Loading

ธปท.ห่วงเสถียรภาพการเงินพบคอนโดฯล้นตลาด-ส่อเก็งกำไร

วันที่ : 28 กันยายน 2558
ธปท.ห่วงเสถียรภาพการเงินพบคอนโดฯล้นตลาด-ส่อเก็งกำไร

ธปท.หวังรายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นช่วยกดหนี้ครัวเรือนลดลง และช่วยลดความน่าห่วง ด้าน กนง.กำชับติดตามภาคอสังหาฯ หวั่นคอนโดมิเนียมล้นตลาด และพบเก็งกำไรระยะสั้นเพิ่มขึ้น ห่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวช้าความต้องการชะลอและราคาคอนโดฯ ลดลง ทำให้กระทบรายได้และความสามารถชำระหนี้ของผู้ประกอบการ และเสถียรภาพการเงินในอนาคต

นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ในระบบมีปริมาณหนี้ครัวเรือนค่อนข้างสูง และมีปริมาณเพิ่มขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ธปท.เองก็มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยหวังว่าแม้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น แต่รายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นตาม ซึ่งปัจจุบันบางภาคเศรษฐกิจอื่นๆ มีรายได้ดีขึ้น โดยเฉพาะภาคบริการ ดังนั้น เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น หนี้ไม่ขยับด้านเดียว ทำให้ความน่าห่วงปัญหานี้ก็จะน้อยลง ซึ่ง ธปท.เองคงไม่ห่วงมากขึ้น

ในรายงานนโยบายการเงินเดือน ก.ย. 58 ระบุว่า เศรษฐกิจอ่อนแอส่งผลให้ฐานะการเงินของภาคธุรกิจขนาดเล็ก และภาคครัวเรือนมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น สะท้อนจากรายได้ และความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนมีแนวโน้มลดลง ในระยะต่อไปต้องติดตามผลกระทบเศรษฐกิจต่อรายได้และความสามารถชำระหนี้ของครัวเรือนที่มีภาระหนี้สูง โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย และเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้ง เพราะครัวเรือนกลุ่มดังกล่าวมีสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (Debt Service Ratio หรือ DSR) ที่อยู่ในระดับสูงกว่ากลุ่มอื่น

ห่วงอสังหาฯ ขาดสภาพคล่อง

รายงานฉบับดังกล่าวเผยแพร่บทความหัวข้อ "การประเมินความเสี่ยงของอุปทานคงค้าง และการเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์" ระบุว่า กนง.สั่งให้ติดตามความชัดเจนฟื้นตัวเศรษฐกิจจะมีผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภค รวมถึงปรับตัวของผู้ประกอบการในภาวะอุปทานคงค้างเพิ่มขึ้น ซึ่งหากเศรษฐกิจฟื้นตัวช้าต่อเนื่องอาจเกิดความเสี่ยงที่อุปสงค์จะชะลอตัวมากขึ้น และราคาอาคารชุดอาจปรับลดลงส่งผลกระทบต่อรายได้ และความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ประกอบการ และเสถียรภาพการเงินในอนาคตได้

ช่วงครึ่งหลังของปี 58 อุปทานคงค้างของคอนโดฯ ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลยังมีแนวโน้มสูงขึ้นอีก และพบสัญญาณของการเก็งกำไรระยะสั้นผ่านการซื้อขายใบจองที่เร่งตัวขึ้นมากขึ้น แต่ปัจจุบันส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินค่อนข้างจำกัด โดยการเก็งกำไรระยะสั้นเพิ่มขึ้นสะท้อนดัชนีการเก็บกำไรใบจองกลับเพิ่มขึ้นตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี สอดคล้องกับมุมมองผู้ประกอบการ ดังนั้น ถ้าผู้ประกอบการตัดสินใจก่อสร้างภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว และไม่มีผู้ซื้อจริงมารับโอนกรรมสิทธิ์ก็จะเป็นภาระทางการเงินของผู้ประกอบการ และเพิ่มอุปทานคงค้างในตลาดอสังหาริมทรัพย์อีกด้วย

ส่วนสาเหตุอุปทานคอนโดล้นตลาดเกิดจาก 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ 1. จะมีอาคารชุดทยอยสร้างเสร็จในปีนี้ค่อนข้างมากหลังจากการเปิดขายในระดับสูงมากช่วง 2-3 ปีก่อน 2. ผู้ประกอบการมีแผนเปิดขายโครงการใหม่เพิ่มขึ้นในปีนี้ และ3. เริ่มเห็นสัญญาณสัดส่วนการรับโอนกรรมสิทธิ์เทียบกับจำนวนหน่วยจองอาคารชุดช่วง 2 ปีก่อนชะลอตัวต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 57 ซึ่งบางส่วนเกิดก่อสร้างล่าช้า ผู้จองบางส่วนเปลี่ยนใจหรือไม่สามารถขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินผ่าน ทำให้มีโอกาสสูงที่จะมีคอนโดฯ เหลือขายเพิ่มขึ้นอีกในช่วงต่อไป

คาดจีดีพีครึ่งปีหลังโต 2.5%

เลขานุการบอร์ดกนง.กล่าวว่า กนง.ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยเหลือ 2.7% จากเดิม 3.0% เป็นผลทั้งปัจจัยภายใน และนอกประเทศ  ซึ่งการปรับตัวเลขเศรษฐกิจครั้งใหม่นี้ ไม่ถือว่าเป็นตัวเลขเศรษฐกิจไทยต่ำสุดในประวัติการณ์ เพราะจากการประเมินแนวโน้มยังมีต่ำกว่านี้ อย่างไรก็ตาม แม้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวไม่ชัดเจน แต่ยังอยู่ลักษณะฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป และเห็นว่า ช่วงครึ่งหลังของปี 58 เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 2.5% จากช่วงครึ่งแรกของปีใกล้ 3% ซึ่งช่วงครึ่งหลังของปี ถ้าคิดเป็นรายไตรมาสปรับตัวดีขึ้น แต่เทียบรายปีจะไม่ดีนักผลจากฐานปีก่อนสูง ขณะเดียวกันปรับตัวเลขการส่งออกติดลบ 5% ถือว่าหดตัวกว่าการประเมินครั้งก่อนที่ติดลบ 1.5%

ที่มา : ASTVผู้จัดการรายวัน

 

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ