Loading

สศช.ลุยศึกษาเขตศก.พิเศษ2 แนะใช้ระบบตากโมเดล

วันที่ : 13 มกราคม 2558
สศช.ลุยศึกษาเขตศก.พิเศษ2 แนะใช้ระบบตากโมเดล

นครินทร์ ศรีเลิศ

สศช.เร่งศึกษาข้อมูลเขตเศรษฐกิจพิเศษระยะที่ 2 ในพื้นที่ 5จังหวัดเป้าหมายเชียงราย หนองคาย กาญจนบุรี นครพนม และนราธิวาส สรุปศักยภาพ จุดเด่น เสนอ กนพ.ก่อนกำหนดรายละเอียดพื้นที่และสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมด้านนักวิชาการแนะเร่งกำหนดสิทธิประโยชน์กฎหมายให้ชัดเจนหลังพบกว่า 20 หน่วยทำงานซ้ำซ้อน แนะตั้งองค์กรกลางบริหาร วางแผนพัฒนาเมืองคู่แฝดไทย-เพื่อนบ้านใช้ตากโมเดลเป็นต้นแบบ

นายชาญวิทย์ อมตะมาทุชาติ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สศช.ในฐานะกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.)อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดของพื้นที่ที่จะผลักดันให้เป็นเขตเศรษฐกิจระยะที่ 2 อีกจำนวน 5 พื้นที่ โดยขณะนี้มีการกำหนดจังหวัดที่มีศักยภาพแต่ยังไม่ได้กำหนดพื้นที่ที่ชัดเจนในแต่ละจังหวัดซึ่งเมื่อสามารถรวบรวมรายละเอียดต่างๆ ครบถ้วนแล้วจะ เสนอให้ที่ประชุม กนพ.พิจารณาต่อไป สำหรับพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษในระยะที่ 2 ให้กับที่ประชุมคณะกรรมการ กนพ.พิจารณา อีก 5 พื้นที่ซึ่งครอบคลุมพื้นที่บริเวณชายแดน ด่านและจุดผ่านแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านใน 5 จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงราย จ.หนองคาย จ.กาญจนบุรี จ.นครพนม และจ.นราธิวาส โดยพื้นที่ทั้ง 5 จังหวัด ถือว่าเป็น พื้นที่ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจและเป็นพื้นที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านซึ่ง จะมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจมากขึ้น ภายหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในช่วงปลายปี 2558

ทั้งนี้ สศช.ได้มีการศึกษาวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของแต่ละพื้นที่รวมทั้งกิจกรรมที่ควรมีการส่งเสริมในแต่ละพื้นที่ ภายหลังการ ได้รับการส่งเสริมเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ได้แก่ 1.จ.เชียงราย ปัจจุบันมีการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านขยายตัวในอัตราที่สูง โดยระหว่างปี 2552 - 2556 การค้าบริเวณด่านผ่านแดนอ.แม่สายเพิ่มขึ้น 26.7% ต่อปี และจุดผ่านแดน อ.เชียงแสน 108% ต่อปี และ ด่านผ่านแดน อ.เชียงของเพิ่มขึ้น 23.5% ต่อปี

ชี้เชียงรายศักยภาพสูงเชื่อมจีนใต้

นอกจากนั้น เชียงรายยังมีศักยภาพและโอกาสที่เป็นประตูสู่จีนตอนใต้ ทั้งทางบกและทางน้ำและเชื่อมโยงกับจังหวัดศูนย์กลางของภาคเหนือคือเชียงใหม่ได้สะดวก มีฐานการท่องเที่ยวเดิมในพื้นที่ เป็นแหล่งผลิต อาหารและสินค้าเกษตรที่สำคัญ เช่น ข้าว หอมมะลิ โดยพื้นที่ จ.เชียงรายสามารถส่งเสริม กิจกรรมที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจได้ หลากหลายเช่นใน อ.แม่สายสามารถพัฒนาด่านชานแดนรองรับการค้า การท่องเที่ยว การจัดตั้งศูนย์การประชุม ธุรกิจโรงแรม ร้านค้าปลอดภาษี ศูนย์การขนส่งมวลชนและศูนย์ข้อมูลการท่องเที่ยว และพื้นที่ อ.เชียงของ สามารถส่งเสริมการค้า การท่องเที่ยว ศูนย์ขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบและสำนักงานการค้าและศุลกากร เป็นต้น

2.จ.หนองคาย มูลค่าการค้าชายแดนระหว่างปี 2552- 2556 เพิ่มขึ้น 17.3% ต่อปี ถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีปริมาณการค้าระหว่าง ไทยและลาวสูงสุด นอกจากนั้น จ.หนองคายยังตั้งอยู่บนเส้นทางหลักเชื่อมไทย - สปป.ลาว โดยอยู่ห่างจากเวียงจันทน์เพียง24 กิโลเมตร และสามารถเชื่อมต่อไปยังเวียดนามและจีนตอนใต้ได้สะดวก รวมทั้งมีสะพานข้ามแม่น้าโขง และทางรถไฟไปถึงเวียงจันทน์ รวมทั้งในอนาคต สปป.ลาวและจีนมีแผนสร้างรถไฟความเร็วสูงและรถไฟทางคู่มาเชื่อมโยงกับประเทศไทยที่ จ.หนองคาย ที่สำคัญในฝั่ง สปป.ลาวยังมีเขตเศรษฐกิจเฉพาะเวียงจันทน์ - โนนทอง และเขตพัฒนาไชยสถานที่เน้นลงทุนอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรจึงสามารถที่จะสร้างความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจทั้งสองประเทศได้เพิ่มขึ้น หากไทยมีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษที่จ.หนองคาย

นราธิวาสเหมาะฐานผลิตฮาลาล

3.จ.นราธิวาส มูลค่าการค้าชายแดนเฉลี่ยระหว่างปี 2552 - 2556 การค้าที่จุดผ่านแดน อ.สุไหงโกลก ขยายตัว2.5% ต่อปี และจุดผ่านแดน อ.ตากใบเพิ่มขึ้น 6.1% ต่อปี โดยจ.นราธิวาสมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษโดยเฉพาะการเป็นฐานการผลิตสินค้าฮาลาล โดยปัจจุบันมี เส้นทางรถไฟเชื่อมโยงมาเลเซีย เป็นแหล่งผลิต สินค้าการเกษตร อาทิ ยางพารา ข้าว ปาล์มน้ำมัน ที่สามารถส่งเสริมการท่องเที่ยวและการแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตร

ทั้งนี้ ทั้งไทยและมาเลเซียได้มีการหารือเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษมาแล้วระยะหนึ่ง โดยมีการหารือกันในคณะทำงานร่วมไทยมาเลเซีย โดยรัฐบาลมาเลเซียได้มีแผนการพัฒนาการส่งเสริมอุตสาหกรรม พัฒนาปิโตรเลียม พัฒนาท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ในพื้นที่ทางตอนเหนือของมาเลเซียได้แก่ เปรักและกลันตันมี พื้นที่ในจ.นราธิวาสจึงควรมีการส่งเสริมให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่เน้นเรื่องอุตสาหกรรมอาหาร การขนส่ง ต่อเนื่องหลายรูปแบบ การจัดตั้งศูนย์ โลจิสติกส์ ศูนย์ศึกษาวิจัยอุตสาหกรรม ฮาลาล และจัดตั้งเขตเศรษฐกิจบริเวณพื้นที่ระหว่างอ.เมืองและด่านตากใบเชื่อมเส้นทางรถไฟไปยังเมืองกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย

นครพนมเชื่อมลาว-เวียดนาม

4.จ.นครพนม มูลค่าการค้าชายแดนระหว่างปี 2552-2556 ขยายตัว -2.4% ต่อปี แต่นครพนมมีศักยภาพในการเชื่อมโยงกับเพื่อนบ้าน โดยสามารถเชื่อมโยงไปลาว และท่าเรือวุงอังประเทศเวียดนามที่อยู่ห่างไป 300 กิโลเมตรได้ รวมทั้งสามารถเชื่อมต่อไปยังจีนตอนใต้ที่สั้นที่สุด จึงสามารถผลักดันเป็นประตูขนส่งสินค้าอุปโภค บริโภค จากภาคกลางไปลาว-เวียดนาม และนครพนมเป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญ อาทิ ข้าวหอมมะลิ มีแผนสร้างรถไฟบ้านไผ่มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด-มุกดาหาร-นครพนม

ขณะที่ฝั่ง สปป.ลาวมีการพัฒนาเขตเศรษฐกิจฯจำเพาะท่าแขกที่เน้นอุตสาหกรรมบริการและและเขตเศรษฐกิจจาเพาะภูเขียวซึ่งสามารถที่จะสร้างความเชื่อมโยงกับเขตเศรษฐกิจพิเศษของไทยได้ในอนาคต

กาญจนบุรีหน้าด่านทวาย

5.จ.กาญจนบุรี มีอัตราการขยายตัวของการค้าชายแดนในพื้นที่ระหว่างปี 2552 - 2556 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยบริเวณด่านสังขละบุรีเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7.3 %ต่อปี โดยกาญจนบุรีอยู่ในพื้นที่การพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจตะวันออก - ตะวันตก (ไทย-เมียนมาร์) โดยห่างจากกรุงเทพฯ 128 กิโลเมตร ท่าเรือแหลมฉบัง 258 กิโลเมตร และท่าเรือน้ำลึกทวายฯในพม่า 200 กิโลเมตร จ.กาญจนบุรีจึงเป็นศูนย์กลางภาคตะวันตกเชื่อมโยงทวาย-กับท่าเรือนำลึกภาคตะวันออกบริเวณอีสเทิร์นซีบอร์ดของไทยในอนาคต ขณะที่ในกาญจนบุรีมีฐานอุตสาหกรรมในพื้นที่ เช่น อาหาร กระดาษ เครื่องดื่ม เป็นแหล่งวัตถุดิบทางการเกษตร และแหล่งท่องเที่ยวมีศักยภาพ

แนะพัฒนาเมืองคู่แฝดโต 2 ฝั่ง

นายกิตติวัฒน์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยวิทยาลัยทองสุข และอดีตที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการกิจการชายแดนไทยวุฒิสภา กล่าวว่า การจัดทำนโยบายเขตเศรษฐกิจของรัฐบาลเป็นแนวทางหนึ่งที่จะสร้างความเจริญในพื้นที่ชายแดนที่มีศักยภาพ โดยพื้นที่เขตเศรษฐกิจระยะที่ 2 ที่กำลังมีการศึกษาอยู่นี้ถือว่าเป็นพื้นที่ที่น่าสนใจ เช่น จ.นราธิวาส ในพื้นที่ อ.แว้ง จ.นราธิวาส เป็นพื้นที่การค้าชายแดนที่ควรเปิดเป็นด่านถาวรต่อไป โดยพื้นที่ตอนเหนือของมาเลเซียมีความพร้อมที่จะจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษในอนาคต เช่น พื้นที่เมืองบาร์เก็ตตู เป็นต้น

ทั้งนี้ มองว่าการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษจะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการ ส่งเสริมการพัฒนาเมืองคู่แฝดในฝั่งไทยและเพื่อนบ้านควบคู่กันไปเหมือนกับที่มีการพัฒนา เมืองแม่สอด จ.ตาก และเมืองเมียวดี ในพม่า ที่พัฒนาไปในทิศทางเดียวกันและยกระดับเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อประโยชน์ทั้งสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องแก้ไข คือ หลังจากการประกาศพื้นที่เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษแล้ว จะต้องมีนโยบายที่เป็นรูปธรรมในการสนับสนุน รวมทั้งการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานบริเวณชายแดนให้สามารถเดินทางเชื่อมโยงระหว่างประเทศได้สะดวกมากขึ้น

นอกจากนั้นจะต้องเร่งแก้ไขการบังคับใช้กฎหมาย การกำหนดสิทธิประโยชน์ของภาคเอกชนที่ชัดเจน รวมทั้งการแก้ปัญหาในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายและกฎระเบียบของหน่วยงานราชการในพื้นที่ที่มีความ ซ้ำซ้อนโดยปัจจุบันหน่วยงานที่มีหน้าที่ ในการกำกับดูแลงานชายแดนมีกว่า 20 หน่วยงาน และมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกว่า 40 ฉบับ ซึ่งการบังคับใช้ยังเป็นไปในรูปแบบต่างคนต่างทำ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อประชาชนและภาคเอกชนที่จะเข้าไปลงทุนในพื้นที่

"การที่หน่วยงานต่างๆ ถือกฎหมายคนละฉบับ มีการทำงานที่ซ้ำซ้อนในทางปฏิบัติเป็นอุปสรรคกับภาคเอกชนในการลงทุน จัดตั้งธุรกิจ และเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ของภาคเอกชน ซึ่งเสนอว่าควรจะมีการจัดตั้ง หน่วยงานกลางที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงเช่นการจัดตั้งทบวงชายแดน หรือกระทรวงชายแดนเพื่อให้มีหน้าที่ดูแลเรื่องชายแดนโดยตรง รวมทั้งมีหน้าที่ในการส่งเสริมการค้าชายแดนและออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการพัฒนาชายแดน"นายกิตติวัฒน์กล่าว

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 

 

 

ข่าวเขตเศรษฐกิจพิเศษ อื่นๆ