Loading

บิ๊กตู่จัดโปรเขตเศรษฐกิจพิเศษลดภาษี50% ให้10ปี-ดึงลงทุน'5พื้นที่'ยัน'สมคิด-อุ๋ย'ไม่ขัดแย้ง

วันที่ : 19 พฤศจิกายน 2557
บิ๊กตู่จัดโปรเขตเศรษฐกิจพิเศษลดภาษี50% ให้10ปี-ดึงลงทุน'5พื้นที่'ยัน'สมคิด-อุ๋ย'ไม่ขัดแย้ง

สภาพัฒน์หั่นอีกจีดีพีปีนี้เหลือ 1% เบิกจ่ายงบต่ำกว่าเป้า-ส่งออกหดตัว-ท่องเที่ยวฟื้นช้า สคร.เล็งขยับรายได้ รสก.

บิ๊กตู่เร่งดึงร่วมทุนเขตศก.พิเศษ

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ครั้งที่ 2/2557 ว่า จากการประชุมครั้งแรกที่มอบนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งปีนี้ได้จัดสรรงบประมาณไปจำนวน 5 เขต คือ อ.แม่สอด จ.ตาก, ต.คลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว, ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา, ต.คลองใหญ่ อ.คลองใหญ่ จ.ตราด และ จ.มุกดาหาร จากทั้งหมด 12 เขต โดยที่เหลือจะต้องจัดสรรในปีงบประมาณต่อไป ซึ่งอาจจะมีการหาผู้มาร่วมลงทุนด้วย โดยเฉพาะเรื่องการแปรรูปการเกษตร โรงงานแปรรูปยาง โรงงานทำอาหาร โรงงานน้ำดื่ม โรงงานทำอาหารสัตว์

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า จากการได้พูดคุยกับนักธุรกิจไทยในประเทศจีน แสดงความสนใจมาลงทุน หากเริ่มตรงนี้ได้ก็จะมีเมืองเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ดีในอนาคต เหมือนการพัฒนาให้เกิดเมืองใหม่ขึ้นตามแนวชายแดน เพื่อรองรับการเจริญเติบโตของประเทศเพื่อนบ้าน

ยันสมคิด-หม่อมอุ๋ยเปล่าขัดแย้ง

ส่วนกรณีการแต่งตั้งคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีทั้งหมด 12 ตำแหน่ง โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา คสช.เป็นประธาน และมีกระแสข่าวความขัดแย้งระหว่างนายสมคิดกับ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่ได้มีความขัดแย้งอะไรทั้งสิ้น เพราะทั้งนายสมคิดและ ม.ร.ว.ปรีดิยาธรก็เป็นที่ปรึกษา คสช.มาตั้งแต่ต้น ทำงานมาด้วยกัน ไม่ได้มีการขัดแย้งอะไร เพียงแต่ขณะนี้อยากฟังเสียงจากภายนอก จึงให้นายสมคิดมากรองข้อมูล และจะรับฟังข้อมูลจากทั้งสองฝ่ายเพื่อตัดสินใจในชั้นสุดท้าย

ลุยพัฒนาแม่สอด-อรัญฯ

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ในการประชุมพัฒนาเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษยังเห็นชอบแผนดำเนินการปี 2558-2559 โดยตั้งเป้าหมายให้วันที่ 1 มกราคม 2558 เป็นจุดเริ่มต้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจใน 5 พื้นที่ชายแดนเป้าหมายจะได้รับการสนับสนุนในลักษณะแพคเกจที่ชัดเจนในทางปฏิบัติ โดยจะเริ่มให้ภาคเอกชนขอรับการส่งเสริมการลงทุนได้รับสิทธิประโยชน์ในระดับสูงสุด และเริ่มใช้บริการศูนย์บริการเบ็ดเสร็จสำหรับการลงทุนในพื้นที่ได้ที่ศูนย์ดำรงธรรม นอกจากนี้ยังมีการอนุญาตให้ใช้แรงงานต่างด้าวในพื้นที่ได้ในลักษณะไปกลับ

นายอาคมกล่าวว่า ขณะที่การพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ที่ประชุมได้เห็นชอบกำหนดพื้นที่มีความจำเป็นเร่งด่วน และมีความพร้อมจะดำเนินการแล้ว 2 แห่ง คือที่อำเภอแม่สอด จ.ตาก เพราะมีปริมาณการค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันในเดือนธันวาคมนี้บริเวณพื้นที่ดังกล่าวจะมีการเปิดเที่ยวบินถึง 3 เส้นทาง คือ กรุงเทพฯ-แม่สอด, แม่สอด-ย่างกุ้ง และแม่สอด-เมาะละแหม่ง รวมทั้งการปรับปรุงระบบไฟฟ้าและน้ำประปารองรับ และพัฒนาพื้นที่บริเวณอรัญประเทศ จ.สระแก้ว ที่มีปริมาณการค้าเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ลดภาษี50%ลงทุนเขตศก.

นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบให้ส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในระดับสูงหรือใกล้เคียงกับการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เช่น การลดภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% เป็นระยะเวลา 10 ปี และการให้สิทธิจะไม่จำกัดประเภทของกิจการที่มาลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะนำไปพิจารณาอีกครั้ง ส่วนสิทธิประโยชน์อื่นๆ นั้น เช่น มาตรการส่งเสริมด้านสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนผ่านธนาคารออมสิน ซึ่งล่าสุดมีวงเงินอยู่ประมาณ 5,000 ล้านบาท และยังให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) พิจารณาการค้ำประกันให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วย

ปรับเงินเดือนขรก.-รสก.เอาด้วย

ขณะที่กระแสข่าวคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอความเห็นชอบปรับโครงสร้างบัญชีเงินเดือนข้าราชการและเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวให้ข้าราชการชั้นผู้น้อย เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพและสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทำให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจและกลุ่มแรงงานเตรียมเสนอปรับขึ้นเงินเดือนและค่าจ้างแรงงานเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยนายกุลิศ สมบัติศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กระทรวงการคลัง กล่าวว่า สคร.จะขอดูแนวทางการปรับขึ้นเงินเดือนของข้าราชการก่อนว่าจะสรุปออกมาอย่างไร จากนั้นจะมาพิจารณาให้สอดคล้องกับเงินเดือนของรัฐวิสาหกิจ อย่างไรก็ตาม หากเทียบเงินเดือนข้าราชการชั้นผู้น้อยกับรัฐวิสาหกิจในระดับเดียวกัน รัฐวิสาหกิจจะมีเงินเดือนสูงกว่า แต่ยังต่ำกว่าเงินเดือนของภาคเอกชน

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวทางการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ เพราะเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ยิ่งเป็นการปรับให้ข้าราชการชั้นผู้น้อย เงินที่คนกลุ่มนี้ได้รับจะถูกนำมาใช้จ่ายทันที ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในด้านการบริโภคได้เป็นอย่างดี

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังแจ้งว่า การปรับขึ้นเงินเดือนครั้งนี้แบ่งเป็นการปรับขึ้นค่าครองชีพให้ข้าราชการชั้นผู้น้อย จาก 1,500 บาท เป็น 2,000 บาทต่อเดือน ใช้เงินประมาณ 2,000 ล้านบาท ขณะที่ส่วนของเงินเดือน กรมบัญชีกลางจ่ายให้ข้าราชการทั้งระบบเฉลี่ยเดือนละ 58,500 ล้านบาท หากปรับเพิ่ม 4% จะใช้เงินอีกเดือนละ 2,340 ล้านบาท คาดว่าเงินเดือนอัตราใหม่จะได้ในเดือนเมษายน 2558

ขสมก.เรียกร้องค่า'ขับรถดี'

นายวีระพงษ์ วงแหวน ประธานสหภาพ แรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (สร.ขสมก.) กล่าวว่า สร.ขสมก.จะเรียกร้องให้พิจารณาปรับขึ้นเงินเดือนของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจด้วย เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสภาวะทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้นเช่นกัน

"ตามปกติอัตราเงินเดือนของข้าราชการและรัฐวิสาหกิจจะมีช่องว่างที่ใช้เปรียบเทียบกันอยู่ หากข้าราชการปรับขึ้น รัฐวิสาหกิจก็ต้องปรับด้วย แค่มีการประกาศจะขึ้นเงินเดือนก็ทำให้สินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ จะปรับราคาขึ้นแล้ว" นายวีระพงษ์กล่าว

นายวีระพงษ์กล่าวว่า สำหรับอัตราเงินเดือนเริ่มต้นที่ สร.ขสมก.เคยเสนอให้ปรับขึ้นก่อนหน้านี้คือ 9,040 บาทต่อเดือน จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 6,800 บาทต่อเดือน ขณะเดียวกันจะขอเพิ่มค่าฝีมือให้กับพนักงานขับรถ ขสมก.ที่ขับรถดีอีก 3,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเคยเสนอเรื่องนี้ไปยัง พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อพิจารณาแล้ว

นายวีระพงษ์กล่าวว่า ขสมก.เป็นรัฐวิสาหกิจที่ให้บริการขนส่งสาธารณะ เงินเดือนจะไม่มาก เช่นเดียวกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) และบริษัท ขนส่ง จำกัด (บ.ข.ส.) โดยเมื่อพิจารณาจากอัตราเงินเดือนที่ได้รับจะต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันด้วยซ้ำ ส่วนค่าทำงานเกินเวลา 8 ชั่วโมง จะได้รับประมาณ 60-80 บาทต่อชั่วโมงเท่านั้น แตกต่างจากรัฐวิสาหกิจอื่นที่ได้ค่าล่วงเวลา 3 เท่าของการทำงานปกติ

แรงงานเล็งขอขึ้นค่าแรง

นายสุรเดช ชูมณี กรรมการฝ่ายลูกจ้างในคณะกรรมการค่าจ้าง กล่าวว่า การปรับขึ้นเงินเดือนของข้าราชการอาจส่งผลกระทบให้ค่าครองชีพสูงขึ้น โดยคาดว่าปีหน้าผู้ประกอบการจะปรับขึ้นราคาสินค้า เนื่องจากแบกรับภาระต้นทุนด้านค่าจ้างมานาน หากเป็นเช่นนั้นนายจ้างและ ผู้ประกอบการก็จะไม่สามารถคงค่าจ้างขั้นต่ำให้อยู่ที่วันละ 300 บาทได้ เพราะในเงื่อนไขระบุว่า หากเศรษฐกิจมีความผันผวน สามารถพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำได้

ด้านนายแล ดิลกวิทยรัตน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ผู้ประกอบการที่ฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าภายหลังประกาศการปรับขึ้นเงินเดือนของข้าราชการ ถือว่าไม่มีความชอบธรรม เพราะการขึ้นเงินเดือนของข้าราชการไม่เกี่ยวพันกับต้นทุนในการผลิตสินค้า ถ้ามีการขยับราคาสินค้าขึ้นจริง ต้องปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำตามกลไกด้วย ทั้งนี้ ค่าจ้างของแรงงานคิดเป็นร้อยละ 10 ของต้นทุนสินค้า

สศช.หั่นจีดีพีปีนี้เหลือโต1%

ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมและเลขาธิการ สศช. แถลงตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 3 ปี 2557 ว่า ขยายตัวได้ 0.6% ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาส 2 ที่ขยายตัว 0.4% เมื่อรวมอัตราการขยายตัวของจีดีพีในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2557 พบว่าขยายตัว 0.2% โดยเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 มีปัจจัยสนับสนุนจากการใช้จ่ายภาคครัวเรือน การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคและบริโภครัฐบาลเพิ่มขึ้น และการลงทุนภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัวชัดเจนมากขึ้น แต่การชะลอตัวของภาคการเกษตรและการส่งออกที่ลดลง 1.7% และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวช้า ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

นายอาคมกล่าวว่า สำหรับภาวะเศรษฐกิจไทยตลอดทั้งปี 2557 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ สศช.ประมาณการไว้เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม จึงปรับตัวเลขประมาณจากเดิมคาดว่าจีดีพีจะขยายตัว 1.5-2.0% เหลือ 1% จากปัจจัยดังนี้ 1.เศรษฐกิจโลกในไตรมาสที่ 3 ขยายตัวต่ำกว่าในไตรมาสที่ 2 โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐและจีน ในขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นและยุโรปยังอยู่ในภาวะอ่อนแอ ประกอบกับราคาส่งออกสินค้าเกษตรลดลงมาก ทำให้มูลค่าการส่งออกกลับมาหดตัว หลังจากที่เริ่มขยายตัวในไตรมาสที่ 2

เบิกงบต่ำเป้า-ท่องเที่ยวฟื้นช้า

นายอาคมกล่าวว่า 2.การเบิกจ่ายงบประมาณในไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ 2557 อยู่ที่ 20.8% ต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนด 25.0% และอัตราเบิกจ่ายรวมทั้งปีงบประมาณอยู่ที่ 89% จากเป้าหมายเดิมที่ 95% อีกทั้ง 3.การท่องเที่ยวยังฟื้นตัวได้ช้า และ 4.ยอดจำหน่ายรถยนต์ยังหดตัวต่อเนื่องถึง 41.9% สูงว่าที่คาดการณ์ไว้

นายอาคมกล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจปี 2558 สศช.คาดการณ์ว่าจีดีพีจะขยายตัว 3.5-4.5% โดยการส่งออกคาดว่าจะขยายตัวขึ้น 4% ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เช่นเดียวกับการบริโภคที่ขยายตัว 2.6% ผลของการดำเนินนโยบายรัฐบาล การลงทุนภาคเอกชนที่ได้รับอนุมัติลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) 4.การเร่งการใช้จ่ายและดำเนินโครงการลงทุนภาครัฐ 5.การเริ่มกลับมาขยายตัวของการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ในประเทศ และ 6.การลดลงของราคาน้ำมันในตลาดโลกจะลดแรงกดดันด้านราคาและเพิ่มอำนาจซื้อ

"เศรษฐกิจปีหน้ายังคงพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักถึง 70% ต่อจีดีพี ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลคิดเป็นเพียง 20% เท่านั้น ดังนั้นจึงต้องคาดหวังกับด้านการส่งออกเป็นหลัก" นายอาคมกล่าว

'ฉัตรชัย'ชี้ปีหน้าสัญญาณดี

ที่โรงแรมดุสิตธานี สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจจัดสัมมนาเรื่อง "ทิศทางเศรษฐกิจไทย ภายใต้การปฏิรูปประเทศ" โดย พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "พลิกฟื้นเศรษฐกิจเพื่อความอยู่ดีมีสุขของคนไทยทั้งประเทศ" สรุปว่า เศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวอีกครั้งในต้นปีหน้า ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ประกอบด้วย การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ 2557 วงเงิน 147,000 ล้านบาท และการเร่งรัดงบประมาณ 2558 วงเงิน 130,000 ล้านบาท พร้อมประกาศยุทธศาสตร์ 4 เสาหลักเพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจไทยเติบโตระยะยาว (อ่านรายละเอียด น.2)พล.อ.ฉัตรชัยให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมหลังปาฐกถาจบว่า แนวโน้มการส่งออกในปีหน้าว่าจะขยายตัวได้ 4% และคาดว่าจีดีพีจะขยายตัว 4-5% เนื่องจากในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมามีตัวเลขการส่งออก ดัชนีผู้บริโภค และสินค้าการนำเข้าเริ่มปรับตัวดีขึ้น รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของรัฐบาลที่เริ่มส่งสัญญาณที่ดี โดยปี 2558 กระทรวงพาณิชย์มีมาตรการลดค่าครองชีพให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง และจากการลงพื้นที่ของกรมการค้าภายในพบว่าค่าครองชีพของประชาชนยังอยู่ในเกณฑ์รับได้ ทั้งราคาสินค้าและอาหาร

สตง.ไล่เช็กจ่าย'ไร่ละพัน'

นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยความคืบหน้าโครงการจ่ายเงินชดเชยรายได้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวและชาวสวนยางว่า จนถึงขณะนี้ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวแล้ว 3,672,721 ล้านครัวเรือน ส่งให้คณะกรรมการตรวจสอบสิทธิระดับตำบลแล้ว 2,930,431 ครัวเรือน คณะกรรมการระดับอำเภอรับรองแล้ว 1,926,191 ครัวเรือน และส่งข้อมูลให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 1,649,395 ล้านครัวเรือน ซึ่ง ธ.ก.ส.รอเกษตรกรมาทำสัญญาเพื่อขอรับเงิน 1,095,989 ครัวเรือน โดย ธ.ก.ส.จ่ายเงินเข้าบัญชีเกษตรกรแล้ว 553,361 ครัวเรือน จำนวนเงิน 6,597.20 ล้านบาท คาดว่าจะจ่ายเงินช่วยเหลือข้าวแล้วเสร็จทั้งโครงการภายในเดือนธันวาคมนี้

นายปีติพงศ์กล่าวว่า สำหรับโครงการชดเชยรายได้แก่ชาวสวนยางไร่ละ 1,000 บาท รายละไม่เกิน 15,000 บาท มีเกษตรกรชาวสวนยางแจ้งเข้าร่วมโครงการ 255,100 ครัวเรือน และได้จัดทำบัญชีรายชื่อส่งให้คณะทำงานตรวจสอบสิทธิระดับตำบลแล้ว จำนวน 62,465 ครัวเรือน และกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ส่งรายชื่อเกษตรกรให้คณะทำงานตรวจสอบสิทธิระดับตำบลแล้ว 11,350 ครัวเรือน จากเป้าหมายที่คาดว่าจะมีชาวสวนยางมาขึ้นทะเบียน 850,000 ครัวเรือน และได้เริ่มจ่ายเงินชดเชยให้แก่เกษตรกรแล้วตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน ในพื้นที่นำร่อง 6 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง สงขลา อำนาจเจริญ และจันทบุรี คิดเป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่จะได้รับเงินช่วยเหลือผ่านบัญชี ธ.ก.ส.กลุ่มแรกจำนวน 7,390 ครัวเรือน

แหล่งข่าวจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 18 พฤศจิกายน นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการ สตง. จะแถลงข่าวแผนปฏิบัติการตรวจสอบการจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท เพื่อติดตามการจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนาของรัฐบาลที่ใช้เงินถึง 4 หมื่นล้านบาท

สอท.แนะรับมือแรงงานขาด

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปี 2558 คาดว่าการลงทุนจากภาครัฐและเอกชนที่ได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ รวมทั้งโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน และการท่องเที่ยวจะเติบโตสูงขึ้นกว่าปีนี้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจขยายตัวในระดับ 4% ขณะเดียวกันการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาในไทยมากขึ้น เพื่อผลิตสินค้ารองรับตลาดอาเซียนที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งอุตสาหกรรมที่จะเติบโตสูงสุดคือ อุตสาหกรรมก่อสร้างและการส่งออกวัสดุก่อสร้าง ซึ่งไทยเป็นศูนย์กลางในการส่งสินค้ากลุ่มนี้ให้กับประเทศเพื่อนบ้าน

"การเติบโตของธุรกิจก่อสร้างทั้งในประเทศ และประเทศเพื่อนบ้าน จะส่งผลกระทบทำให้แรงงานในไทยขาดแคลนมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ภาครัฐควรจะปรับปรุงกระบวนการต่างๆ ให้สามารถนำเข้าแรงงานต่างด้าวได้ง่ายขึ้น มีโควต้าในแต่ละอุตสาหกรรมที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงของไทย โดยนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเรื่องแรงงานได้มาก ผู้ประกอบการจึงจับตานโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษอย่างใกล้ชิด และพร้อมเข้าไปลงทุน หากรัฐมีความชัดเจนในเรื่องของสิทธิประโยชน์ต่างๆ และมีโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอ" นายสุพันธุ์กล่าว

ไฮซีซั่นยอดจองห้องพักสูง

นายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาห กรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า หากรัฐบาลต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวอาเซียน สิ่งสำคัญลำดับต้นๆ คือ ต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องสนามบิน ต้องปรับปรุงให้เพียงพอต่อการรองรับผู้โดยสาร รวมถึงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ระบบคมนาคมขนส่ง การพัฒนาบุคลากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาเพิ่มมากขึ้น

นายอิทธิฤทธิ์กล่าวว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่นปีนี้ มีแนวโน้มฟื้นตัวใกล้เคียงช่วงเดียวกันปีก่อน โดยสำรวจยอดจองล่วงหน้าห้องพักในช่วงเทศกาลปีใหม่ มีอัตราเข้าพักเฉลี่ยราว 80-90% ขณะที่ตลาดนักท่องเที่ยวจีนเริ่มฟื้นตัว เช่นเดียวกับตลาดเพื่อนบ้าน อาทิ มาเลเซีย สิงคโปร์ ที่ทยอยเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปีคาดว่าอยู่ที่ 25.5 ล้านคน ลดลง 3.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สร้างรายได้ 1.14 ล้านล้านบาท ลดลง 4.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนปี 2558 คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยว 30 ล้านคน

กบง.ปรับขึ้นแอลพีจี50สต./กก.

วันเดียวกัน มีการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) พิจารณาสถานการณ์ด้านราคาขายปลีกพลังงานภายในประเทศ ทั้งในกลุ่มน้ำมันและก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) เสร็จสิ้นการประชุม นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากราคาน้ำมันในตลาดโลกยังมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงมีมติลดการอุดหนุนราคาขายปลีกแอลพีจีภาคครัวเรือนและภาคขนส่งลง 0.4673 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) เพื่อให้สะท้อนต้นทุนแท้จริงของตลาด เมื่อรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ส่งผลให้ราคาขายปลีกก๊าซแอลพีจีภาคครัวเรือนและขนส่งเพิ่มขึ้น 0.50 บาทต่อ กก. จากราคา 22.63 บาทต่อ กก. เป็น 23.13 บาทต่อ กก. มีผลวันที่ 18 พฤศจิกายนเป็นต้นไป

"ราคาแอลพีจีในประเทศยังเหลือการอุดหนุนอีก 1.30 บาทต่อ กก. ดังนั้น กบง.จะทยอยปรับราคาแอลพีจีจนกว่าจะไม่มีการอุดหนุนอีก และเมื่อดูจากต้นทุนแอลพีจีปัจจุบันที่ราคาตะวันออกกลางอยู่ที่ 605 เหรียญสหรัฐต่อตัน ราคาแอลพีจีขายปลีกคงขยับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 24 บาทเศษต่อ กก." นายณรงค์ชัยกล่าว และว่า อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังอุดหนุนกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและหาบเร่แผงลอยสามารถซื้อก๊าซราคาเดิมที่ 18.13 บาทต่อ กก. ซึ่งยังเปิดให้สามารถยื่นขอใช้สิทธิได้

เบนซิน-โซฮอล์ลด60สต.

นายณรงค์ชัยกล่าวว่า ด้านกลุ่มน้ำมัน ราคาขายปลีกในประเทศมีแนวโน้มปรับลดเช่นกัน เพื่อสะท้อนกลไกตลาด กระทรวงพลังงานจึงขอความร่วมมือไปยังผู้ค้าน้ำมันให้พิจารณาปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงกลุ่มเบนซินและน้ำมันแก๊สโซฮอล์ลงทุกชนิด 0.60 บาทต่อลิตร ยกเว้น อี 85 ราคาคงเดิม ขณะที่น้ำมันดีเซล กบง.มีมติให้จัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 0.60 บาทต่อลิตร แต่จะไม่ส่งผลต่อราคาขายปลีกแต่อย่างใด โดยราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลจะคงอยู่ที่ 29.39 บาทต่อลิตรต่อไป

นายณรงค์ชัยกล่าวว่า ผลของการปรับเปลี่ยนการจัดเก็บเงินกองทุนครั้งนี้ทำให้กองทุนมีเงินไหลเข้าเพิ่มอีก 36 ล้านบาทต่อวัน เป็น 273 ล้านบาทต่อวัน ฐานะกองทุนขณะนี้เป็นบวก 3,900 ล้านบาท และจะมีการจัดเก็บเพิ่มจนเหมาะสมเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานในอนาคต

รายงานข่าวจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) แจ้งการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มเบนซินทุกชนิด 60 สตางค์ต่อลิตร ยกเว้น อี 85 คงเดิม ส่วนดีเซลไม่เปลี่ยนแปลง มีผลวันที่ 18 พฤศจิกายน โดยราคาใหม่เป็นดังนี้ เบนซิน 95 (จำหน่ายเฉพาะ ปตท.) ราคา 41.66 บาทต่อลิตร โซฮอล์ 95 ราคา 34.60 บาทต่อลิตร โซฮอล์ 91 ราคา 32.58 บาทต่อลิตร อี 20 ราคา 31.28 บาทต่อลิตร อี 85 ราคา 22.88 บาทต่อลิตร และดีเซล 29.39 บาทต่อลิตร

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน

 

 

 

ข่าวเขตเศรษฐกิจพิเศษ อื่นๆ