Loading

สั่งแบงก์ตั้งสำรองเพิ่ม รับมือเศรษฐกิจผันผว

วันที่ : 6 สิงหาคม 2556
สั่งแบงก์ตั้งสำรองเพิ่ม รับมือเศรษฐกิจผันผวน

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ได้สั่งให้ธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อรวมทั้งให้ตั้งสำรองเงินเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อรองรับภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน และอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชน เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะการฟื้นตัวของประเทศขนาดใหญ่ที่ไม่ชัดเจนจึงมีผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายและอัตราแลกเปลี่ยน ส่วนปัญหาการเมืองยังเป็นปัจจัยเสี่ยงในระยะสั้นและกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนได้บ้าง

 

ทั้งนี้ ภาพรวมของระบบสถาบันการเงินยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ต้องระวังปัจจัยเสี่ยงจากทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อาจส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์รับภาระหนี้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยที่ผ่านมา ธปท. ได้ขอให้ธนาคารพาณิชย์ตั้งสำรองเงินเพิ่มขึ้น เพราะเห็นเป็นช่วงที่ธนาคารมีผลกำไรดี หากเกิดภาวะไม่คาดคิดก็สามารถแก้ไขปัญหาได้ แนวทางนี้เป็นที่ยอมรับจากสถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของต่างประเทศ และทำให้ระบบสถาบันการเงินไทยมีความมั่นคงมากขึ้น

 

ขณะที่ ปัจจัยภายในประเทศจากปัญหาทางการเมืองนั้น สามารถส่งผลกระทบต่อธนาคารพาณิชย์ทางอ้อม โดยเฉพาะการลงทุนและการใช้จ่ายที่ลดลง สะท้อนมายังคุณภาพสินเชื่อ โดยเชื่อว่าธนาคารพาณิชย์สามารถรับสถานการณ์ได้ดี และ ธปท.ยังไม่จำเป็นต้องมีมาตรการเตือนหรือดูแลเฉพาะอะไรเป็นพิเศษ ทั้งนี้ต้องรอเวลาอีกระยะหนึ่งเพื่อดูว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปอย่างไร

 

"เชื่อว่าทุกฝ่ายจะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้งและหาทางออก หากยืดเยื้อหรือมีความรุนแรงจะกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านการบริโภคและการลงทุน แต่ยังเชื่อว่าสถานการณ์การเมืองขณะนี้จะเกิดในช่วงสั้นเท่านั้น"

 

นายประสาร กล่าวในงานสัมมนาการคุ้มครองเงินฝากและการกำกับดูแลสถาบันการเงิน ว่า สถาบันคุ้มครองเงินฝากได้สร้างความมั่นใจและดูแลเงินฝากให้กับประชาชนอย่างเหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งอยู่ภายใต้เงื่อนไข 4 ข้อ ได้แก่ เศรษฐกิจไทยอยู่ในฐานะที่มั่นคงและเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง,ระบบสถาบันการเงินยังสามารถรองรับความเสี่ยงได้ดี, ความพร้อมของกฎหมายที่ให้อำนาจแก่หน่วยงานในการดูแลสถาบันการเงินที่มีปัญหาได้ทันการ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนผู้ฝากเงิน และการบริหารของสถาบันการเงินมีธรรมาภิบาล

 

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สถาบันคุ้มครองเงินฝากปัจจุบันมียอดการคุ้มครองต่อบัญชีที่ 50 ล้านบาท และในปี 59 จะทยอยปรับลดวงเงินคุ้มครองลงเหลือ 1 ล้านบาทต่อบัญชีโดยคิดเป็นบัญชีเงินฝากทั้งหมด 63 ล้านบัญชี คิดเป็นสัดส่วน 98% ของบัญชีทั้งหมดในระบบ หรือคิดเป็นวงเงิน 2 ล้านล้านบาท โดยยืนยันว่าสถาบันการเงินของไทยมีความมั่นคง เห็นได้จากเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และธนาคารพาณิชย์มีกำไรอยู่ในระดับสูง ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลอยู่ในเกณฑ์ที่วางไว้

 

ที่มา :น.ส.พ. เดลินิวส์

 

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ