนธันวาคมนี้ จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ คือ ม.ค.59

อย่างไรก็ตาม ด้านความเชื่อมั่นของภาคเอกชน พบเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งดูได้จากผลการสำรวจดัชนีต่างๆ ทั้งนี้ ส่วนตัวมั่นใจว่าไตรมาส 4 เศรษฐกิจจะฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัดจนถึงปีหน้า โดยปีนี้คาด GDP ขยายตัวที่ 2.8% ขณะปี 59 เชื่อเศรษฐกิจโลกจะดีขึ้น รวมทั้งผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ออกมาจะช่วยให้ GDP ปี 59 ขยายตัวได้ 3.8%

ดร.วโรทัย โกศลพิสิษฐ์กุล รองผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวในงานสัมมนาประจำปีจัดโดยศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ว่า ปัจจัยระยะสั้นที่มีผลต่อภาคอสังหาฯ นั้น ปัจจัยหนี้ครัวเรือนส่งผลกระทบต่อกำลังซื้ออยู่บ้าง โดยเฉพาะในประเด็นทำให้การก่อหนี้ใหม่สำหรับการซื้ออสังหาฯ ทำได้ยากขึ้น ซึ่งยังมีปัจจัยบวกจากอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ ทำให้กระตุ้นคนอยากซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมในด้านภาวะตลาดอสังหาฯ เดิม อัตราดูดซับเคยสูงถึง 21 เดือน (จำนวนหน่วยเหลือขายที่ต้องใช้เวลาในการขายหมดทั้งโครงการ) ล่าสุด ณ มี.ค.58 พบว่าอัตราดูดซับลดลงเหลือ 17 เดือน ถือว่าดีขึ้น สถิติการจดทะเบียนพบว่ามีประมาณ 9 ล้านราย ซึ่งภาษีรายได้จากการโอนและจดจำนอง ตัวเลขอยู่ที่เกือบ 9 หมื่นล้านบาท โดย 3 หมื่นล้านบาทจะเป็นรายได้ท้องถิ่น

สำหรับมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลพบว่า มาตรการด้านการเงินและการคลัง แบ่งเป็นมาตรการด้านการเงิน โดยให้ ธอส.จัดวงเงิน 10,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ลูกค้าที่เคยถูกปฏิเสธสินเชื่อ มีรายได้สุทธิต่ำกว่า 3 หมื่นบาท โดยมีเงื่อนไขผ่อนปรนจากเกณฑ์ DSR (Debt Service Ratio) หรือความสามารถชำระหนี้ต่อรายได้ จากเดิม 30-40% เพิ่มเป็น 40-50% ล่าสุดทราบมาว่า วงเงินของ ธอส.มีประชาชนให้ความสนใจและยื่นขอกู้ไปแล้วกว่า 8,000 ล้านบาท อีกด้านคือ "มาตรการการคลัง" โดยยกเว้นค่าโอนจาก 2% เหลือ 0.01% กับลดค่าจดจำนองจาก 1% เหลือ 0.01% แต่ไม่เกิน 2 แสนบาท (หรือราคาอสังหาฯ ไม่เกิน 20 ล้านบาท) มาตการด้านลดหย่อน โดยประเภทที่อยู่อาศัยที่เข้าคือ อาคารพร้อมที่ดิน ห้องชุด ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ต้องซื้อเป็นบ้านหลังแรก และมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่ต่ำกว่า 5 ปี

สรุปปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่อภาคอสังหาฯ ได้แก่ 1.การปรับราคาประเมินที่ดินใหม่ ของกรมธนารักษ์ มีผล 1 ม.ค.59 ถึงปี 62 เฉลี่ยทำให้ราคาประเมินเพิ่ม 25% ทั่วประเทศ 2.ภาษีการรับมรดกและการให้ ณ วันนี้ ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง คาดว่าภายในต้น ก.พ.59 จะมีผลบังคับใช้ โดยการรับมรดกส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท จะต้องเสียภาษีตามกฎหมายใหม่ ขณะที่การลดค่าโอนและจดจำนองจะมีผลบังคับใช้ถึง เม.ย.59, วงเงินกู้ผ่อนปรนเงื่อนไขการพิจารณาสินเชื่อของ ธอส.จะสิ้นสุด 18 ต.ค.59 และมาตรการลดหย่อนจะสิ้นสุด 31 ธ.ค.59

ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

 

 

 

ข่าว reic จากสื่อสิ่งพิมพ์ อื่นๆ