Loading

คอลัมน์ ลัดรั้วเขตศก.พิเศษ: เปิดนโยบายเขตศก.พิเศษ ผลงานใหญ่รัฐบาล บิ๊กตู่

วันที่ : 16 ตุลาคม 2558
คอลัมน์ ลัดรั้วเขตศก.พิเศษ: เปิดนโยบายเขตศก.พิเศษ ผลงานใหญ่รัฐบาล บิ๊กตู่

ทีมเศรษฐกิจ

การประคองเศรษฐกิจไทยให้อยู่รอดปลอดภัยในขณะนี้คงเหลือตัวเลือกอีกไม่มากนัก ด้วยเพราะปัญหาหลักจากภาค "การส่งออก" จากเดิมทีที่เคยเป็นเส้นเลือดใหญ่คอยหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจให้เติบโต...แต่ปัจจุบันกลับโดนพิษเศรษฐกิจโลกที่หดตัวต่อเนื่อง เล่นงานเสียจนอาการโคม่าและก็ไม่รู้ว่าจะใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกับการกู้อาการให้กลับมาดีดังปกติจนทำให้รัฐบาลเอง...ต้องเร่งหาตัวยามาระงับโรคเพื่อไม่ให้ผลร้ายลุกลามกระทบกับระบบเศรษฐกิจไปมากกว่าที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

หนึ่งในแนวทางนั้นก็คือการผลักดันของใหม่อย่าง "เขตเศรษฐกิจพิเศษ" บริเวณแนวชายแดนเพื่อแก้ปัญหาเพราะรัฐบาลเห็นว่า หลังจากได้ส่องดูอย่างถี่ถ้วนแล้ว พบว่า การค้าระหว่างโลกที่หดตัวลงไปในช่วงไม่กี่ปีมานี้สวนทางกับการค้าระหว่างชายแดน และการค้าระหว่างประเทศรอบบ้านที่เริ่มขยายตัวทุกปีแม้ว่าจะเทียบไม่ได้กับการค้าการส่งออกในภาพใหญ่แต่ก็มีมูลค่าคิดเป็นตัวเงินเหยียบล้านล้านบาท

ดังนั้นเพื่อฉายภาพให้เห็นถึงความสำคัญของการลงมือพัฒนา "เขตเศรษฐกิจพิเศษ" อย่างจริงจัง และถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงแกมสีเขียวของรัฐบาล "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรี ว่า รายละเอียดต่าง ๆ ของแผนการพัฒนานี้ในภาพรวมเป็นอย่างไร ทีมข่าวเศรษฐกิจ "เดลินิวส์" จึงได้รวบรวมมานำเสนอโดยในตอนแรกนี้ จะขอเสนอให้เห็นในภาพรวมของที่มาที่ไปก่อนว่าแท้จริงแล้วเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ว่า มีหน้าตาเป็นอย่างไร

ต่อจิ๊กซอว์จากแนวคิดสู่การปฏิบัติ

อย่างไรก็ตามการที่รัฐบาลหันมาจับเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้เพื่อหวังให้เป็นตัวเลือกหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเพราะช่วยชดเชยตัวเลขการส่งออกที่ค่อย ๆ ลดลงตามทิศทางการค้าของโลก แม้ว่าเรื่องนี้จะเพิ่งพูดถึงกันในช่วงไม่ถึง 10 ปีมานี้ โดยแรกๆหน่วยงานหลักที่คอยต่อจิ๊กซอว์แนวคิดนี้ขึ้นมา นั่นก็คือสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสศช.แต่ก็เพียงแค่เตรียมแผนไว้ในหน้ากระดาษยังไม่ถูกหยิบมาปรุงแต่งจนเกิดเป็นรูปเป็นร่างอย่างจริงจัง จนเมื่อมาถึงรัฐบาล "พล.อ.ประยุทธ์" ได้เห็นถึงความสำคัญ เลยใช้กลไกรัฐที่มีอยู่พยายามผลักดันแนวคิดนี้จนในที่สุดก็สำเร็จออกมาได้

ประกาศเขตเศรษฐกิจระยะแรก พลันคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เข้ามาบริหารประเทศไม่กี่เดือนต่อจากนั้น "พล.อ.ประยุทธ์" ก็ได้ออกคำสั่งหัวหน้า

คสช. แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.)ขึ้น มีหน่วยงานรัฐและเอกชนร่วมเป็นกรรมการซึ่งการเร่งเรื่องดังกล่าว ก็ถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ 9 ด้านของ คสช. เรื่องของการสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ด้วยการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้นโดยเร็วเพราะจะช่วยให้เกิดการ กระจายความเจริญสู่ท้องถิ่นและเป็นประโยชน์ในแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศ

พร้อมกับประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษในระยะแรก 5 พื้นที่เชื่อมโยง 3 ประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งเมียนมา, กัมพูชา  และมาเลเซีย คือเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตาก, เขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดมุกดาหาร, เขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสระแก้ว, เขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตราด และเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสงขลา รวมพื้นที่กว่า 1.83 ล้านไร่ ต่อมาได้ประกาศเพิ่มเติมอีก 1 จังหวัด คือเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดหนองคาย จากเดิมที่อยู่ในระยะที่ 2 ขึ้นมาเป็นระยะแรกรองรับเส้นทางรถไฟที่เชื่อมมาจากเมืองเวียงจันทน์ ของสปป.ลาว มายังจังหวัดหนองคาย ครอบคลุมพื้นที่ 5.5 แสนไร่ด้วย

ประกาศพัฒนาเขตเศรษฐกิจระยะต่อไป

หลังจากที่ได้ประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษระยะแรกไปเป็นที่เรียบร้อย ไม่นานจากนั้น กนพ. ลุยประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษในระยะที่ 2 อีก 5 จังหวัด คือเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดกาญจนบุรี เขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดเชียงราย เขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดนครพนม เขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดนราธิวาส และเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดหนองคาย แต่ภายหลังหนองคายได้ถูกยกระดับไปอยู่ในระยะแรกแล้ว ครอบคลุม 63 ตำบล ใน 16 อำเภอและยังวางแผนกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ตอนใน เบื้องต้นเล็งไว้บริเวณพื้นที่ในอีสเทิร์นซีบอร์ด เช่น จังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และนครราชสีมา โดยเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย

กำหนดกิจการเป้าหมายในพื้นที่

หลังจากประกาศพื้นที่แล้ว ที่ตามมาคือการกำหนดกิจการเป้าหมายที่จะเข้าไปลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์ระดับสูงตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอซึ่งมีทั้งหมด 13 กลุ่มกิจการ ไล่ตั้งแต่ 1. อุตสาหกรรมการเกษตร ประมงและกิจการที่เกี่ยวข้อง  2. เซรามิกส์  3.อุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องหนัง 4. อุตสาหกรรมผลิตเครื่องเรือน 5. อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ 6. การผลิตเครื่องมือแพทย์ 7. อุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องจักรและชิ้นส่วน 8.อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 9. การผลิตพลาสติก 10. การผลิตยา 11.กิจการโลจิสติกส์  12. นิคมหรือเขตอุตสาหกรรม และ 13. กิจการเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว

ให้สิทธิประโยชน์จูงใจลงทุน ขณะที่การจูงใจให้เขตเศรษฐกิจพิเศษเกิดขึ้นอย่างจริงจังรัฐบาลได้สั่งให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอไปจัดหาสิทธิประโยชน์จูงใจเอกชนให้เข้ามาลงทุนในพื้นที่ดังกล่าว และได้ประกาศออกมาเป็นที่เรียบร้อยโดยให้สิทธิประโยชน์กับนักลงทุนตามกิจการเป้าหมายสูงสุด แบ่งเป็นด้านภาษี คือยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 8 ปี และลดหย่อนสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการลงทุน 50% เป็นเวลา 5 ปี สามารถหักค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า และค่าประปา 2 เท่าของค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 30 ปี นับตั้งแต่วันเริ่มมีรายได้จากการประกอบกิจการหักเงินลงทุนในการติดตั้งหรือก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก 25% ของเงินลงทุน นอกเหนือไปจากการหักค่าเสื่อมราคาตามปกติพร้อมกับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักร ยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นสำหรับส่วนที่ผลิตเพื่อการส่งออก 5 ปี อีกทั้งยังอนุญาตให้ใช้แรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือในโครงการที่รับการส่งเสริมด้วย

          ทั้งหมดนี้คือภาพรวมของ 'เขตเศรษฐกิจพิเศษ"  ที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าเพื่อหวังให้เป็นตัวเลือกหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่วนรายละเอียดของเขตเศรษฐกิจในแต่ละแห่งจะเป็นอย่างไรนั้น ต้องติดตามกันต่อในครั้งต่อไป

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

 

 



 

ข่าวเขตเศรษฐกิจพิเศษ อื่นๆ