Loading

รัฐเร่งก.ม.4ฉบับสิ้นปีเลิกสิทธิประโยชน์กองทุนรวมอสังหา

วันที่ : 8 ตุลาคม 2557
รัฐเร่งก.ม.4ฉบับสิ้นปีเลิกสิทธิประโยชน์กองทุนรวมอสังหาฯ

          "ประยุทธ์"สั่งเร่งโชว์ผลงานเป็น"รูปธรรม" หวังมอบของขวัญปีใหม่

          รัฐบาลดันกฎหมาย 4 ฉบับก่อนสิ้นปี เสนอร่าง พ.ร.บ.ภาษีมรดก ให้สนช.ภายในเดือนต.ค. พร้อมยกเลิกสิทธิประโยชน์กองทุนรวม อสังหาฯ-ร่างพ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในเดือนธ.ค.นี้ ส่วนกฎหมาย"ดิจิทัล อิโคโนมี" ตีกรอบเวลาใน 3 เดือน ขณะนักวิชาการชี้ ภาษีมรดกเก็บยาก ไม่มั่นใจแก้ปัญหาเหลื่อมล้ำ

          ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าการจัดทำร่างกฎหมายภาษีมรดกจะเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ภายในเดือน ต.ค.นี้ โดยข่าวที่ออกไปในขณะนี้ยังมีความสับสนเนื่องจากการจัดเก็บอัตราภาษีมรดก ไม่ใช่การจัดเก็บขั้นต่ำ 10 % แต่จะเก็บภาษีที่ขั้นสูงสุด 10% และจะมีข้อยกเว้นต่างๆหลายข้อ ซึ่งหลังจากเข้าสู่ที่ประชุมครม.จะมีการส่งร่างกฎหมายต่อไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) พิจารณาต่อไป "ได้รายงานการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลให้ที่ประชุม ครม.ทราบโดยเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างภาษี โดยภาษีมรดกและภาษีการให้ จะนำเสนอสนช.ภายในเดือนต.ค. ส่วนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง  และเรื่องยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษีของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์จะนำเสนอครม.ภายในเดือนพ.ย.ก่อนเสนอสนช.ในเดือนธ.ค."

          ทั้งนี้ ปี 2557 ถือเป็นปีสุดท้ายที่ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) อนุญาตให้มีการจัดตั้ง "กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์" หรือ กอง1 โดยหลังจากนี้กองทุนอสังหาริมทรัพย์จะเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบ "กองทรัสต์เพื่อลงทุนในอสังหาริมทรัพย์" หรือ Real Estate Investment Trust(REIT) ซึ่งใช้กัน ทั่วโลก โดยกอง1 เดิมนั้นจะเลือกเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบของ REIT หรือไม่ก็ได้

          ด้านภาษีในส่วนของบุคคลธรรมดา ระหว่างการลงทุนในกอง1 กับกอง REIT ไม่ต่างกัน โดยเงินปันผลยังเสียภาษี 10% เหมือนเดิม แต่ในส่วนของนักลงทุนสถาบันเองนั้นการลงทุนในกอง REIT เงินปันผลที่ได้รับต้องเสียภาษี 20% ในขณะที่กอง1 นั้น นักลงทุนสถาบันได้รับเว้นภาษีเงินปันผลหากเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และถือหน่วยลงทุนก่อนและหลังรับเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 3 เดือน ในขณะที่หากเป็นบริษัทจำกัดทั่วไปนั้นได้รับยกเว้นภาษี 50%

          พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลรัฐบาลกำลังอยู่ในระหว่างออกกฎหมายเพิ่มเติมรวม 13 ฉบับ ขณะนี้ได้ยกร่างกฎหมายร่างแรกเสร็จแล้วทั้งหมด และที่ประชุมได้มอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี รับร่างกฎหมายไปหารือเพื่อหารือกับ นักกฎหมาย และสำนักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาจะปรับปรุงแก้ไขเป็นร่างสุดท้าย ก่อนนำเสนอครม.และสนช.ตามขั้นต่อไปคาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือน

          ส่วนการปรับขึ้นราคาเชื้อเพลิงบางประเภท ได้รายงานที่ประชุมว่า ได้มีการทยอยปรับขึ้นราคาเชื้อเพลิงให้สอดคล้องกับต้นทุนและปรับกองทุนน้ำมันและเชื้อเพลิงให้สมดุลยิ่งขึ้น ซึ่งกระทรวงพลังงานได้ประกาศขึ้นราคาเอ็นจีวีและแอลพีจี

          ขณะที่นายกรัฐมนตรีให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การปลูกพืชพลังงานควรยกเป็นวาระสำคัญ และดำเนินการเรื่องพลังงานทดแทนอย่างจริงจัง นอกจากนี้ได้มีการรายงานการออกใบอนุญาตคำขออาชญาบัตรและประทานบัตรเหมืองแร่ที่ค้างอยู่ 101 แปลง ของกระทรวงอุตสาหกรรมจะช่วยให้กิจกรรมด้านเหมืองแร่เริ่มต้นต่อไปได้

          สั่งรวมผลงานรูปธรรมเป็นของขวัญปีใหม่

          พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ สั่งการให้ทุกหน่วยงานรวบรวมข้อมูลผลงานในการทำงานของรัฐบาลในช่วง 3 เดือน คือระหว่างเดือน ต.ค.-ธ.ค.นี้ ในส่วนผลงานที่เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมกับประชาชนเพื่อให้เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน

          "นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ไปดูในเรื่องนโยบายที่เร่งรัดไปก่อนหน้านี้ให้ทำให้เกิดเป็นรูปธรรม เช่น เรื่องโครงการโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะ โครงการจัดซื้อรถเมล์เชื้อเพลิงเอ็นจีวีที่ยังมีความล่าช้า ขณะที่เรื่องพลังงานทดแทน ก็สั่งการว่าให้ทำให้เกิด ไม่ใช่พูดลอยๆ เช่น เรื่องการส่งเสริมพลังงานทดแทนก็ให้ไปดูว่าจะส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น ให้มีส่วนผสมของน้ำมันปาล์มให้ได้ 20% (บี20) และให้ข้อมูลด้วยว่าพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในประเทศไทยยังขาดแคลนอยู่กว่า 2 ล้านไร่และให้ดูแนวทางว่าจะปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มได้อย่างไร รวมทั้งให้ดูเรื่องของการส่งเสริมการประหยัดพลังงานโดยการรณรงค์ใช้จักรยานด้วย"พล.ต.สรรเสริญกล่าว

          นักวิชาการชี้หลายประเทศเลิกเก็บภาษีมรดก

          สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วานนี้ (7 ต.ค.) จัดสัมมนาหัวข้อ "ภาษีมรดกเก็บเพื่อใคร ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมได้จริงหรือไม่" โดยเชิญนักวิชาการเข้าร่วมสัมมนา ประกอบด้วยนายบัณฑิต นิจถาวร กรรมการและกรรมการผู้อำนวยการสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการ อดีตสมาชิก วุฒิสภา นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ผู้จัดการฝ่ายวิจัย มูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษา และนายธีระ ภู่ตระกูล นายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทย

          นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ผู้จัดการฝ่ายวิจัย มูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษา กล่าวว่า จากกรณีศึกษาข้อมูลใน 45 ประเทศ พบว่า มีเพียง 13 ประเทศที่มีการจัดเก็บภาษีมรดก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น อังกฤษ สหรัฐ และยุโรป มีเพียง 2 ประเทศในเอเชีย ที่จัดเก็บภาษีนี้ คือ ญี่ปุ่น และ ฟิลิปปินส์ ที่น่าสนใจ คือ ใน 45 ประเทศ มี 12 ประเทศที่เคยใช้ภาษีนี้และได้ยกเลิกไป อาทิ แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รัสเซีย นอร์เวย์ ฮ่องกง และสิงคโปร์

          สาเหตุที่ 12 ประเทศได้ยกเลิกภาษีนี้มีเหตุผลแตกต่างกันไป โดยกรณีสิงคโปร์ ยกเลิกเพราะต้องการสร้างแรงจูงใจให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ยกเลิกเพราะไม่คุ้มค่ากับค่าบริการจัดการ แคนาดายกเลิกเพราะนำภาษีตัวอื่นมาใช้ และนอร์เวย์ ยกเลิกเพราะลดภาระการโอนธุรกิจครอบครัวให้รุ่นลูก

          ในแง่อัตราการจัดเก็บ จะเห็นได้ว่า แต่ละประเทศจะแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น สหรัฐ จัดเก็บในอัตราก้าวหน้าระหว่าง 18-40% ของมูลค่าทรัพย์สิน อิตาลี จัดเก็บ 14%ของมูลค่าทรัพย์สิน ฝรั่งเศส จัดเก็บ 5% ของมูลค่าทรัพย์สิน เยอรมัน จัดเก็บ 7% ของมูลค่าทรัพย์สิน ส่วนไทย หากจัดเก็บ 10% ของมูลค่าทรัพย์สิน ถืออยู่ในอัตราสูง หากเทียบกับมูลค่าทรัพย์สินที่เริ่มจัดเก็บ

          ไทยเก็บ10%อยู่ในอัตราสูง

          หากจะพิจารณาเพียงการจัดเก็บภาษีมรดกอย่างเดียวคงไม่ครบถ้วน ควรดูตั้งแต่การจัดเก็บภาษีระยะเริ่มต้นด้วย ตัวอย่างกรณีของไทย มีความซ้ำซ้อนในการจัดเก็บ กล่าวคือ เจ้าของมรดกต้องเสียภาษีหลายครั้งกว่าที่ทรัพย์สินนั้นจะเป็นมรดก

          ตัวอย่างเช่น ธุรกิจเอสเอ็มอี หากมีกำไรเพิ่มมา 100 บาท เขาต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล 20% เงินปันผลอีก 10% หากนำเงินไปออมในพันธบัตรเสียดอกเบี้ยอีก 15% สุดท้ายเงินกำไร 100 บาท จะเหลือ 74 บาท ถ้าเก็บภาษีมรดกอีก 10% ผลกำไรจะเหลือ 67 บาท

          ขณะที่สิงคโปร์ มีการเสียภาษีเพียง 2 ชนิด คือ ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีดอกเบี้ย ซึ่งอัตราก็อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าไทย ฉะนั้น นอกจากการจัดเก็บภาษีมรดกจะมีความซ้ำซ้อนแล้ว ในแง่ประสิทธิภาพการจัดเก็บ จะทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมการออมเงิน โดยจะโยกเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ หรือ นำเงินไปซื้อทรัพย์สินที่ไม่ขึ้นทะเบียนแทน

          อังกฤษเก็บภาษีมรดกได้แค่0.5%

          กรณีอังกฤษเก็บภาษีสูงถึง 36% ปรากฏมีปัญหาการโยกย้ายเงิน ทำให้กรมสรรพากรของอังกฤษต้องออกกฎหมายต่าง เพื่อต่อต้านการเลี่ยงภาษี ซึ่งแต่ละปีเสียงบประมาณเพิ่มเติมจำนวนมาก เพื่อต่อต้านเรื่องนี้ โดยจัดทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศกับประเทศต่างๆ เพื่อให้เปิดเผยข้อมูลการนำเงินไปลงทุนต่างประเทศ

          จากข้อมูลการศึกษาดังกล่าว พบว่า ประเทศอังกฤษในปี 2555-2556 มีรายได้ที่จัดเก็บได้จากภาษีมรดก 0.5% ของรายรับทั้งหมด ขณะที่กลุ่มประเทศ OECD จัดเก็บได้เพียง 0.1% ของรายรับ

          กรณีศึกษาในประเทศฟิลิปปินส์ ที่จัดเก็บภาษีมรดกเป็นเวลานาน หรือนับตั้งแต่ปี 2480 จนถึงปัจจุบัน พบว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นเป้าหมายการจัดเก็บภาษีตัวนี้ไม่ได้หมดไป โดยบุคคลที่ร่ำรวยเพิ่มขึ้น กล่าวคือ ปี 2554-2555 คนรวย 40 คนแรกของประเทศร่ำรวยถึง 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ คิดเป็น 76% ของจีดีพีประเทศ ภาษีมรดกไม่ช่วยลดปัญหาเหลื่อมล้ำ ขณะที่ต้นทุนที่เกิดขึ้นก็ไม่คุ้มค่าต่อการจัดเก็บ

          แนะใช้นโยบายการคลังลดเหลื่อมล้ำ

          นายบัณฑิต นิจถาวร กรรมการและกรรมการ ผู้อำนวยการสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย(IOD) กล่าวว่า ตนคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน กรณีของไทยหากจะนำภาษีมรดกมาใช้ มีคำถามว่าตอบโจทย์เรื่องลดปัญหาความเหลื่อมล้ำของสังคมหรือไม่ คำตอบคือ ใช่ เพราะเก็บบนความสามารถในการจ่าย แต่ปัญหา คือ ในทางปฏิบัติ จัดเก็บได้ยาก เพราะคนมีมรดกจะมีการวางแผนระยะยาว

          ขณะที่คนรุ่นใหม่ที่สะสมทุนจะได้รับผลกระทบในการเสียภาษีมาก ก็ไม่ถือว่า ตอบโจทย์การลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ และน่าจะใช้ภาษีอื่นเข้ามา รวมถึงนโยบายการคลังในการสร้างโอกาสลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ

          หากรัฐบาลยืนยันจะจัดเก็บภาษีตัวนี้ เสนอแนะว่า ควรจัดเก็บในอัตราต่ำราว 4-5% เพื่อให้ไม่เกิดการหลีกเลี่ยงภาษี

          ชี้จัดเก็บรายได้ไม่คุ้มต้นทุน

          นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการ อดีตสมาชิกวุฒิสภากล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกรณีที่รัฐบาลจะจัดเก็บภาษีชนิดนี้ เพราะไม่สร้างรายได้ให้รัฐ โดยเท่าที่สอบถามคนในกระทรวงการคลัง ก็บอกว่า รายได้จะเข้ารัฐ 2-3 พันล้านบาทเท่านั้น และแต่ละปีรายได้ก็ไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับการตายของเจ้าของมรดก

          ขณะเดียวกัน ปัญหาความเหลื่อมล้ำก็ลดได้เพียงเล็กน้อย เพราะคนรวยมากๆ เขาก็มีธุรกิจในต่างประเทศ มีช่องทางในการหลีกเลี่ยง

          "ผมได้รับแจ้งว่า มีการแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษีให้หลีกเลี่ยงภาษีตัวนี้ ผ่านการโอนที่ดินให้ทายาท และ สลักหลังระบุผู้รับผลประโยชน์ ผมโทรศัพท์ไปสอบถามเขตพื้นที่ในกทม.แห่งหนึ่งว่า ในช่วงนี้ มีการโอนที่ดินกันเยอะไหม ได้คำตอบว่า มียอดการโอนถึง 300% จากช่วงเวลาปกติ นั่นหมายความว่า เกิดการเลี่ยง

          อย่างไรก็ดี จะพบว่า ภาษีการโอนเบ็ดเสร็จจะมีมูลค่าใกล้เคียงกับภาษีมรดกที่จะจัดเก็บด้วย ทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น"

          นายเจิมศักดิ์ ยังเห็นด้วยกับแนวคิดที่จะใช้นโยบายการคลังเข้ามาลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยสร้างโอกาสให้แก่คนที่มีรายได้น้อย แทนที่จะเข้าไปจัดเก็บภาษีคนรวย ซึ่งไม่คุ้มค่าต่อการ จัดเก็บ เพียงแค่ใช้นโยบายภาษีเพราะหมั่นไส้คนรวย

          นายธีระ ภู่ตระกูล นายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการนำภาษีมรดกมาใช้ เพราะในหลายประเทศที่จัดเก็บก็ไม่ประสบความสำเร็จ และเข้าใจว่า การจัดเก็บภาษีตัวนี้ เป็นการเอาใจประชาชนรากหญ้าที่รู้สึกว่า การจัดเก็บภาษีนี้จะช่วยลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้ช่วยได้จริง แถมยังได้ไม่คุ้มเสีย เพราะคนที่มีมรดกจะนำเงินออกนอกประเทศ

 

          ประชุมร่วม : พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมร่วมคสช.กับคณะรัฐมนตรีครั้งที่ 1 วานนี้ (7 ต.ค.)

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

ข่าวกฎหมายอสังหาฯ อื่นๆ