Loading

บ้านหลังแรก ลดหย่อนภาษี 20%ใน5ปี มีผล19ตุลาฯนี้-รัฐสูญ1.6หมื่นล้านกระตุ้นอสังหาฯ

วันที่ : 14 ตุลาคม 2558
บ้านหลังแรก ลดหย่อนภาษี 20%ใน5ปี มีผล19ตุลาฯนี้-รัฐสูญ1.6หมื่นล้านกระตุ้นอสังหาฯ

อสังหาฯ คาดกระตุ้น กำลังซื้อตั้งแต่ไตรมาส 4 คาดปีนี้โต 10-13%

ครม.ไฟเขียวมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ลดค่าโอน-จำนองเหลือ 0.01% พร้อม หักลดหย่อนภาษีได้ 5 ปี ตีกรอบ "บ้านหลังแรก-ห้ามโอนใน5ปี" ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท คาดสูญรายได้ 16,000 ล้าน ด้านแบงก์คาดดันยอดโอนพุ่งแตะ 5 แสนล้านใน 6 เดือน ขณะเอกชนคาดส่งผลอสังหาฯปีนี้โต 10-13%

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (13 ต.ค.) เห็นชอบมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ โดยมีเป้าหมายต้องการให้ผู้มี รายได้น้อยและปานกลางมีที่อยู่อาศัย ซึ่งคาดว่า รัฐจะสูญเสียรายได้จากค่าธรรมเนียมและภาษี 16,000 ล้านบาท และมีผู้สนใจซื้อที่อยู่อาศัยราว 20,000 ราย

มาตรการดังกล่าวใช้เป็นการทั่วไป ผู้ซื้อสามารถกู้ธนาคารพาณิชย์ได้ แต่หากเงื่อนไขไม่ผ่านสามารถกู้จากธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธ.อ.ส.)

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า มาตรการที่ ครม.อนุมัติ มีทั้งมาตรการทางการเงินผ่านธนาคารอาคารสงเคราะห์ และมาตรการทางภาษีของกระทรวงการคลังและลดค่าธรรมการโอนของกระทรวงมหาดไทย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 19 ต.ค.นี้

ผู้ที่ได้รับสิทธิจากโครงการนี้ จะต้องเป็นกรรมสิทธิ์ในบ้านหลังแรก และห้ามโอนหรือจำหน่ายก่อน 5 ปีนับตั้งแต่ได้กรรมสิทธิ์ เพื่อป้องกันการเก็งกำไร (อ่านรายละเอียดน.2)

"ธุรกิจอสังหาฯเชื่อมโยงกับธุรกิจอื่นๆ อย่างมาก ซึ่งมาตรการนี้จะช่วยกระตุ้นภาคเศรษฐกิจโดยรวม และเป็นมาตรการที่มีระยะเวลาในการช่วยเหลือในเวลาจำกัดคือกำหนดถึงวันที่ 31ธ.ค. 2559 โดยกลุ่มเป้าหมายคือผู้ที่มี รายได้เดือนละไม่เกิน 30,000 บาท โดยเกณฑ์หลักประกันเป็นไปตามระเบียบปฏิบัติงานสินเชื่อของ ธอส. คาดว่า จะมีผู้ที่เคยถูกปฏิเสธการปล่อยกู้จะได้ประโยชน์ประมาณ5,000 - 6,000คน โดยมาตรการที่ออกมาแม้รัฐจะสูญเสียรายได้ไปบ้างแต่จะได้รายได้ในรูปของภาษีมูลค่าเพิ่ม กลับคืนมา"นายอภิศักดิ์กล่าว

นายสมคิด  จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในขณะนี้เศรษฐกิจไทยเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นแล้ว โจทย์คือทำอย่างไรให้มีเงินหมุนเวียนลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนมากขึ้นซึ่งมาตรการช่วยเหลือภาคอสังหาริมทรัพย์

ปัจจุบันมีสัญญาณของการชะลอตัวลง ในหลายพื้นที่ เหมือนกับในช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ซึ่งรัฐบาลเคยใช้ มาตรการนี้แต่ในครั้งนี้เราไม่ได้ลดภาษีธุรกิจเฉพาะแต่เป็น การช่วยเหลือให้ ผู้ที่มีรายได้ไม่สูงมากนัก มีโอกาสมีบ้านของตนเอง ซึ่งเรื่องของบ้านและ ที่อยู่อาศัยเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญมาก โดยได้กล่าวในที่ประชุมครม.ว่า อยากให้คนไทยที่มีรายได้น้อยได้มีโอกาสมีบ้าน เป็นของตัวเอง

นอกจากนี้ยังเตรียมหารือกับธนาคารออมสิน ให้เป็นแกนกลางไปคุยกับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เพื่อช่วยสร้างที่อยู่ อาศัยราคาเหมาะสมกับผู้ที่มีรายได้น้อยด้วย

แบงก์คาดยอดโอนพุ่ง5แสนล้าน

นางพิกุล ศรีมหันต์ รองผู้จัดการใหญ่ สายสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและธุรกิจรายย่อย ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาได้มาก เพราะในขณะนี้ผู้ประกอบการต่างมีสต็อกเหลือค้างอยู่มาก มาตรการที่ออกมาจะช่วยระบายสต็อกได้มาก โดยคาดว่าในช่วง 6 เดือนข้างหน้านี้จะมีมูลค่าการโอนประมาณ 5 แสนล้านบาท

"จริงๆ จะมีความต้องการโอนบ้านอยู่แล้ว แต่มาตรการที่ออกมาจะช่วยเร่งการตัดสินใจให้เร็วขึ้น แต่ในระยะยาวคงไม่กระตุ้นให้ผู้ประกอบการลงทุนเพิ่ม แต่จะเน้นระบายสต็อกมากกว่าโดยเฉพาะคอนโดมิเนียมที่ต่ำกว่า 3 ล้านบาทจะได้ประโยชน์มาก"

สำหรับสินเชื่อบ้านนั้นเชื่อว่าจะทำให้ตลาดเติบโตได้มากขึ้นในช่วงปลายปีนี้จะเห็นการเติบโตของสินเชื่อใหม่ในระดับ 10% จากในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาเติบโต 8% หรือกว่า 8 หมื่นล้านบาท ดังนั้น 3 เดือนสุดท้ายต้องทำเพิ่มอีก 1 หมื่นล้านบาทเชื่อว่าจะถึงตามที่คาดไว้

ส่วนที่ให้ธอส.ปล่อยกู้ให้กับผู้ที่ถูกธนาคารพาณิชย์ปฏิเสธสินเชื่อวงเงินหมื่นล้านบาทนั้นยอมรับว่าเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ยากดังนั้นธอส.ควรกำหนดเงื่อนไขให้ลูกค้ายื่นเอกสารการถูกปฏิเสธสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ เพื่อไม่ให้เป็นกลุ่มลูกค้ากลุ่มเดียวกันกับธนาคารพาณิชย์

สินเชื่อไตรมาส4ส่อโต30%

นางสาวอรอนงค์ อุดมก้านตรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายธุรกิจรายย่อย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย มองว่า ค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองที่ลดลงจะช่วยลดภาระให้ผู้ซื้อได้มาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลาง ช่วยให้ลูกค้ามีการตัดสินใจโอนมากขึ้น และช่วยให้บริษัทที่พร้อมโอนสามารถระบายสต็อกได้มากขึ้นจากปัจจุบันที่ตลาดยังมีสต็อกในระดับสูง

"มาตรการที่ออกมานี้เป็นยาแรงกระตุ้นตลาดอสังหาฯได้มาก และเชื่อว่าจะช่วยดึงดูดความมสนใจบ้านระดับราคา 3 ล้านลงมาได้มาก เพราะลูกค้าเอาไปลดหย่อนได้เยอะ ข้อดีของมาตรการภาษีทำให้คนที่ยังไม่ตัดสินใจซื้อก็ตัดสินใจง่ายขึ้น"

          ธนาคารมองว่าภาพรวมไตรมาส 4 จะเห็นการเติบโตมากกว่า 30% จากปกติปล่อยสินเชื่อเดือนละ 1 พันล้าน แต่เมื่อมีมาตรการนี้จะทำให้ยอดปล่อยสินเชื่อเพิ่มเป็น 1.2 พันล้านต่อเดือน โดยธนาคารจะทำงานใกล้ชิดกับโครงการมากขึ้นเพื่อเร่งการตัดสินใจ

เอกชนคาดหนุนอสังหาฯปีนี้โต10-13%

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมธุรกิจอาคารชุดไทย กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐ จะกระตุ้นเศรษฐกิจส่งผลดีโดยรวมเนื่องจากผู้ประกอบการจะเร่งการลงทุน เพื่อส่งมอบโครงการให้เร็วทันระยะเวลามาตรการใน 6 เดือน และผู้บริโภคเองก็เร่งตัดสินใจซื้อเร็วขึ้น

จากความชัดเจนของมาตรการที่ออกมามีผลในทันที จะทำให้ยอดลูกค้าที่รอโอนอยู่ก่อนหน้านี้ เข้ามาโอน เชื่อว่าจะในโค้งสุดท้ายปีนี้ จะมีการโอนมากขึ้น ซึ่งมีที่อยู่อาศัยรอโอนในกรุงเทพฯและปริมณฑลช่วง 3 เดือนสุดท้าย มูลค่ารวมประมาณ 1.2 แสนล้านบาท แบ่งเป็น คอนโดมิเนียม มูลค่า 8 หมื่นล้านบาท และเป็น ทาวน์เฮ้าส์ บ้านเดี่ยว มูลค่ารวมประมาณ 4 หมื่น ล้านบาท ทำให้เงินหมุนเวียนกลับมากระตุ้นเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ช่วยจะเร่งการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค จะส่งผลต่อยอดขายใหม่ปีนี้ เติบโตได้ 10-13% ด้วยมูลค่ารวมประมาณ 3.3 แสนล้านบาท จากคาดการณ์ว่าเติบโตเพียง 5% และจะมีผลกระตุ้น ตลาดอสังหาฯเติบโตต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า

กระตุ้นอสังหาฯไตรมาสสี่ฟื้น

นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจ บ้านจัดสรร กล่าวว่า มาตรการอสังหาริมทรัพย์ที่ออกมาจะช่วยกระตุ้นยอดขายในช่วงไตรมาสที่4ให้เติบโตกว่า10%ซึ่งจะช่วยให้ขับเคลื่อน ให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ทั้งปีสามารถขยายตัว เป็นบวก ทั้งนี้ประเมินว่า ปีนี้ยอดขายอสังหา ริมทรัพย์จะขยายตัวได้ 5% มูลค่าราว 3 แสนล้านบาท จากเดิมที่ประเมินว่าตลาดอาจจะติดลบ ประมาณ 5%

"มาตรการอสังหาริมทรัพย์ที่ออกมาเป็นมาตรการที่ดีมาก สะท้อนว่ารัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นธุรกิจ ที่ใช้ทรัพยากรในประเทศกว่า 90%และสร้าง มูลค่าธุรกิจเกี่ยวเนื่องอีกกว่า 2.9 เท่า เชื่อว่า มาตรการนี้จะจะทำให้ทั้งยอดขายใหม่และยอดโอนเพิ่มขึ้น ตลาดอสังหาริมทรัพย์ช่วงโค้ง ท้ายปีคึกคักมากขึ้น"

กระตุ้นตลาดเดิมเร่งซื้อ-โอนคึกคัก

นางสุพินท์ มีชูชีพ กรรมการผู้จัดการ บริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เจแอลแอล (โจนส์ แลง ลาซาลล์) กล่าวว่า แม้มาตรการระยะสั้นที่ได้รับการเสนอดังกล่าว อาจไม่ช่วยกระตุ้นให้เกิดดีมานด์หรือความต้องการใหม่เพิ่มขึ้นในตลาดที่อยู่อาศัย แต่เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นให้มีการเร่งการซื้อและโอนบ้าน-คอนโดให้เร็วขึ้น

"โครงการบ้านและคอนโดที่การก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จพร้อมให้โอนในช่วง 6 เดือนข้างหน้าจะไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้ นอกจากนี้ ค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนอง มีสัดส่วนคิดเป็นประมาณ 40% ของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมด ในการทำธุรกรรม ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ไม่มาก เมื่อเทียบกับมูลค่าของบ้านหรือคอนโดที่ซื้อ ดังนั้น การลดค่าธรรมเนียมทั้งสองรายการอาจ ไม่ได้มีผลมากถึงกับสามารถจูงใจให้ผู้ที่ยัง ไม่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในขณะนี้ให้เปลี่ยน มาตัดสินใจซื้อได้"

อย่างไรก็ดี ข้อเสนอมาตรการดังกล่าวจะเป็นประโยชน์สำหรับโครงการบ้านและคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จแล้วและมียูนิตเหลือขาย รวมถึงโครงการที่จะสร้างเสร็จพร้อมให้โอนได้ในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า

คาดว่าผู้ที่กำลังพิจารณาอย่างจริงจังที่จะซื้อบ้านหรือคอนโดในโครงการเหล่านี้อยู่แล้ว จะเร่งตัดสินใจซื้อเร็วขึ้นเพื่อให้ได้ประโยชน์จากการลดค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมการซื้อ

"มาตรการที่เสนอนับเป็นแนวทางหนึ่งที่ดีเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจที่อยู่อาศัยในช่วงที่การซื้อขายชะลอตัว การกระตุ้นให้มีการซื้อและการโอนเร็วขึ้น จะช่วยเสริมความเข้มแข็งทางการเงินให้กับผู้พัฒนาโครงการให้สามารถลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ๆ ต่อไปได้ ซึ่งถือ เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของการลงทุนโดย ภาคเอกชนที่จะช่วยขับเคลื่อนการเติบโต ของเศรษฐกิจมหภาคของประเทศต่อไป" นางสุพินท์ กล่าว

นายแสนผิน สุขี กรรมการผู้จัดการใหญ่ โกลเด้นแลนด์ เรสซิเด้นซ์ กล่าวว่า จากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐ โดยมีผล ทั้งในแง่ของการช่วยลดค่าใช้จ่ายแก่ผู้ซื้อ และในแง่ของจิตวิทยา ทำให้ลูกค้าเร่งโอนกรรมสิทธิ์เพื่อรับประโยชน์จากมาตรการ ดังกล่าว ซึ่งในส่วนของบริษัทมียอดขาย รอโอนไตรมาส 4 อยู่ที่ 2,000 ล้านบาท จากมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog) อยู่ที่ 3,000 ล้านบาท

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ