Loading

รีดภาษีเพิ่มโปะโครงการรัฐ S&Pคงเรตติ้งไทย-ตลท.วิ่งแก้ปมLT

วันที่ : 15 กันยายน 2557
รีดภาษีเพิ่มโปะโครงการรัฐ S&Pคงเรตติ้งไทย-ตลท.วิ่งแก้ปมLTF

          "ประยุทธ์" โรดโชว์นโยบายฉลุย บี้ภาษี "มรดกที่ดิน" เผยจัดเก็บรายได้ไม่พอพัฒนาประเทศ ต้องรื้อครั้งใหญ่ คลังรับลูกนัดหารือ 15 ก.ย. ก่อนเคาะนโยบายภาษี หวั่นหนี้จำนำข้าว 7 แสนล้าน ดันหนี้สาธารณะพุ่ง "เอสแอนด์พี" คงเรตติ้ง ชี้ระยะสั้นยังไม่เห็นผลเชิงบวก

          นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร วิเคราะห์ทิศทางนโยบายรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่แถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วันที่ 12 ก.ย.ที่ผ่านมาว่า ระบบเศรษฐกิจไทย ยังมีจุดอ่อนต้องแก้ไขปรับปรุงหลายเรื่อง เช่น เรื่องการจัดเก็บภาษี ปัญหาหนี้ภาครัฐ การใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือย ฯลฯ

          บี้ภาษีคนรวยพัฒนาประเทศ

          ดังนั้นรัฐบาลจะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ 3 ระยะ ทั้งระยะเร่งด่วน ระยะสั้น และระยะยาว จึงเป็นเรื่องเหมาะสม โดยรัฐบาลชุดนี้เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการเก็บภาษี จากเดิมกว่า 20 ปี ประเทศไทยเน้นเก็บภาษีจากการบริโภค ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) รัฐบาลชุดนี้กำลังจะจัดเก็บภาษีจากการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ เช่น ภาษีมรดก ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงยกเลิกการยกเว้นเก็บภาษีที่เอื้อประโยชน์เฉพาะ ผู้มีฐานะการเงินดี เหล่านี้จึงชี้ชัดว่าเป้าหมาย คือเก็บภาษีคนรวย นำรายได้มาพัฒนาประเทศ

          "เรื่องเหล่านี้คือสิ่งที่ข้าราชการในกระทรวงการคลังเสนอมานาน และรัฐบาลชุดนี้ก็แทบจะเรียกได้ว่า เหล่าข้าราชการมีอำนาจเต็ม เพราะรัฐมนตรีส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ หรืออดีตข้าราชการ มีตัวแทนภาคธุรกิจเพียงคนเดียว การดำเนินการต่าง ๆ จึงน่าจะเป็นไปตามที่ข้าราชการเสนอไว้นานแล้ว" นายศุภวุฒิกล่าว

          ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ย้ำในการแถลงนโยบายรัฐบาลว่า แผนการจัดเก็บภาษีประเภทใหม่ซึ่งจะเก็บจากทรัพย์สิน อาทิ ภาษีมรดก ภาษีจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จะรีบดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ปีนี้ แต่จะให้กระทบต่อผู้มีรายได้น้อย ให้น้อยที่สุด

          S&P คงเครดิตเรตติ้งประเทศไทย

          นายกิม เอ็ง ตัน ผู้อำนวยการอาวุโส หัวหน้าทีมจัดอันดับเครดิตประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก บริษัท สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส จำกัด หรือเอสแอนด์พี ธุรกิจจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (เครดิตเรตติ้ง) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า แม้ภาพโครงร่างเศรษฐกิจไทยจะชัดเจนขึ้นตามลำดับ แต่ระยะสั้นยังไม่ส่งผลเชิงบวกมากเท่ากับผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจในระยะยาว ที่จะทำให้เกิดแรงขับเคลื่อนด้านการลงทุนและการบริโภคภายในประเทศให้ปรับตัวดีขึ้น และมีโอกาสเห็นการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2558 ขยายตัวระดับ 4-5% อย่างที่หลายสำนักคาดการณ์ไว้

          และมองว่า รัฐบาลชุดนี้ดึงความเชื่อมั่น กลับมาได้ค่อนข้างดี สิ่งที่เป็นกังวลคือเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งจะส่งผลต่อแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้านต่าง ๆ ทั้งเชิงบวกและลบ แม้หลายเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลประกาศนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้านต่าง ๆ ออกมาบ้างแล้ว แต่ยังเหลือขั้นตอนลงมือทำให้เกิดขึ้นจริง หากปัญหาการเมืองกลับมาวุ่นวายอีกจะสะดุด

          นอกจากนี้ เอสแอนด์พียังติดตามก้าวต่อไปของการส่งผ่านนโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบันไปยังรัฐบาลชุดต่อไปว่า จะสามารถทำให้เกิดความต่อเนื่องอย่างไร คาดว่าไทยจะมีรัฐบาลชั่วคราวไปอีก 2-3 ปี ช่วงนี้อาจทำให้การจัดอันดับ หรือปรับมุมมอง เครดิตเรตติ้งให้ดีขึ้นยาก

          "รัฐบาลนี้เข้ามาเปลี่ยนผ่านเพื่อปฏิรูปและ สร้างพื้นฐานประเทศให้ดีขึ้น ดังนั้น ระยะสั้นคงไม่ส่งผลเชิงบวกต่ออันดับเครดิต หากจะมีการปรับเปลี่ยนเครดิตจริง ๆ ต้องรอดูการรับไม้ต่อของรัฐบาลชุดถัดไป แต่ไม่ได้หมายความจะต้องเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น"

          ทั้งนี้ ปัจจุบันเอสแอนด์พีจัดอันดับ เครดิตเรตติ้งตราสารหนี้รัฐบาลไทยในสกุลเงินต่างประเทศที่ระดับ BBB+ โดยมี มุมมองมีเสถียรภาพ (Stable) ซึ่งไทยมีเครดิตเรตติ้งและมุมมองระดับนี้มาตั้งแต่ปี 2554

          "ทริสฯ" ให้คะแนนระดับ "กลาง"

          ขณะที่นายสันติ กีระนันทน์ กรรมการผู้จัดการ บจ.ทริสเรตติ้ง ประเมินนโยบายของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ว่า ส่วนตัวให้คะแนนระดับ "กลาง" เนื่องจากนโยบายส่วนใหญ่เน้นแก้ไขปัญหาทางสังคมมากกว่าเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปกติของรัฐบาลเฉพาะกิจที่เข้ามาเพื่อแก้ปัญหาบางเรื่อง ประกอบกับ สิ่งที่ประกาศไม่ได้มียุทธศาสตร์การทำงานชัดเจน

          มุมมองอันดับเครดิตของประเทศไทยในสายตาของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก คาดว่าจะยัง "Stable" เนื่องจากมีทั้งประเด็นบวกคือ เสถียรภาพทางการเมืองที่ส่งเสริมให้เกิดศักยภาพในการแข่งขัน และอาจช่วยให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2558 ขยายตัวได้ถึง 5.5% ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ แต่ไทยยังคงต้องเผชิญกับประเด็นลบ เช่น รายได้ประชากรต่อหัว ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และความเสี่ยงด้านความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุนต่างชาติ ที่มองว่ารัฐบาลไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

          ยัน "ภาษีมรดก" เก็บจากผู้รับ

          นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า เรื่องภาษีมรดกขณะนี้ อยู่ระหว่างให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา และเมื่อผ่านแล้วจะนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และ สนช.ในลำดับถัดไป หลักการ เบื้องต้นเน้นเก็บจากคนรวยเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และยืนยันว่าจะไม่ให้กระทบคนมีรายได้น้อยและคนชั้นกลาง โดยจะเก็บในอัตราเดียวในวันที่รับมรดก และเก็บจากผู้รับไม่ใช่เก็บจากกองมรดก ส่วนมรดกที่เป็นทรัพย์สินในต่างประเทศ หรือบัญชีเงินฝากในต่างประเทศ ขณะนี้ ทำเพียงขอความร่วมมือขอข้อมูลไปยัง ต่างประเทศเท่านั้น

          ส่วนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เรื่องนี้ อยู่ที่กรมที่ดิน ซึ่งมีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานและพยายามจะไม่ให้เกิดการทับซ้อนในการดำเนินการ ซึ่งภาษีตัวนี้เป็นสำนักงานที่ดินเป็นผู้เก็บ

          ส่วนกรณีการยกเลิกสิทธิลดหย่อนภาษีกองทุนรวมหุ้นระยะยยาว( LTF) นั้นขอให้รอฟังนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลัง นายสมหมาย ภาษี ในวันที่ 15 ก.ย.นี้ก่อน แต่ตนยืนยันว่าจะไม่มีการยกเลิกสิทธิ ลดหย่อนก่อนปี 2559 แน่นอน และระหว่างนี้ จะทำการศึกษาให้ชัดเจนก่อนว่า กลุ่มผู้ซื้อ กองทุน LTF เป็นกลุ่มใด

          "เราต้องแยกก่อนว่า ผู้ลงทุน LTF ลดหย่อน ภาษีเป็นคนกลุ่มใด เป็นผู้รับเงินเดือนกี่คน และเป็นคนรวยกี่คน ถ้าพบว่าเป็นผู้รับเงินเดือน ก็อาจขยายอายุจาก 5 ปี เป็น 7-10 ปีก็ได้ แต่ทั้งหมดนี้ขอเวลาศึกษาก่อน และจะแจ้งให้ทราบก่อนหมดอายุสิทธิลดหย่อนก่อนปี 2559 แน่นอน ส่วนที่มีการกล่าวว่าจะมีเรื่องการเก็บภาษีจากกำไรหุ้น (Capital Gain) เรื่องนี้เราไม่มีความคิดจะเก็บ ที่ผ่านมาเคยเป็นอย่างไรก็จะเป็นอย่างนั้น" นายประสงค์กล่าว

          ตลท.ดิ้นแก้ปมยกเลิก LTF

          ขณะที่นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ชี้แจงว่า ตลท.และหน่วยงานด้านตลาดทุน เช่น สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) จะเข้าพบและทำความเข้าใจให้กับรัฐบาลถึงความจำเป็น และประโยชน์ของกองทุน LTF เนื่องจากรัฐบาลยังไม่ได้ประกาศชัดเจนว่าจะไม่ให้สิทธิประโยชน์ ทางภาษีอีก ดังนั้นจึงยังมีโอกาสที่จะเดินหน้า สร้างความเข้าใจต่อได้

          ส่วนนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ในฐานะคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) กล่าวว่า กระแสข่าวการไม่ต่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีของกองทุน LTF ส่วนตัวยังไม่ได้รับทราบข้อมูล แต่ยังมีเวลาที่จะคุยกัน เพราะกว่าจะครบกำหนดอายุของมาตรการก็คือ สิ้นปี 2559 ซึ่งยังอีกไกล

          หนี้จำนำข้าวดันหนี้สาธารณะพุ่ง

          ด้านนายสุวิชญ โรจนวานิช ที่ปรึกษาด้านตลาดตราสารหนี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า นโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญต่อการจัดการ หนี้ภาครัฐที่เกิดขึ้นในรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งสูงกว่า 7 แสนล้านบาท และเป็นภาระต่องบประมาณใน 5 ปีข้างหน้านั้น ได้แก่ หนี้ที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าว ซึ่ง คสช.ค่อนข้างกังวล เพราะมีขนาดใหญ่ คิดเป็นสัดส่วน 8% ของหนี้สาธารณะทั้งหมดกว่า 5 ล้านล้านบาท

          "ยอดหนี้ยังไม่สรุปชัดเจนที่ 7 แสนล้าน บาท เพราะยังต้องรอผลสรุปการปิดบัญชี โดยนำผลการตรวจสต๊อกของคณะทำงานชุด ม.ล.ปนัดดา ดิสกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมาประกอบภายในเดือน ก.ย.นี้"

          อย่างไรก็ดี วันที่ 2 ก.ย. คสช.ได้อนุมัติแผนบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบฯ 2558 ที่ สบน.เสนอแล้ว เพื่อให้ทันใช้วันที่ 1 ต.ค.โดยแผนดังกล่าวอนุมัติให้ยืดหนี้ (Roll Over) หนี้โครงการจำนำข้าวที่ครบกำหนดกว่า 1 แสนล้านบาทออกไปก่อน และได้เห็นชอบให้ขยายกรอบการปิดบัญชีวงเงินหนี้จำนำข้าวคงค้างไม่ให้เกิน 5 แสนล้านบาท (เงินกู้ 4.1 แสนล้านบาท และสภาพคล่อง ธ.ก.ส.อีก 9 หมื่นล้านบาท) ออกไป จนถึงสิ้น ก.ย. 2558 จากเดิมมติ ครม.กำหนดไม่เกิน 31 ธ.ค. 2557 เนื่องจากพาณิชย์ไม่สามารถระบายข้าวได้ทัน

          ขึ้น LPG ขนส่ง-เปิดสัมปทาน

          นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ภารกิจเร่งด่วนขณะนี้คือ การปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ที่คืบหน้าในส่วนของราคาน้ำมันไปแล้ว ในส่วนของราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ยึดหลักการคือต้องใช้ให้เหมาะสม ควรให้มีการใช้ในครัวเรือน ขณะที่การใช้ในภาคขนส่งนั้น "ไม่เห็นด้วย"

          นอกจากนี้ต้องเร่งเจรจาแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมภายในประเทศของเอกชนที่จะหมดอายุเร็ว ๆ นี้ และการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ ครั้งที่ 21 ที่จะเร่งดำเนินการให้ได้ภายในรัฐบาลชุดนี้ เนื่องจากตามข้อมูลปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติ ในประเทศรองรับการใช้ได้ไม่เกิน 8 ปีเท่านั้น ทั้งจะต้องเจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ที่ชะงักมานาน เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงาน

          "ส่วนของภาษีต่าง ๆ ในเชื้อเพลิงทุกประเภทจะต้องปรับให้ตัวเลขการจัดเก็บเท่ากัน ต้องเป็นธรรม ยกเว้นผู้มีรายได้น้อยที่ต้องมีมาตรการช่วยเหลือ หลักการที่ใช้อยู่ปัจจุบันมันผิด ราคาดีเซลถูกคนใช้เยอะ ขณะที่เบนซินคนใช้น้อยมันจึงเหลือ เมื่อ ทุกโรงกลั่นเหลือ ต่างประเทศก็จ้องว่าไทยจะต้องเอาออกมาขายแบบดัมพ์ราคาแน่นอน"

          นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า เร็ว ๆ นี้เตรียมที่จะปรับราคา LPG ในภาคขนส่งแน่นอน รวมถึงการพิจารณาปรับลดประเภทน้ำมัน เชื้อเพลิงในสถานีบริการน้ำมันลงด้วย โดยให้สถาบันปิโตรเลียมฯศึกษาความเหมาะสม ว่าควรจะเป็นเชื้อเพลิงใด

          อสังหาฯขานรับภาษีที่ดินฯ

          นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในส่วนของกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มีโอกาสเป็นไปได้ เพราะนำมาใช้ทดแทนภาษีโรงเรือนและที่ดินปี 2475 แต่เป็นห่วงภาษีที่เก็บซ้ำซ้อนคือภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% และค่าโอน 2% จึงเสนอปรับอัตราจัดเก็บเป็นแบบตายตัว ครั้งละ 2-3 พันบาท รวมทั้งควรยกเว้นภาษีให้กับผู้มีที่อยู่อาศัยมูลค่าไม่เกิน 1 ล้านบาท สำหรับภาษีมรดก โอกาสนำมาใช้มี 50:50 เพราะเป็นเรื่องอ่อนไหว

          แนะกระตุ้นจ้างงานในภูมิภาค

          นายณรงค์ ปฐมกาญจนา ที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดนครปฐม เปิดเผยว่า นโยบายสำคัญที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะต้องเดินหน้าคือการลดความเหลื่อมล้ำของสังคม การสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐให้สังคมเมืองและชนบทมีความเท่าเทียมกัน ออกนโยบายกระตุ้นการจ้างงานกระจายไปยังภูมิภาค ไม่ให้กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ เพื่อลดปัญหาความแออัด

          นอกจากนี้จะต้องเร่งเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ เช่น เพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการด้านการส่งออก เช่น ช่วยเหลือ SMEs ที่กำลังขาดสภาพคล่องจากนโยบายค่าแรง 300 บาท โดยหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ แก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำอย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพ เช่น การหาตลาดใหม่

ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ