Loading

คลังเพิ่มทุน ไอแบงก์ 2.5พันล.อดีตเอ็มดีแนะ 6 แนวทางฟื้นฟูกิจการ-มั่นใจฐานะการเงินยังดี

วันที่ : 6 ตุลาคม 2557
คลังเพิ่มทุน ไอแบงก์ 2.5พันล.อดีตเอ็มดีแนะ 6 แนวทางฟื้นฟูกิจการ-มั่นใจฐานะการเงินยังดี

          วอนหยุดสร้างกระแส ยุบหรือเลิก หวั่นกระทบความเชื่อมั่น"กระทรวงคลัง"ทำงบเหลื่อมปี กันเงิน 2.5 พันล้านบาทสำหรับเพิ่มทุนไอแบงก์ เผยเพียงพอเพราะมีผู้ถือหุ้นรายอื่นต้องใส่เงินเข้ามาด้วย ด้าน "ธีรศักดิ์" อดีตเอ็มดี ไอแบงก์ เสนอ 6 แนวทางแก้ปัญหา ปีนี้ มีกำไร วอนหยุดสร้างกระแสยุบ-เลิก ชี้แบงก์เป็นความศรัทธาของชาวมุสลิม เสนอคลัง เว้นภาษีโอนอสังหาริมทรัพย์ให้ เหมือนธนาคารมุสลิมทั่วโลก

          แหล่งข่าวกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังได้กันงบประมาณเหลื่อมปี 2558 ไว้สำหรับเพิ่มทุนธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ไว้แล้ว 2.5 พันล้านบาท ประเมินว่างบประมาณ ในส่วนนี้จะเพียงพอสำหรับการดำเนินงานของธนาคาร เพราะนอกจากกระทรวงคลังแล้ว ยังมีผู้ถือหุ้นอื่นๆ ที่ต้องใส่เงินเพิ่มทุนเข้ามาด้วย หากใส่เงินเพิ่มทุนมากกว่านี้ จะเกินสัดส่วนการถือหุ้นของกระทรวงการคลัง  ในส่วนของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ทางคณะกรรมการ (บอร์ด) ระบุว่าสามารถฟื้นฟูกิจการได้โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุน

          ด้านนายธีรศักดิ์ สุวรรณยศ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ และหนึ่งในทีม ผู้ก่อตั้งธนาคาร  เปิดเผยว่า อยากให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมกันสร้างความเชื่อมั่นในการฟื้นฟูกิจการไอแบงก์ หยุดสร้างกระแสการ ยุบรวม หรือ ปิดกิจการ เพราะธนาคาร ยังดำเนินกิจการต่อได้ และมีพันธกิจสำคัญในการดูแล ให้บริการทางด้านการเงินแก่ชาวมุสลิม สำหรับการฟื้นฟูกิจการของธนาคารนั้น มองว่าไม่ใช่เรื่องยาก การแก้ไขปัญหา ไอแบงก์ ควรจะกลับมาสู่พื้นฐานการแก้ปัญหาของแบงก์โดยทั่วไป คือการแก้หนี้  และมี 3 ส่วนที่เกี่ยวข้องคือ ทุนสำรอง ลดต้นทุน  และหารายได้เข้ามา

          "ค่อนข้างเป็นห่วงที่ไอแบงก์ทุกวันนี้ มีข่าวไม่ดี เกี่ยวกับการยุบ ปิดแบงก์ และการหยุดปล่อยสินเชื่อใหม่ เพราะไม่ทำธุรกิจ  จะเอารายได้จากไหน ควรจะกลับมาปล่อยสินเชื่อเพิ่มให้บริการที่ดี ส่วนวิธีแก้หนี้เสียหนี้ที่เป็นหนี้รายใหญ่ อาจจะแปลงหนี้เป็นทุน แล้วกำหนดซื้อคืนใน 3 ปี  ส่วนรายย่อยบางรายที่สามารถยกหนี้ให้ได้ก็ควร แบงก์ไม่เดือดร้อน เพราะมีการตั้งสำรองไว้แล้ว"

          เขากล่าวต่อว่า การพลิกฟื้นธนาคารสามารถดำเนินการได้เลย ในช่วงเดือน ตุลาคม-ธันวาคมนี้ แนวทางมีดังนี้ 1. จะพยายามรักษาสินเชื่อที่มีสถานะปกติ (หนี้B1) ซึ่ง ณ 31 ส.ค. มีจำนวนเงิน 6.26 หมื่นล้านบาท  ทำให้สิ้นปี 2557 จะเพิ่มขึ้นเป็น 7.62 หมื่นล้านบาท 2.ติดตามการผ่อนชำระ สินเชื่อที่เริ่มตกชั้น (หนี้ B2) อย่างใกล้ชิด เพื่อให้กลับเป็นสินเชื่อปกติ (หนี้ B1) ซึ่งมีอยู่จำนวน 5.33 พันล้านบาท

          3.ปรับปรุงโครงสร้างหนี้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPF) ที่ยังดำเนินธุรกิจอยู่แต่กระแสเงินสดไม่เพียงพอชำระค่างวดบางส่วน และธุรกิจที่ยังมีอนาคต จำนวน  9.74 พันล้านบาท (หนี้B3 จำนวน 8.24 พันล้านบาทและหนี้ B4-B5 จำนวน 1.5 พันล้านบาท)

          4.ขยายสินเชื่อใหม่ 7 พันล้านบาท จากสินเชื่อโครงการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ (พศต.) จำนวน 2 พันล้านบาท เช่น สินเชื่อ พัฒนาสถานศึกษา, สินเชื่อธุรกิจสหกรณ์, สินเชื่อรากหญ้า, สินเชื่อหายเร่แผงลอย, สินเชื่ออาหารฮาลาล, สินเชื่อวิสาหกิจชุมชน, สินเชื่อเครื่องแต่งกายมุสลิม, และสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอี และอื่นๆ จำนวน 5 พันล้านบาท  5.กระทรวงการคลัง เพิ่มทุนจำนวน 2.5 พันล้านบาท และ 6.ออกพันธบัตร SUKUK จำนวน 5 พันล้านบาท

          ในการปฏิบัติงานในช่วงไตรมาส 4 ปี 2557 ตามแผนดังกล่าว จะส่งผลให้การดำเนินงานและฐานะการเงินของธนาคาร ดีขึ้น โดยปี 2557 จะมีกำไรสุทธิ 799.50 ล้านบาท เงินกองทุนของธนาคารปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 648 ล้านบาท ณ 31 ธันวาคม 2556 เป็น 9.61 พันล้านบาท สัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง(BIS RATIO) เพิ่มขึ้นจาก 1.5% ในปี 2556 เป็น 10.39% สูงกว่าเกณฑ์ที่ธปท.กำหนดว่าต้องไม่ต่ำกว่า 8.5% อัตราส่วน NPF ต่อสินเชื่อรวม มีทิศทาง ดีขึ้นโดยปรับตัวลดลงจาก 29.82% ในปี 2556 เป็น 28% ในปี 2557

          ผลประกอบการปี 2558 คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ ไม่ต่ำกว่า 2.5 พันล้านบาท และจากการทยอยขายสินเชื่อ NPF ที่ไม่ได้ดำเนินธุรกิจ  พร้อมทั้งการขยายสินเชื่อเพิ่ม จะทำให้อัตราส่วน NPF ต่อสินเชื่อลดลงมาอยู่ที่ 15% ในปี 2558  ทั้งนี้ธนาคารไม่ได้เสียหายอย่างที่เข้าใจกันยังมีกำไรอยู่ แต่การจัดสรรกำไรนั้นควร จะจัดสรรไปตรงไหน จะต้องมีการตรวจสอบการสำรองหนี้เกินกว่าที่ควรจะเป็นหรือไม่ ขณะเดียวกันลูกหนี้รายใหญ่ที่บอกว่าเป็นปัญหา ควรแก้ไขด้วยกระบวนการอะไรและถูกต้องหรือไม่ นอกจากนี้กรณีลูกหนี้ดีที่เคยหายไป 3 หมื่นล้านบาท จะมีวิธี ดึงเอากลับมาอย่างไร

          "สถานการณ์ไอแบงก์ขณะนี้ ไม่ได้เลวร้ายกว่าที่คิด แม้จะไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มทุน แต่การเพิ่มทุนจะทำให้การแก้ไขปัญหาได้เร็วขึ้น  ส่วนเรื่องที่พูดถึงการทุจริต ในยุคที่ผมเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ และยังพูดกันตลอด หากพบการทุจริตจริง ให้ดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผมได้ ตอนนี้ไม่ควรจะพูดเรื่องเดิมๆ ว่าการทุจริตและมีปัญหาแต่ไม่แก้อะไรเลย ต้องควบรวมหรือยุบ"

          ส่วนกรณีการแก้หนี้รายใหญ่ โดยเฉพาะ สหฟาร์มนั้น นายธีรศักดิ์ มองว่า  หนี้ 1.5 พันล้านบาท เป็นหนี้ที่ไอแบงก์มีหลักทรัพย์ค้ำประกันคุ้มวงเงิน 100% ซึ่งเป็นที่ดิน  มีราคาปรับขึ้นทุกวัน และไม่มีโครงสร้างผู้ถือหุ้น ในสหฟาร์ม ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเจรจารวมกับเจ้าหนี้รายอื่น เพราะมองว่าที่แก้ปัญหาอยู่ปัจจุบันแก้ไม่ได้แน่นอน

          เขากล่าวต่อว่า เพื่อเป็นการสนับสนุนการดำเนินงานของธนาคาร กระทรวงการคลัง ควรมีการแก้ไขกฎหมาย เพื่อยกเว้นภาษีที่เกี่ยวข้องกับการทำผลิตภัณฑ์ให้กับไอแบงก์ โดยเฉพาะภาษีโอนอสังหาริมทรัพย์ เช่นเดียวกับธนาคารอิสลามทั่วโลกทำ แม้แต่ในประเทศที่ไม่ใช่ประเทศมุสลิม เช่นในประเทศอังกฤษและสิงคโปร์ แต่ก็ให้การสนับสนุนยกเลิกเก็บภาษีดังกล่าว

          นับว่าเป็นระบบที่ดีที่สุด ของระบบการซื้อบ้าน ทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อ รวมทั้ง กระทรวงการคลัง ต้องทบทวนตั้งสำรองให้กับไอแบงก์ภายใน 3 ปี เหมือนกับที่แก้หนี้แบงก์อื่นในอดีต

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ