Loading

กูรูฟันธงเศรษฐกิจไทยฟื้นกลางปี 5

วันที่ : 14 พฤศจิกายน 2557
กูรูฟันธงเศรษฐกิจไทยฟื้นกลางปี 58

          นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา(UNCTAD) มองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 58 มีโอกาสเติบโตได้ 4-5% โดยดูจากนโยบายรัฐบาลที่ได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใส่เม็ดเงินลงไปในระบบ ประกอบกับพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ที่คาดว่าจะเติบโตได้ 1% จึงคาดว่าปีหน้าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสโตได้ 4-5% อยู่แล้ว นอกจากนี้หากได้เรื่องการส่งออกเข้ามาช่วยอีกแรงอาจจะมีโอกาสโตเกินได้ 5% พร้อมระบุว่า การดำเนินนโยบายของรัฐบาลในขณะนี้ที่เริ่มนำเม็ดเงินไปใช้เพื่อการลงทุนนั้นจะมีผลชัดเจนในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตั้งแต่กลางปีหน้าเป็นต้นไป เพราะมองว่าโครงการส่วนใหญ่เป็นโครงการระยะยาว เช่น ก่อสร้างถนน, สร้างทางการลงทุนของภาคเอกชนจะขยายตัวได้ดีขึ้น โดยน่าจะเติบโตในระดับ 3-5% ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ได้ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จของนโยบายรัฐบาล ทั้งนี้ในส่วนตัวมองว่าการที่รัฐบาลใช้เงินลงไปในระบบคงไม่น่าจะเป็นปัญหา แต่เกรงว่าจะทำอย่างไรที่โครงการรัฐบาลเหล่านี้จะมีผลในการช่วยเหลือภาคเอกชนได้ ซึ่งจุดนี้จะเป็นตัววัดความสำเร็จของนโยบายรัฐบาล พร้อมกันนี้มองว่า ประเทศไทยโชคดีที่ได้รับความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่นักธุรกิจยังมองประเทศไทยในภาพลักษณ์ที่ดี

          นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3/57 มีโอกาสขยายตัวต่ำกว่าที่คาดไว้ 2% เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐยังไม่เข้าสู่ระบบ ขณะที่ไตรมาส 4/57 คาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ 4% ดังนั้นมองว่าทั้งปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เพียง 1.6% ขณะที่การส่งออกคาดว่าจะติดลบ 0.3% ปี 58 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้อย่างน้อย 4% ส่วนการดำเนินนโยบายทางการเงินของไทยที่สามารถผ่อนคลายได้มากขึ้น หากเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/57 เติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ 2% นั้น มีโอกาสที่จะเห็นคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในเดือน ธ.ค.นี้ จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.00% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงนี้ ก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในราวกลางปี 58

          ปัจจัยเสี่ยงที่จะกระทบเศรษฐกิจในปี 58 ยังคงเป็นเศรษฐกิจของยุโรปและญี่ปุ่นที่ยังไม่มีการฟื้นตัวตามที่คาดการณ์ไว้ ดังนั้นมองว่า ในปีหน้าการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) จะมีความซับซ้อนมากขึ้น ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกจะต้องติดตามนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้ปรับเปลี่ยนนโยบายทางการเงินให้มีความเหมาะสม สำหรับการทำงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า สามารถทำได้ตามโรดแม็พที่วางไว้ โดยเฉพาะการเดินหน้าการเลือกตั้งในช่วงปลายปี 58 และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะเห็นได้จากที่ภาครัฐมีข้อตกลงแบบรัฐต่อรัฐ(G to G) ระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลจีนในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ