Loading

หนี้บ้าน-รถส่อเดี้ยง ลุ้นรัฐลงทุนพยุงศก

วันที่ : 25 สิงหาคม 2557
หนี้บ้าน-รถส่อเดี้ยง ลุ้นรัฐลงทุนพยุงศก.

          ชำแหละภาวะหนี้ครัวเรือน หลังที่ประชุม กนง.แสดงความเห็นห่วงอัตราก่อหนี้ใหม่เร่งกว่าการขยายตัวรายได้ พบล่าสุดสัดส่วน หนี้ครัวเรือนแตะ 82.68% ต่อจีดีพี หลังยอดหนี้ใหม่เพิ่ม 7.56 หมื่นล้านบาทภายในไตรมาสเดียว สหกรณ์ออมทรัพย์มากที่สุด 3.70 หมื่นล้านบาท จับตาค้างชำระหนี้สินเชื่อบ้าน-รถ-บัตรเครดิต- สินเชื่อส่วนบุคคลขณะที่ลูกหนี้รายใหม่ก่อตัวธุรกิจบริโภคอสังหาฯ หวังรัฐลงทุนนำร่องช่วยฟื้นการใช้จ่ายเอกชนตามมา

          ในรายงานการประชุมคณะกรรม- การนโยบายการเงิน (ฉบับย่อ) ครั้งที่ 5/2557 เมื่อวันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งได้เผยแพร่ความคิดเห็นกรรมการ กนง.เพิ่มเติมว่า ในระยะต่อไปเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงที่ต้องติดตามทั้งช่วงการปฏิรูปเศรษฐกิจอาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจในระยะสั้นบ้าง แต่วางรากฐานที่มั่นคงในประเทศไทยระยะต่อไป ผลกระทบปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์และปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งกรรมการเห็นว่ายังมีความจำเป็นต้องติดตามภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง เนื่องจากอัตราการก่อหนี้ใหม่ยังสูงกว่าการขยายตัวของรายได้

          จากข้อมูลล่าสุดเงินให้กู้ยืมและเงินลงทุนในลูกหนี้ที่สถาบันการเงินให้แก่ครัวเรือน (บุคคลธรรมดา) หรือหนี้ครัวเรือน ครัวเรือนมีการก่อหนี้เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 7.56 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันที่มียอดคงค้างหนี้ครัวเรือนในระบบทั้งสิ้น 9.87 ล้านล้านบาท เทียบกับไตรมาสก่อนหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 9.79 ล้านล้านบาท ทำให้ไตรมาสแรกของปีนี้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนขยับขึ้นระดับ 82.68% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากไตรมาส 1-4 ของปี 56 สัดส่วนหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ระดับ 77.6%, 79.2%, 80.1% และ 82.30% ตามลำดับ

          การก่อหนี้ใหม่ของภาคครัวเรือนยังคงเพิ่มขึ้น พบว่า สหกรณ์ออมทรัพย์ปล่อยกู้ให้ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นมากที่สุด 3.70 หมื่นล้านบาท เทียบกับไตรมาสก่อน ธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้น 2.54 หมื่นล้านบาท สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 8.35 พันล้านบาท บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ 28 ล้านบาท ขณะที่บริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคล 4.96 พันล้าน บริษัทประกันชีวิต ประกันภัยและประกันวินาศภัย 2.19 พันล้านบาท กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ บรรษัทตลาดรองสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม 640 ล้านบาท

          เริ่มค้างชำระหนี้สินเชื่อกลุ่มบริโภค

          เมื่อพิจารณาการด้อยลงของคุณภาพสินเชื่อ ของระบบธนาคารพาณิชย์ ปรากฏว่า ไตรมาส 2 ยอดคงค้างสินเชื่อค้างชำระหนี้ 1-3 เดือนมี ทั้งสิ้น 2.98 แสนล้านบาท หรือ 2.4% ของสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 9.6 พันล้านบาท โดยสินเชื่ออุปโภคบริโภคชะลอลงต่อเนื่องอยู่ที่ 8.8% แต่สินเชื่อภายในกลุ่มนี้ต่างมีการค้างชำระหนี้เพิ่มขึ้น นำโดยสินเชื่อรถยนต์ขยับเป็น 8.2% สินเชื่อส่วนบุคคล 2.4% บัตรเครดิต 2.2% และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย 1.5% ขณะที่สินเชื่ออุตสาหกรรม รวมถึงสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างเพิ่มขึ้น 4.1% และ2.9%

          ในแง่ของปริมาณการเพิ่มขึ้นของหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในไตรมาส 2 อันดับแรกเป็นธุรกิจเกี่ยวกับกิจกรรมอสังหาริมทรัพย์ 3.39 พันล้านบาท อุปโภคบริโภคส่วนบุคคล 2.73 พันล้านบาท ธุรกิจขายส่ง ขายปลีก ซ่อมยานยนต์ และจักรยานยนต์ 2.38 พันล้านบาท และธุรกิจเหมืองแร่และเหมืองหิน 60 ล้านบาท

          หนี้รายใหม่ก่อตัวธุรกิจบริโภค-อสังหาฯ

          สาเหตุหนี้เพิ่มขึ้น พบว่าลูกหนี้รายใหม่เกิดขึ้นธุรกิจอุปโภคบริโภคมากที่สุด ตามด้วยกิจกรรมอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่หนี้เคยปรับโครง สร้างหนี้แล้วกลับมาเป็นหนี้ใหม่อีกครั้ง (รีเอ็นทรี) เพิ่มขึ้นในธุรกิจกิจกรรมอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก ขณะเดียวกัน เพื่อหนี้เอ็นพีแอลลดลงธุรกิจอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลเป็นอันดับแรกเลือกใช้วิธีปรับโครงสร้างหนี้และวิธีอื่นๆ ทั้งกรณีไม่ปรับโครงสร้างหนี้โอนเป็นหนี้ปกติ หรือการรับชำระหนี้ ตัดหนี้สูญของหนี้ที่หมดสิทธิเรียกร้อง รวมทั้งการขายหนี้ เป็นต้น

          ด้านนายจิรเทพ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา โฆษกธปท.กล่าวว่า ภาพรวมหนี้ครัวเรือนน่าจะทรงตัวระดับนี้ไประยะหนึ่ง โดยหนี้ครัวเรือนมาจากการบริโภคในอนาคตนำมาใช้ล่วงหน้า ส่วนหนึ่งเป็นผลจากโครงการประชานิยม ถ้าในอนาคตไม่มีเรื่องเหล่านี้ก็จะมีวินัยการเงินและการคลังมากขึ้น อีกทั้งเชื่อว่าการทำนโยบายต่างๆ ของภาครัฐจะทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ขณะนี้ปัญหาหนี้ครัวเรือนไม่ใช่จุดน่าห่วง และระดับอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันไม่มีผลต่อเสถียรภาพหรือความมั่นคงทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือน

          หวังเอกชนใช้จ่าย-รัฐลงทุนกระตุ้นศก.

          อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เศรษฐกิจไทยขยายตัวไม่ดีนักและต่ำกว่าที่ ธปท.คาดการณ์ไว้ แต่ ธปท.มองว่าช่วงครึ่งหลังของปีเป็นต้นไป นับตั้งแต่เดือน ก.ค.57-มิ.ย.58 เศรษฐกิจไทยจะกลับมาโตตามศักยภาพ โดยขณะนี้ทิศทางเศรษฐกิจดีขึ้น นโยบายภาคการคลังชัดเจน ซึ่งรัฐเริ่มกระตุ้นเศรษฐกิจไทยจากเรื่องระยะปานกลางและระยะยาวควบคู่ไปกับเรื่องระยะสั้น จึงเป็นโอกาสที่ดีหลายเรื่องเกิดขึ้น อีกทั้งธปท.สนับสนุนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 58 ขาดดุล 2% ของจีดีพี ฉะนั้น การใช้จ่ายภาคเอกชนและการลงทุนภาครัฐเป็นแรงส่งที่สำคัญเศรษฐกิจไทยระยะต่อไป

 

ที่มา : ASTVผู้จัดการรายวัน

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ