Loading

สรรพากรจ่อรีดภาษีมรดก คสช.ไฟเขียวประเดิมบ้าน ที่ดิน รถยนต์ เงินฝาก หุ้น/พันธบัต

วันที่ : 21 สิงหาคม 2557
สรรพากรจ่อรีดภาษีมรดก คสช.ไฟเขียวประเดิมบ้าน ที่ดิน รถยนต์ เงินฝาก หุ้น/พันธบัตร

          สรรพากรลุยเก็บภาษีมรดกจากผู้รับ! "ประสงค์"อธิบดียันเก็บภาษีมรดกเฉพาะขึ้นทะเบียน "บ้าน ที่ดิน รถยนต์ เงินฝาก หุ้น/พันธบัตร" โดยยังไม่แตะพระเครื่อง วัตถุโบราณ และเครื่องประดับ ขณะที่อัตราภาษีจะอยู่ระหว่าง 5% แต่ไม่เกิน 30% ของราคาสินทรัพย์  เผย เสนอกฤษฎีกาชี้แจงเพิ่มเติมจนสิ้นข้อสงสัย หลังคสช.อนุมัติในหลักการ-ลุ้นเคาะประกาศใช้เร็วๆนี้

          นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้อนุมัติในหลักการให้กรมสรรพากรจัดเก็บภาษีมรดกได้ โดยมีหลักการสำคัญคือ 1.เก็บภาษีจากผู้ที่ได้รับมรดก 2.มรดกที่ถูกเก็บภาษี ต้องเป็นสินทรัพย์ที่มีการขึ้นทะเบียนไว้เป็นหลักฐาน เช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์ หุ้น เงินฝากหรือพันธบัตร เป็นต้น 3.อัตราภาษีที่กำลังอยู่ระหว่างพิจารณานั้น จะสูงกว่า 5% แต่น้อยกว่า 30% ของราคาสินทรัพย์ และ 4.เก็บภาษีมรดกจะจัดเก็บจากสินทรัพย์ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ และนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ

          ทั้งนี้ กรมสรรพากรได้ส่งเรื่องดังกล่าวไปให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษ ฎีกาตีความแล้ว และอยู่ระหว่างรอการชี้แจงร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เพราะยังมีอีกหลายประเด็นที่ต้องชี้แจงเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความชัดเจน และมีความยุติ ธรรมต่อทุกฝ่าย หลังจากนั้น กรมสรรพากรจะเสนอให้คสช.พิจารณาเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่จะมีผลบังคับใช้ต่อไป

          สำหรับประเภทมรดกที่เข้าข่ายจะต้องเสียภาษีนั้น ในเบื้องต้นกรมสรรพากรจะเก็บจากทรัพย์ สินที่มีการลงทะเบียนเอาไว้อย่างชัดเจน เช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์ เงินฝากในบัญชีของธนาคาร พันธบัตร ตราสาร และหุ้น เป็นต้น เพราะสามารถตีราคาสินทรัพย์ที่เป็นปัจจุบันได้ทำให้สะดวกในเรื่องของการคำนวณราคา ส่วนทรัพย์สินที่ไม่มีการลงทะเบียน เช่น เครื่องประดับพระเครื่องและวัตถุโบราณ เป็นต้น จะไม่นำมาคำนวณในการเก็บภาษีมรดก

          "กรมสรรพากรไม่ได้จัดเก็บภาษีมรดก เพื่อหวังผลจากรายได้ หรือเม็ดเงินภาษี แต่เป็นเรื่องของความยุติธรรมในระบบภาษีมากกว่า เพราะคนทำงานแล้วมีรายได้ คือผู้ใช้ทรัพยากรของประเทศและเป็นผู้ที่เสียภาษีให้แก่รัฐบาล แต่ผู้ที่รับมรดกคือที่ผู้ได้รับทรัพย์สินจากผู้เสียชีวิตทำให้มีฐานะร่ำรวยเพิ่มมากขึ้นก็ควรที่จะเสียภาษีให้แก่รัฐบาล"

          ขณะที่กรมสรรพากรไม่ได้ตั้งเป้ารายได้จากการจัดเก็บภาษีมรดก แต่ขึ้นอยู่กับการเสียชีวิตของเศรษฐีหรือมหาเศรษฐีในแต่ละปี  ซึ่งการจัดเก็บภาษีมรดกยังช่วยในเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกด้วย เพราะคนที่ร่ำรวย หรือเป็นเศรษฐีแม้จะมีเงินมากมาย แต่ปริมาณการใช้จ่ายนั้นน้อยมากเมื่อเทียบกับทรัพย์สินที่ถือครองอยู่ทำให้ความมั่งคั่งหรือเงินที่ถูกสะสมเอาไว้ไม่ได้ถูกนำใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจแต่ต้องการเก็บเอาไว้เป็นมรดกเพื่อมอบให้แก่ลูกหลาน ซึ่งเงินจำนวนนี้ หากมีการนำออกมาใช้จ่ายก็จะช่วยทำให้เงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

          ก่อนหน้านี้กรมสรรพากรได้ศึกษาเรื่องการจัดเก็บมรดกมานานกว่า 20 ปี แต่ในที่สุดก็ไม่สามารถผลักดันเรื่องดังกล่าวได้สำเร็จ เพราะมีข้อมูลโต้แย้งและข้อมูลที่สนับสนุนมาหักล้างกันตลอดเวลา ทั้งนี้ฝ่ายที่สนับสนุนให้มีการจัดเก็บภาษีมรดกระบุว่า บุคคลที่ใช้ทรัพยากรภายในประเทศก็ควรที่จะเสียภาษีให้แก่รัฐบาล มรดกที่ผู้รับได้รับจากผู้ตายก็ควรเสียภาษีให้แก่รัฐบาล ส่วนฝ่ายที่คัดค้าน ระบุว่าก่อนที่ผู้ตายจะเสียชีวิต ทรัพย์สินที่เป็นมรดกทิ้งไว้ให้แก่ลูกหลานได้เสียภาษีให้แก่รัฐบาลไปหมดแล้ว เมื่อผู้รับได้รับมรดกจากผู้ตายก็ไม่ควรเสียภาษีอีกแล้ว

          อนึ่ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันประเทศพัฒนาแล้ว มีการจัดเก็บภาษีมรดกในอัตราที่สูงมาก ทั้งในสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เนื่องจากคนรวยที่สะสมทรัพย์สินไว้เป็นจำนวนมาก มักจะไม่นำสินทรัพย์เหล่านั้นออกมาใช้หรือก่อให้เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจและประเทศชาติเช่น ญี่ปุ่น จะถูกเก็บภาษีมรดกจากผู้รับในอัตราสูงถึง 50% ทำให้คนชราในญี่ปุ่น กลายเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อของประเทศ ซึ่งคนชรากลุ่มนี้มักจะชอบเดินทางและท่อง เที่ยวเพื่อใช้จ่ายเงิน ซึ่งวิธีการนี้ทำให้ มีเงินเข้ามาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ