Loading

ดับบลิวเอชเอ รับอานิสงส์เขตศก.พิเศษเผยครึ่งปีหลังเจรจาลูกค้าเพิ่มกว่า2เท่า

วันที่ : 2 ตุลาคม 2558
ดับบลิวเอชเอ รับอานิสงส์เขตศก.พิเศษเผยครึ่งปีหลังเจรจาลูกค้าเพิ่มกว่า2เท่าหวังปี2563ธุรกิจหลักสร้างรายได้ปีละ2หมื่นล้าน

หวังปี2563ธุรกิจหลักสร้างรายได้ปีละ2หมื่นล้าน

'ดับบลิวเอชเอ' มั่นใจซูเปอร์ คลัสเตอร์ช่วยฟื้นการลงทุนในประเทศ รับอานิสงส์ลูกค้า 3 กลุ่มหลักฟื้นตัว ได้แก่ ยานยนต์ โลจิสติกส์ และดิจิทัล เผยช่วงครึ่งปีหลังมีลูกค้าเข้ามาเจรจาเพิ่มขึ้นราว 2.5 เท่า พร้อมวางเป้า 5 ปี ธุรกิจหลักสร้างรายได้ปีละ 20,000 ล้านบาท ชี้ภายใน 2 ปี เร่งล้างหนี้กว่า 25,000 ล้านบาท กดหนี้สินต่อทุนเหลือ 1.3 เท่า

การที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ ในรูปแบบคลัสเตอร์ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ให้เป็นซูเปอร์คลัสเตอร์หรือสำหรับกิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ในพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครราชสีมา เชียงใหม่ และภูเก็ต

นายสมยศ อนันตประยูร ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) WHA กล่าวว่า บริษัทจะได้รับปัจจัยบวกจากนโยบายดังกล่าว ค่อนข้างมาก เนื่องจากลูกค้าหลักของบริษัทอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน โลจิสติกส์ และดิจิทัล ซึ่งเป็น 3 กลุ่มที่อยู่ในการส่งเสริมของนโยบายนี้ นอกจากนี้ลูกค้าของบริษัทยังกระจายอยู่ในพื้นที่ที่ภาครัฐประกาศให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้งหมด

"โดยส่วนตัวเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการประกาศนโยบายในครั้งนี้ เพราะเป็นการนำเอาศักยภาพและจุดแข็งด้านการลงทุนของประเทศที่มีอยู่มาขยายเพื่อก้าวไปเป็นศูนย์กลางของอาเซียน โดยตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังมานี้และภายหลังจากการประกาศนโยบาย บริษัทเริ่มมีลูกค้าเข้ามาเจรจามากขึ้นกว่า 2.5 เท่า จากช่วงปกติ โดยเฉพาะในส่วนของคลังสินค้าแบบ Built to suit ที่มีความต้องการมากขึ้น โดยปัจจุบันมีการเจรจากับลูกค้าอยู่ราว 40-50 โครงการ" นายสมยศ กล่าว

กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ถือเป็นกลุ่มที่มีความสนใจลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีการลงทุนสูงอยู่แล้วก่อนหน้านี้ หลังจากชะลอตัวไปพอสมควรในช่วงครึ่งปีแรกส่งผลให้เป้าหมายยอดขายพื้นที่คลังสินค้าสำเร็จรูปในปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ 200,000 ตร.ม. ซึ่งในปัจจุบันบริษัทมียอดขายแล้วกว่า 170,000 ตร.ม.

แนวโน้มการเติบโตของบริษัทใน 5 ปีจากนี้ คาดว่าบริษัทจะมีรายได้จากธุรกิจหลัก คือ สร้างคลังสินค้าและนิคมอุตสาหกรรม ปีละเกือบ 20,000 ล้านบาท โดยที่ไม่รวมรายได้จากการลงทุนใหม่ๆ อาทิ ธุรกิจดิจิทัล หรือการซื้อกิจการเพิ่มเติม ซึ่งในช่วง 2 ปีนี้ (ปี 2558-2559) บริษัทจะเร่งขายทรัพย์สินเข้ากองรีทเพื่อนำเงินมาจ่ายคืนหนี้เงินกู้ที่นำมาซื้อบริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน จำกัด (มหาชน) HEMRAJ จำนวน 30,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ภายหลังจากบริษัทดำเนินการควบรวมกิจการของเหมราชเข้ามาแล้วเสร็จ ในปีหน้าบริษัทเตรียมที่จะนำบริษัทย่อยด้านสาธารณูปโภคเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เบื้องต้นคาดว่าจะยื่นไฟลิ่งได้ช่วงต้นปีหน้า และเข้าจดทะเบียนราวไตรมาส 4 ซึ่งมูลค่าตามราคาตลาดของบริษัทน่าจะอยู่ที่ราว 25,000 ล้านบาท

ปัจจุบันสร้างรายได้ปีละกว่า 2,000 ล้านบาท จากการให้บริการไฟฟ้าและน้ำประปาแก่ลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซและถ่านหิน 318 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีกราว 200 เมกะวัตต์ ซึ่งในขณะนี้บริษัทมีแผนที่จะสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะอีก 40 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุนราว 6,000 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างต้นปีหน้า คาดใช้เวลา 2 ปี จะเริ่มสร้างรายได้ นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนที่จะลงทุนโซลาร์รูฟเพิ่มเติม

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 

 

 

ข่าวเขตเศรษฐกิจพิเศษ อื่นๆ