Loading

ดันตั้งเขตศก.ลุ่มน้ำโขงสีเขียวเปิด2ทางเที่ยว'ลาว-เวียดนาม

วันที่ : 21 ธันวาคม 2557
ดันตั้งเขตศก.ลุ่มน้ำโขงสีเขียวเปิด2ทางเที่ยว'ลาว-เวียดนาม

'บิ๊กตู่'เผยการแสวงหาความร่วมมือในการประชุมกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง 6 ประเทศ ได้รับความร่วมมืออย่างดี

'ประยุทธ์'เปิดประชุมจีเอ็มเอส

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 20 ธันวาคม ที่โรงแรมแชงกรี-ลา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการประชุมสุดยอดผู้นำแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 5 หรือจีเอ็มเอส (5th Greater Mekong Subregion (GMS) Summit) โดยมีผู้นำชาติต่างๆ เข้าร่วม ประกอบด้วย สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา นายหลี่ เค่อ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน นายทองสิง ทำมะวง นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว พล.อ.เต็ง เส่ง ประธานาธิบดีพม่า นายเหวียน เติ๊น สุง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม พร้อมด้วยรัฐมนตรีกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง จีเอ็มเอส และนายทาเคฮิโกะ นากาโอะ ประธานธนาคารพัฒนาเอเชียและประธานสภาธุรกิจของกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง จีเอ็มเอส

ในส่วนของคณะของรัฐบาลไทยที่เข้าร่วม ประกอบด้วย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รมว.ต่างประเทศ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา และนายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะภาคเอกชน เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ยังมีคณะติดตามผู้นำของประเทศต่างๆ เข้าร่วมงานด้วย อาทิ เจ้าหน้าที่สถานทูต ภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยรักษาความปลอดภัยไม่ต่ำกว่า 200 นาย เดินตรวจตราและประจำจุดทางเข้าออกของโรงแรมอย่างเข้มงวด มีการตั้งจุดตรวจต่างๆ และยังมีนักท่องเที่ยวที่เข้าพักในโรงแรมบางส่วนได้ยืนรอหน้างานเพื่อต้อนรับผู้นำของประเทศตนเอง

ลุ่มน้ำโขงแหล่งผลิตอาหารโลก

พล.อ.ประยุทธ์ ได้ขึ้นกล่าวในที่ประชุมว่า ในนาม ของรัฐบาลและประชาชนชาวไทยยินดีและรู้สึกเป็นเกียรติ เมื่อ 20 ปีก่อนคงไม่มีใครเชื่อว่าประชาชนทั้ง 6 ประเทศจะเดินทางไปมาหาสู่กันได้อย่างสะดวกสบายเช่นทุกวันนี้ และคงไม่มีใครเชื่อว่าผู้ประกอบการธุรกิจและอุตสาหกรรมจะส่งวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนข้ามพรมแดนสามประเทศ ทั้งไทย ลาวและเวียดนามได้ภายในวันเดียว เพราะวิสัยทัศน์ที่ร่วมมือกัน ทำให้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงประชาชน 320 ล้านคนเข้าด้วยกัน และอาเซียนก็เห็นความสำคัญการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมขนส่ง จึงเกิดเป็นแผนแม่บทการเชื่อมโยงของอาเซียน หรือที่เรียกว่า Master Plan on ASEAN Connectivity ที่ประเทศสมาชิกทุกประเทศจะต้องร่วมกันพัฒนาให้สำเร็จภายในปี พ.ศ.2558

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ด้วยความที่กลุ่มประเทศแม่น้ำโขงได้เปรียบในเชิงแหล่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ทำให้มีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลก เพราะเป็นแหล่งผลิตอาหารเลี้ยงประชากรโลก และด้วยความที่เรามีวิถีชีวิต วัฒนธรรมและประเพณีที่คล้ายคลึงกันมาก รวมทั้งเป็นแหล่งมรดกโลกที่สำคัญของอารยธรรมเอเชีย จึงเป็นเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ใฝ่ฝันจะต้องมาสัมผัสให้ได้อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต หัวข้อการประชุมในวันนี้จึงเหมาะสมกับสภาพการณ์และทันสมัยกับกระแสของโลก กล่าวคือ "ความมุ่งมั่นลดความเหลื่อมล้ำเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนใน GMS" เป็นหัวข้อที่อยู่ในกรอบวิสัยทัศน์ที่เราได้ร่วมกันวางไว้ 3 เรื่อง หรือ 3C คือ Connectivity การสร้างความเชื่อมโยง Competitiveness การเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขัน และ Community การสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน

ไทยตั้งเขตศก.พิเศษนำร่อง5จว.

"เมื่อ 3 ปีก่อน ณ กรุงเนปิดอว์ ผู้นำประเทศกลุ่มแม่น้ำโขงได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของเราจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการลงทุนช่วง 10 ปี (พ.ศ.2555-2565) รัฐมนตรีกลุ่มจีเอ็มเอสได้พิจารณากลั่นกรองกันอย่างรอบคอบแล้ว มีโครงการที่มีความสำคัญระดับสูง วงเงินลงทุนประมาณ 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในวันนี้ เราในฐานะผู้บังคับบัญชาจะได้พิจารณาและให้ความเห็นชอบนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า วันนี้ควรจะต้องให้ความสำคัญ 7 เรื่องด้วยกัน คือ 1.ใช้ประโยชน์ให้เต็มที่จากการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมขนส่งตามแนวระเบียงเศรษฐกิจ จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษร่วมกันตามแนวชายแดน ประเทศไทยได้ประกาศจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษนำร่องแล้วใน 5 พื้นที่ชายแดนเป้าหมาย ได้แก่ แม่สอด มุกดาหาร สระแก้ว ตราด และสงขลา 2.พัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งทั้งทางบกและทางทะเลให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเส้นทางรถไฟเชื่อมระหว่างประเทศในระยะเร่งด่วนใน 2 เส้นทางหลัก คือ อรัญประเทศ-ปอยเปต และหนองคาย-เวียงจันทน์คุนหมิง เมื่อวานนี้ตนและนายหลี่ เค่อ เฉียง ได้เป็นสักขีพยานลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อพัฒนาเส้นทางรถไฟภายในประเทศของไทย 2 เส้นทางคือ เส้นทางหนองคาย-แก่งคอย-กรุงเทพฯ และแก่งคอยมาบตาพุด และมีการจัดตั้งสมาคมการรถไฟของประเทศลุ่มแม่น้ำโขง

เร่งผุด2สะพานเชื่อมพม่า-ลาว

"ในเวลาเดียวกัน ไทยและพม่ากำลังเดินหน้าความร่วมมือพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย เพื่อเชื่อมท่าเรือแหลมฉบังของไทย พร้อมเชื่อมกับกัมพูชาและเวียดนาม และจะเชื่อมโยงเครือข่ายอุตสาหกรรมต่อเนื่องในลักษณะคลัสเตอร์ได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ ไทยและพม่ากำลังร่วมหารือในการสร้างสะพานแห่งที่สองที่ อ.แม่สอด-เมียวดี รวมทั้งร่วมกับ สปป.ลาว สร้างสะพานมิตรภาพแห่งที่ห้า จ.บึงกาฬ-เมืองปากซัน ขณะนี้ออกแบบแล้วเสร็จ โดยอยู่ระหว่างหารือลงทุนก่อสร้าง" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า 3.ลดขั้นตอนและระยะเวลาการผ่านแดนภายใต้ความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Cross Border Transport Agreement:CBTA) ขอให้ประเทศสมาชิกหารือด้านการพัฒนากฎระเบียบและกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ยังเป็นอุปสรรค ขอเสนอว่า ไทยควรจะเพิ่มเติมเส้นทางหมายเลข 8 และ 12 ใน สปป.ลาว นอกเหนือจากเส้นทางหมายเลข 9 ที่เชื่อมด้าน จ.นครพนม ให้เป็นส่วนหนึ่งของการปรับปรุงระบบการขนส่งข้ามแดนระหว่างไทย ลาว เวียดนาม ด้วย อาจจะมีการเดินรถโดยสารระหว่างประเทศ เส้นทางกรุงเทพฯ-สะหวันนะเขต-ดานัง หรือเส้นทางอื่นๆ โดยหารือกับนายกรัฐมนตรีเวียดนามแล้ว 4.พัฒนาแหล่งพลังงานร่วมกันในอนาคต นอกจากการพัฒนาไฟฟ้าเพื่อใช้ในประเทศและซื้อขายกันระหว่างประเทศสมาชิก ยังมีโอกาสเชื่อมโยงไปประเทศที่สามได้ มีการตกลงจัดตั้งศูนย์ประสานงานการซื้อขายไฟฟ้าในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Regional Power Coordination Center)

ก้าวสู่เศรษฐกิจลุ่มน้ำโขงสีเขียว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า 5.ขอความร่วมมือประเทศและองค์การระหว่างประเทศที่เป็นหุ้นส่วนการพัฒนาเข้ามาสนับสนุนแผนปฏิบัติการลงทุนของภูมิภาค (Regional Investment Framework: RIF) 6.ปรับปรุงสิทธิประโยชน์และส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนในภูมิภาค เสนอให้พิจารณาให้มีกลไกการประกันสินเชื่อแก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมซึ่งการเข้าถึงแหล่งเงินของกลุ่มเอสเอ็มอี และ 7.ร่วมมือดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการภัยพิบัติ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น จึงต้องร่วมมือกันสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก้าวสู่การเป็นเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำโขงสีเขียว หรือ Green Mekong

ชี้อุปสรรคขาดแหล่งเงินทุน

ต่อมาเวลา 11.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ได้ขึ้นกล่าวการให้ข้อคิดเห็นต่อที่ประชุมสุดยอดผู้นำว่า ประการแรก ขอแสดงความยินดีในนามของผู้นำ 6 ประเทศต่อความสำเร็จของการจัดทำแผนการดำเนินงานของกรอบการลงทุนในภูมิภาค ที่ผู้นำประเทศได้รับรองในการนำแผนนี้ไปสู่การปฏิบัติ แต่ยังมีอุปสรรคสำคัญคือ แต่ละประเทศมีแหล่งเงินทุนที่จำกัดแต่โครงการลงทุนมีจำนวนมาก จึงต้องแสวงหาแหล่งทุนจากภาคเอกชนและหุ้นส่วนการพัฒนาต่างๆ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สำหรับการประชุมในเวทีส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มจีเอ็มเอส เมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา เป็นเวที 3 ฝ่าย คือ เจ้าของโครงการในจีเอ็มเอส เจ้าของเงินทุนทั้งสถาบันการเงินและพันธมิตรการพัฒนาและนักลงทุนภาคเอกชน ได้แบ่งปันช่วยให้นักลงทุนได้รับข้อมูล ขณะเดียวกันภาครัฐได้รับข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งทุนและเครื่องมือทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นจากตลาดทุนของภูมิภาค การออกพันธบัตร และเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสมอื่นๆ นำมาใช้ในการดำเนินงานภายใต้กรอบการลงทุนในภูมิภาคให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้

"ประการที่สอง ไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการประชุมจะเป็นประโยชน์ต่อการให้ความร่วมมือ เพื่อการพัฒนาในทุกๆ ด้านของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงในอีก 10 ปีต่อไป" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

หารือเวียดนามจัดประชุมครม.

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ประการที่สาม ข้อเสนอของภาคเอกชนเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากผู้ที่กำลังพยายามใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ภาครัฐได้ลงทุนไปแล้ว พบว่ายังมีปัญหาติดขัดอยู่ที่ไหนบ้างจะไปดำเนินการให้บรรลุผล ประการที่สี่ ขอแสดงความยินดีต่อเยาวชนผู้ซึ่งได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนเยาวชนประเทศกลุ่มจีเอ็มเอสเข้าร่วมในการสำรวจสภาพเส้นทางในจีเอ็มเอส และได้รับรู้ถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมของประชาชนจีเอ็มเอส เยาวชนได้กล่าวชัดเจนถึงอนาคตของพวกเขาในภูมิภาคว่า ต้องการให้เราดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และต้องการภูมิภาคจีเอ็มเอสที่มีความปลอดภัยและมีสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพ ทั้งหมดนี้ ผู้นำจีเอ็มเอสจะรับไปดำเนินการตามที่เหล่าเยาวชนได้เสนอ

ผู้สื่อข่าวรายงานก่อนหน้านี้เมื่อเวลา 08.15 น. ที่โรงแรมแชงกรี-ลา พล.อ.ประยุทธ์ได้หารือกับนาย เหวียน เติ๊น สุง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ต่างเห็นพ้องจัดการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ร่วมอย่างไม่เป็นทางการ ครั้งที่ 3

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า ทั้งสองประเทศจะใช้ประโยชน์จากเส้นทางคมนาคมถนนให้เกิดประโยชน์ในการเพิ่มการสัญจร มีการปรับปรุงทั้งถนน ด่าน และกฎระเบียบการข้ามแดน และยินดีที่เวียดนามเห็นชอบให้มีการบริการรถโดยสารระหว่างไทยและเวียดนาม

ด้านนายเหวียน เติ๊น สุง กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ รมช.คมนาคมเวียดนามพูดคุยกับไทยในการพัฒนาและส่งเสริมการใช้เส้นทางถนนและการให้บริการรถโดยสารระหว่างไทยและเวียดนาม สำหรับความร่วมมือด้านการประมงนั้น เวียดนามจะเร่งรัดการฝึกอบรมความรู้ด้านกฎหมายแก่ชาวประมงเวียดนาม เพื่อหลีกเลี่ยงการทำผิดกฎหมาย

ร่วมมือจีนทำรฟ.ทางคู่2เส้นทาง

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม ได้กล่าวระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 5 ว่า ภายหลังจากไทยลงนามความร่วมมือกับจีนในการพัฒนาโครงการรถไฟทางคู่ขนาดมาตรฐาน 2 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางหนองคาย-โคราชแก่งคอย-ท่าเรือมาบตาพุด ระยะทางประมาณ 734 กิโลเมตร และช่วงแก่งคอย-กรุงเทพฯ ระยะทางประมาณ 133 กิโลเมตร ทั้ง 2 ประเทศตกลงจะตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่าง 2 ประเทศ คาดว่าจะทำงานร่วมกันศึกษาสำรวจเส้นทาง ออกแบบ และกำหนดราคาการก่อสร้างร่วมกันเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2558 คาดว่าส่วนนี้จะแล้วเสร็จภายใน 10 เดือน

พล.อ.อ.ประจินกล่าวว่า สำหรับการพัฒนาเส้นทางคมนาคมในแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออกและตะวันตก ประเทศไทยมีแผนส่งเสริมการพัฒนาระบบถนนควบคู่ไปกับระบบราง มีหลายประเทศที่ให้ความสนใจที่จะพัฒนาเส้นทางรถไฟ รวมทั้งญี่ปุ่นจะเข้ามาศึกษาเส้นทางที่มีความเป็นไปได้ในการก่อสร้างทางรถไฟขนาดรางมาตรฐาน 1.435 เมตร ใน 3 เส้นทาง ได้แก่ 1.เส้นทางตาก (แม่สอด)พิษณุโลก-เพชรบูรณ์-ขอนแก่น-มุกดาหาร และ 2.เส้นทางกาญจนบุรี (บ้านพุน้ำร้อน)-กรุงเทพฯระยอง และ 3.เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่

พล.อ.อ.ประจินกล่าวด้วยว่า ยังได้หารือกับผู้นำประเทศต่างๆ เกี่ยวกับความร่วมมือเรื่องการคมนาคมขนส่งใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การขนส่งสินค้าข้ามแดนโดยไม่ต้องสับเปลี่ยนยานพาหนะจากไทยไป สปป.ลาวและจีน รวมทั้งการขนส่งสินค้าในเส้นทางอื่นๆ ที่สะดวกรวดเร็วมากขึ้น 2.การเชื่อมโยงการขนส่งของทั้ง 6 ประเทศ ทั้งการขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร และ 3.การถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีโลจิสติกส์และด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมกันในอนาคต

ตั้งจุดตรวจเบ็ดเสร็จริมชายแดน

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้กล่าวรายงานผลการประชุมหารือเวทีด้านการลงทุนเมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา สรุปว่า ปัจจุบันการค้าชายแดนของจีเอ็มเอสมีมากกว่า 80% เป็นจุดผ่านสินค้าพรมแดนที่สำคัญของเอเชีย ที่ผ่านมาทั้ง 6 ประเทศลงนามร่วมกันเพื่อสร้างความสะดวกในด้านการขนส่งตามบันทึกความเข้าใจข้อตกลง ว่าด้วยการขนส่งข้ามแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยจัดอำนวยความสะดวกการขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร ณ จุดผ่านแดนไปแล้ว แต่ยังไม่มีผลทางปฏิบัติ ดังนั้น การค้าชายแดนต้องมีจุดตรวจแบบเบ็ดเสร็จจุดเดียว โดยเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายปฏิบัติงานร่วมกันทั้งจุดตรวจในประเทศขาเข้าและขาออก นอกจากนี้ต้องมีการตรวจหรือปฏิบัติงานร่วมกันที่ด่านพรมแดนของแต่ละประเทศที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า-ส่งออก

นายอิสระกล่าวอีกว่า จะมีการส่งเสริมด้านทักษะอาชีพให้อาชีวศึกษามากขึ้น รวมถึงการส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษให้เกิดการแปรรูปเพื่อส่งออก ยกตัวอย่าง ชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์จากกัมพูชาขนส่งมาที่ประเทศไทย และทางไทยจะประกอบเป็นรถยนต์ส่งออกไปยังประเทศอื่นได้ สำหรับเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้น ที่ผ่านมาเขตเศรษฐกิจพิเศษทำอุตสาหกรรมด้านการเกษตร 60% โดยมีส่วนต่อการพัฒนาห่วงโซ่ด้านอุปทาน ดังนั้น ในระยะยาวจะต้องมีการส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหารด้านการเกษตรเพื่อสร้างความร่ำรวยให้กับผู้ประกอบการในเขตเศรษฐกิจพิเศษและลดความเหลื่อมล้ำได้ โดยการช่วยเหลือคือทำให้เอกชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ เป็นต้น

ประเดิมทำ2เส้นทางท่องเที่ยว

"การค้าชายแดนจะได้ผลนั้น รัฐบาลจะต้องสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เพื่อส่งออกสินค้าไปยังตลาดโลก อาทิ การปล่อยสินเชื่อ การสนับสนุนแหล่งเงินทุน" นายอิสระกล่าว และว่า นอกจากนี้เขตเศรษฐกิจพิเศษสามารถพัฒนาด้านการท่องเที่ยวได้ โดยทั้ง 6 ประเทศมีนักท่องเที่ยวกว่า 52 ล้านคนมาท่องเที่ยว

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ในส่วนของการท่องเที่ยวในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เอเชียมีการหารือถึง 6 เส้นทางในการพัฒนาท่องเที่ยว ตั้งเป้าหมายทำใน 2 เส้นทางแรกก่อนคือ 1.เส้นทางแม่น้ำโขงดิสคัฟเวอร์ โดยไทยเสนอเส้นทางจากฝั่งแม่น้ำโขง จ.นครพนม เชื่อมถึง สปป.ลาว จนถึงนครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ระหว่างทางจะส่งเสริมการกีฬา เช่น ไตรกีฬา โดยว่ายน้ำข้ามแม่น้ำโขงและปั่นจักรยานต่อไปเมืองต่างๆ และ 2.เส้นทางแม่น้ำโขง เซาธ์คอร์ริดอร์ ใช้เส้นทางผ่าน จ.จันทบุรี ตราด ชลบุรี จะส่งเสริมให้มีการกีฬาระหว่างทางเช่นกัน ทั้งนี้จะมีการหารือถึงแผนเส้นทางอีกครั้งในการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง แผนการตลาดการท่องเที่ยวของอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือนกุมภาพันธ์ 2558

นางกอบกาญจน์กล่าวว่า หลายประเทศยังพยายามผลักดันการทำซิงเกิลวีซ่า (Single Visa) ในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ขณะนี้ติดปัญหาเรื่องความมั่นคงของประเทศที่คำนึงถึง เนื่องจากประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวจากหลายๆ ชาติมาเที่ยวจำนวนมาก จะต้องหารือร่วมระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและฝ่ายความมั่นคงของประเทศไทยอีกครั้ง ปัจจุบันทดลองใช้เป็นบางส่วน ปีที่ผ่านมามีผู้ใช้บริการซิงเกิลวีซ่าเพียง 100 ราย อาจเป็นเพราะคนยังไม่ค่อยรู้เรื่องและขั้นตอนยุ่งยาก ขณะนี้กระทรวงการท่องเที่ยวฯได้ตั้งคณะทำงานร่วมกับกัมพูชาเพื่อศึกษาการจัดทำแผนเปิดซิงเกิลวีซ่าอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมลดระยะเวลาพิจารณาวีซ่าจาก 3 วัน เหลือ 1 วัน คาดว่าจะเสร็จประมาณปลายปี 2558

ใช้3หมื่นล.ดอลล์ลงทุนเร่งด่วน5ปี

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม และเลขาธิการ สศช. แถลงสรุปผลการประชุมสุดยอดจีเอ็มเอสว่า ที่ประชุมเห็นชอบแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในระยะเร่งด่วนระยะ 5 ปี (2557-2561) วงเงิน 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จากแผนการลงทุนระยะ 10 ปี (2557-2567) วงเงินลงทุนรวม 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแผนลงทุนระยะเร่งด่วน 5 ปี ครอบคลุมการลงทุนโครงการสำคัญใน 6 ประเทศสมาชิก ประเทศที่มีโครงการการลงทุนมากที่สุดคือจีน สัดส่วน 44% สปป.ลาว 26% และไทย 10% ของการลงทุนทั้งหมด

นายอาคมกล่าวว่า สำหรับโครงการที่มีความสำคัญในระยะเร่งด่วนของแต่ละประเทศที่แต่ละประเทศได้จัดลำดับความสำคัญการลงทุนมาแล้ว เช่น โครงการก่อสร้างทางรถไฟเวียงจันทน์-บ่อเต็น ใน สปป.ลาว เชื่อมโยงกับทางรถไฟเมืองคุนหมิง ประเทศจีน การก่อสร้างถนนเชื่อมโยงระหว่างเมืองเอนดู-กอกะเร็กในพม่า โครงการก่อสร้างทางพิเศษระหว่างเมืองฮานอยและเมืองรังเซินในประเทศเวียดนาม และโครงการมอเตอร์เวย์สายบางใหญ่กาญจนบุรี เพื่อเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ และการพัฒนาเส้นทางรถไฟจากอรัญประเทศ-ปอยเปต-พนมเปญ-โฮจิมินห์ และการพัฒนาเส้นทางรถไฟจากประเทศไทยเชื่อมโยงไปยัง สปป.ลาวและประเทศจีนในอนาคต เป็นต้น

นายอาคมกล่าวว่า ด้านการจัดหาแหล่งเงินลงทุนในโครงการต่างๆ เบื้องต้นได้หารือถึงแนวทางการจัดสรรวงเงินในการลงทุนหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ 1.การกู้เงินจากประเทศสมาชิกและองค์กรที่ให้การสนับสนุนทางการเงินระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) นอกจากนี้จีนเสนอสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) วงเงิน 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งช่วยเหลือการปล่อยกู้เพิ่มเติมผ่านกองทุนเส้นทางสายไหมของจีน (Silk Road Fund) อีกด้วย

ผู้นำจีเอ็มเอสรับรู้ความก้าวหน้า

"2.การลงทุนด้วยการใช้งบประมาณประจำของประเทศสมาชิกเอง หรือการเปิดให้ภาคเอกชนเข้าไปร่วมลงทุนกับภาครัฐ จะทำให้โครงการต่างๆ มีความเป็นไปได้มากขึ้น และ 3.การระดมทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เป็นช่องทางระดมทุนที่ประเทศสมาชิกจีเอ็มเอสจะต้องมาร่วมกันวางกฎเกณฑ์ในเรื่องนี้ต่อไป" นายอาคมกล่าว และว่า ผู้นำประเทศต่างๆ ยังรับทราบความก้าวหน้าการประชุมเกี่ยวกับความร่วมมือในโครงสร้างพื้นฐานสาขาต่างๆ ได้แก่ 1.สาขาคมนาคม รับทราบความสำเร็จการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 (เมืองห้วยทราย-อ.เชียงของ) และแผนงานการก่อสร้างสะพานมิตรภาพแห่งที่ 5 ระหว่างไทยกับ สปป.ลาว 2.ความร่วมมือการจัดตั้งศูนย์ประสานงานซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง 3.สาขาเทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศ เห็นชอบในการวางแผนเชื่อมต่อระบบเคเบิลใยแก้วนำแสงระหว่างประเทศสมาชิกเพื่อพัฒนาการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

นายอาคมกล่าวว่า 4.รับทราบความก้าวหน้าดำเนินงานการพัฒนาด้านระเบียบต่างๆ เช่น สาขาการอำนวยความสะดวกทางการค้าและคมนาคมขนส่ง เช่น ข้อตกลงการขนส่งข้ามพรมแดนในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (CBTA) สาขาเกษตร มุ่งเน้นการร่วมบริหารจัดการคุณภาพอาหารจากการเกษตร พัฒนาสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สาขาการท่องเที่ยว มุ่งพัฒนาความเชื่อมโยงทางกายภาพ ลดขั้นตอนในการตรวจตรา

นายอาคมกล่าวว่า สุดท้ายผู้นำประเทศได้ตระหนักถึงข้อท้าทายการพัฒนาต่างๆ เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพที่ไม่สมบูรณ์ ค่าใช้จ่ายขนส่งสินค้าพรมแดนที่ยังสูงมาก ดังนั้นต้องสนับสนุนภาคเอกชนให้มีบทบาทที่เด่นขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ให้มีขีดความสามารถการเข้าถึงห่วงโซ่มูลค่าทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลก

มุ่งเป้างานต้องเสร็จต.ค.58

เมื่อเวลา 13.50 น. ที่โรงแรมแชงกรี-ลา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลการประชุมสุดยอดผู้นำแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (จีเอ็มเอส) ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 19-20 ธันวาคมว่า การประชุมครั้งนี้รัฐบาลใช้เรื่องวัฒนธรรมประเพณีในอาเซียนที่ต่างจากภูมิภาคอื่น คือการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและประเพณีวัฒนธรรมที่คล้ายกันมาพูดคุยเพื่อความเป็นกันเอง แตกต่างจากที่อื่นที่เราไม่สามารถใช้วัฒนธรรมแบบนี้ในการประชุมกับแถบยุโรปได้ ที่สำคัญเราได้ความใกล้ชิด ความเป็นมิตร และความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ทำให้การประชุมครั้งนี้มีการหารือหลายประเด็นที่ได้รับความร่วมมืออย่างดี หากสังเกตจะเห็นว่าผู้นำทุกประเทศมาด้วยตัวเอง จึงมีความเป็นไปได้สูงที่การหารือเรื่องต่างๆ จะประสบความสำเร็จ และมีความน่าพอใจ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า หัวข้อของการประชุมคือความยั่งยืนและสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยง และจะนำผลประชุมไปหารือต่อเนื่องในวงประชุมอาเซียนต่อไป ประเทศไทยต้องมองจากภายในของเราออกไปสู่ภายนอกด้วยความเป็นธรรม เอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง เมื่อรัฐบาลกำหนดแผนงานแล้วต้องได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน ทั้งจากภาครัฐและเอกชนรวมทั้งประชาชน ทั้งนี้ การประชุมผู้นำจีเอ็มเอสครั้งนี้มีประเทศจีนเป็นผู้สนับสนุนหลัก และธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเซีย (เอดีบี) ร่วมกันงานทุกอย่างจึงก้าวหน้า โดยที่ประชุมมีมติร่วมกันว่างานที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะทำในปี 2558 ต้องดำเนินการให้เรียบร้อยภายในเดือนตุลาคม 2558

นายกฯชี้รบ.หน้าควรขยายผลต่อ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้ยังมีปัญหาคือเรื่องความเหลื่อมล้ำ ข้อกฎหมาย พันธสัญญา และกระบวนการยุติธรรมที่ต้องแก้ทั้งหมด จึงเสนอต่อที่ประชุมไปว่าควรแก้ไขเรื่องเหล่านี้เพื่อให้การค้า การลงทุน ให้คนในอาเซียนมีความสุข รวมทั้งเรื่องงบประมาณ ให้แต่ละประเทศจัดลำดับความสำคัญว่าสิ่งใดควรทำก่อนเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงในภูมิภาค ผู้นำทุกประเทศเห็นด้วย นอกจากนี้ยังหารือถึงการใช้ประโยชน์ลุ่มน้ำโขง เพราะหลายประเทศมีปัญหาเรื่องน้ำ จึงปรึกษากับลาวและเวียดนามและเอดีบี เพื่อตกลงกันหามาตรการแก้ปัญหาเรื่องนี้ เช่น จะมีแบ่งปันกันเมื่อมีน้ำมากอย่างไร วันนี้ต้องเดินหน้าเขตเศรษฐกิจพิเศษให้ได้ทั้ง 5 ชายแดน เปิดเส้นทางเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตกให้ได้ หากทำได้ก่อน ต่างชาติจะเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศเรา เมื่อรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาก็ควรทำต่อ

"การทำงานทุกอย่างจะก้าวหน้าหรือไม่ขึ้นอยู่ที่นโยบายที่รัฐบาลขับเคลื่อน ไม่ว่ากระทรวง ทบวง กรม และในวันหน้าจะต้องเป็นการขับเคลื่อนระหว่างรัฐและเอกชนที่ต้องลงทุนทั้งในและนอกประเทศ ต้องแยกประชาชนแต่ละส่วนแต่ละอาชีพเพื่อดูว่าจะขับเคลื่อนได้อย่างไร อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าไม่มีใครที่ได้ทุกอย่าง วันนี้เราต้องดูทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคง และต้องคิดว่าไม่ใช่คู่แข่งขันกันแต่เป็นคู่ยุทธศาสตร์ ทุกคนเป็นหุ้นส่วนของประเทศ และต้องดูว่าอาเซียนได้อะไร ลาวและกัมพูชาได้อะไร เป็นต้น หากประเทศใดประเทศหนึ่งได้แล้วอีกประเทศไม่ได้ จะเกิดการต่อสู้แย่งชิงและเป็นปัญหาต่อไป เราต้องลดปัญหาความขัดแย้งด้วยความอยู่ดีกินดี ทำให้ประชาชนมีความสุข" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ระบุต่างชาติเข้าใจประเทศไทย

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ต่างประเทศเขาเข้าใจเรา แต่ทำไมในประเทศถึงมีความขัดแย้ง ขอให้เลิกทะเลาะกันเพราะรัฐบาลไม่ต้องการใช้กฎหมายมาบังคับให้เกิดความวุ่นวาย เพราะความร่วมมือในภูมิภาคจะเกิดขึ้นได้เมื่อทุกอย่างสงบ สันติ และมีเสถียรภาพ และที่สำคัญคือที่เขาเลือกมาประเทศเราเพราะมีความสงบ สันติ และเสถียรภาพ ที่สำคัญเราอย่าไปดูถูกใครเพราะเท่าเทียมกันทั้งหมด

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า การหารือกับจีนเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม มีการลงนาม 2 ฉบับ เรื่อง การคมนาคมและการซื้อสินค้าเกษตรร่วมกันนั้น ทางจีนดีใจพร้อมระบุว่า ที่ผ่านมามีการลงนามหลายครั้งแต่ไม่ได้เริ่มดำเนินการตามที่ลงนามเสียที จีนปลื้มใจเพราะเห็นว่าเราเป็นรัฐบาลที่ทำจริงและจะเริ่มในปี 2558 และตอบแทนเราด้วยการซื้อพืชผลทางการเกษตรโดยที่เราไม่ได้เสียผลประโยชน์ ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้ว่าใคร

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน

 

 

 

ข่าวเขตเศรษฐกิจพิเศษ อื่นๆ