Loading

เช็กความคุ้มค่าภาษีที่ดิน-มรดกหนุนประเมินราคารายแปลง/ปิดช่องคนเลี่ยงภาษ

วันที่ : 4 ธันวาคม 2557
เช็กความคุ้มค่าภาษีที่ดิน-มรดกหนุนประเมินราคารายแปลง/ปิดช่องคนเลี่ยงภาษี

          กระทุ้งรัฐเช็กประสิทธิผลภาษีที่ดินและภาษีมรดก ปิดช่องโหว่คนเลี่ยงภาษีหวั่นบิดเบือนระบบเศรษฐกิจหนุนประเมินราคารายแปลงให้เสร็จโดยเร็ว ห่วงตีมูลค่าที่ดินเปิดช่องคอร์รัปชัน-ชี้ภาษีมรดกกระทบรูปแบบการออมลงทุนในไทย

          กรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)กำหนดพิจารณาร่างพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ.  ตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรในวันที่ 4 ธันวาคม นี้ โดยกำหนดเพดานจัดเก็บสูงสุดไว้ที่ไม่เกินอัตรา 4% สำหรับที่ดินรกร้างว่างเปล่าหรือเพื่อการพาณิชย์

          ผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  เปิดเผยในเวทีสัมมนาทางวิชาการในหัวข้อ "ภาษีที่ดินและมรดก: ใครมี  ใครจ่าย ใครได้ประโยชน์" ว่า ร่างพ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น  ในระยะแรกเริ่มจากเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำ ซึ่งจะมีผลให้มีการนำที่ดินมาใช้ประโยชน์มากขึ้น อีกทั้งยังไม่สามารถสร้างรายได้กับท้องถิ่นมากนัก โดยขึ้นอยู่กับการเพิ่มอัตราภาษีและการเพิ่มราคาที่ดิน หากมีการเก็บภาษีจริงในเพดานสูงสุด 4% อาจจะลดการกักตุนที่ดินเพื่อเก็งกำไรหรือมีการกระจายการถือครองที่ดินได้บ้าง

          ในการปฏิรูปภาษีของไทยนั้น รัฐบาลและสนช. ควรให้ความสำคัญก่อนเป็นอันดับแรกโดยภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ควรมีข้อยกเว้น ลดหย่อน ให้น้อยที่สุด เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้มีรายได้น้อย และที่ดินราชการ ที่ปล่อยรกร้างว่างเปล่า ควรต้องเสียภาษีที่ดินฯ ด้วย หรือควรจะถูกเรียกคืน เพื่อนำมาให้ผู้ด้อยโอกาสได้ใช้ประโยชน์ต่อไป และควรมีการกำกับการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเลี่ยงภาษีขึ้น และควรสนับสนุนการประเมินราคาที่ดินรายแปลงให้เสร็จโดยเร็ว

          อย่างไรก็ตาม ทั้งภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างหรือภาษีมรดกนั้น ควรกำหนดให้เป็นรายได้แหล่งใหม่ของอปท.และเป็นแหล่งรายได้ของธนาคารที่ดิน เมื่อมีการจัดตั้งธนาคารที่ดิน โดยภาษีมรดกนั้น จะมีผลเฉพาะเศรษฐีหรืออภิมหาเศรษฐี เช่นคนไทยที่รวยที่สุด 50 อันดับ กรมสรรพากรอาจจัดเก็บภาษีรวม 3 แสนล้านบาทแต่ในทางปฏิบัติเชื่อว่าอาจมีการเลี่ยงภาษีโดยหันไปถือครองทรัพย์ประเภทอื่น จึงไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำในระบบ

          สอดคล้องกับ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท หลักทรัพย์ ภัทร จำกัด กล่าวว่า ส่วนตัวแม้จะเห็นด้วยกับการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และภาษีมรดก แต่ควรพิจารณารายได้และต้นทุนในการจัดเก็บ และควรพิจารณาถึงผลที่จะตามมาว่าจะสร้างความบิดเบือนให้ระบบเศรษฐกิจมากไปหรือไม่  รวมถึงปิดช่องโหว่ในการเลี่ยงภาษีอย่างไร โดยมีข้อกังวลภาษีที่ดินฯ เรื่องการตีมูลค่าหรือประเมินราคาที่ดิน ควรให้มีการใช้ดุลพินิจน้อยที่สุด เพราะจะเปิดช่องให้เกิดการคอร์รัปชันมาก และเสนอให้แยกอัตราการจัดเก็บภาษีที่ดิน และภาษีสิ่งปลูกสร้าง เพื่อให้กระทบต่อการตัดสินใจการลงทุนสิ่งปลูกสร้างให้ลดน้อยลง

          ส่วนภาษีมรดกนั้น หากจัดเก็บในอัตราสูงหรือมีต้นทุนในการเก็บภาษีสูงจะจูงใจในการหลบเลี่ยงจนเกิดปัญหาความไม่เป็นธรรมต่อการจัดเก็บ พร้อมยกตัวอย่างวิธีการหลบเลี่ยงภาษี เช่น  1.การเปลี่ยนมรดกจากอสังหาริมทรัพย์ เป็นเพชรพลอย ซึ่งยากต่อการตรวจสอบ  2. ในระหว่างที่กฎหมายยังไม่ผ่าน ทุกคนจะเร่งการโอนที่ดินข้ามเจเนอเรชัน เป็นสิ่งไม่ผิดกฎหมาย เพราะกฎหมายยังไม่ผ่าน  3.มหาเศรษฐีจะมีการโอนทรัพย์สินไปต่างประเทศ แม้ว่าส่วนนี้ต้องเสียภาษี แต่ต้นทุนของรัฐบาลในการตรวจสอบและจัดเก็บสูง ทำให้สุดท้ายแล้วมหาเศรษฐีคงมีภาระในการเสียภาษีน้อยมาก อาจจะต่ำกว่า 50 ล้านบาท

          ดังนั้น ภาษีมรดก อาจมีผลกระทบต่อการตัดสินใจเลือกรูปแบบการออมว่าจะเก็บเป็นหุ้น ทองคำ เพชร หรือเงินฝากธนาคารในไทย หรือโอนไปต่างประเทศเลย หากเศรษฐีเลือกโอนไปต่างประเทศ ฐานเงินการออม และฐานเงินทุนในไทยจะถูกกระทบหรือไม่ กระทบต่อการตัดสินใจลงทุนในไทย เพราะแทนที่จะคิดว่าจะลงทุนอะไรดี กลายเป็นคิดว่าจะซ่อนทรัพย์สินอย่างไร

          ดร. ปัณณ์ อนันอภิบุตร หัวหน้าฝ่ายพัฒนาโครงการสร้างภาษี สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง( สศค.)  กล่าวว่า  ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์ที่ดินและให้คนในพื้นที่ร่วมรับภาระรายจ่ายกับ อปท. ขณะนี้ภาครัฐกำลังเร่งประเมินราคาที่ดินรายแปลง เพื่อใช้ประเมินราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อให้การประเมินจัดเก็บภาษีมีความทันสมัยและเป็นมาตรฐานมากขึ้น ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ให้น้อยลง

          พร้อมกันนี้พยายามลงโทษผู้ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ปล่อยที่ดินรกร้างว่างเปล่า โดยยืนยันว่าภาษีมรดกนั้นต้องรายระดับ 100 ล้านบาทขึ้นไปจึงจะเก็บภาษี เพราะมีการหักหนี้สินออกก่อน และในไทยเก็บในอัตราไม่เกิน 10% เป็นอัตราที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับต่างประเทศที่จัดเก็บเฉลี่ยสูงถึง 40-50% และที่สำคัญคือ รัฐบาลตระหนักดีว่า ภาระในการจัดเก็บสูง และมีช่องในการเลี่ยงได้ง่ายอยู่แล้ว

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ