Loading

แนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิ

วันที่ : 29 กรกฎาคม 2556
แนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจ

คลัง'เร่งเคลียร์งบค้าง 2.5 แสนล้านบาทกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

 

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ รองปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า แนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจครึ่งหลังปี 2556 ในส่วนของกระทรวงการคลังต้องเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณให้มากขึ้น เพื่อให้เม็ดเงินออกสู่ระบบกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีงบ ประมาณ 2556  เพราะขณะนี้ยังมีเงินงบประมาณค้างประมาณ 250,000 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอตัวลงไปมากกว่านี้  โดยหวังงบจาก 3 ส่วน คือ งบลงทุนในงบประมาณประจำปี 2556  งบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ และเงินกู้เพื่อการบริหารจัดการน้ำ ไปช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หลังจากการบริโภคชะลอตัวและการส่งออกได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก  โดยเฉพาะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าซบเซาลง เช่น จีน

 

นายพงษ์ภาณุ กล่าวว่า ในส่วนของงบลงทุนปี 2556 จัดสรรไว้ประมาณ 400,000 ล้านบาท ตั้งเป้าการเบิกจ่ายร้อยละ 80 หรือประมาณกว่า   300,000 ล้านบาท แต่สิ้นเดือนมิถุนายนยังเบิกจ่ายได้เพียง 200,000 ล้านบาท จึงเหลือกว่า 100,000  ล้านบาทจะต้องเร่งรัดการเบิกจ่ายภายในเดือนกันยายนนี้ สำหรับส่วนราชการยังมีปัญหาการเบิกจ่าย เช่น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) คณะกรรมการส่งเสริมการกระจายอำนาจที่เป็นงบอุดหนุน  องค์กรปกครองท้องถิ่น  (อปท.) องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท โดยหน่วยงานดังกล่าว มีแผนก่อสร้างจำนวนมาก แต่ติดปัญหาเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณจากการจัดซื้อจัดจ้าง เพราะใช้วิธีการประมูล ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (อี-อ๊อคชั่น)หลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ แม้ต้องหันมาใช้วิธีพิเศษการจัดซื้อจัดจ้างก็ยังทำไม่ได้

 

รองปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังต้องพิจารณาว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร โดยไม่ใช่การแก้ไขผ่านกฎเกณฑ์ เพราะอาจถูกมองและมีปัญหาเรื่องความโปร่งใส รัฐบาลจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการเร่งรัดการเบิกจ่ายขึ้นมาดูเรื่องนี้โดย เฉพาะ จึงได้กำหนดระยะเวลาให้ส่วนราชการเร่งดำเนินการเบิกจ่ายภายในวันที่ 30 กรกฎาคมนี้ หากยังไม่สามารถก่อหนี้ผูกพันได้จะถูกตัดงบประมาณเบื้องต้นคาดว่ามีประมาณ 18,000 ล้านบาท

 

สำหรับเงินกู้เพื่อการบริหารจัดการน้ำ 350,000 ล้านบาทนั้น กระทรวงการคลังกู้เงินไปแล้ว 250,000 ล้านบาทสำหรับการปลูกป่าต้นน้ำทั่วประเทศและทำสัญญาเงินกู้อีก 325,000 ล้านบาท หลังศาลปกครองมีคำสั่งให้จัดทำประชาพิจารณ์จากประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งจัดทำผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) และการศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) จึงจะสามารถเบิกเงินกู้ได้ แต่ไม่ใช่กระทบกับทั้งหมดของโครงการป้องกันน้ำท่วม กระทรวงการคลังคัดกรองว่าโครงการใดต้องทำตามมติศาล และโครงการใดสามารถเดินหน้าต่อไปให้สามารถเบิกจ่ายเงินลงทุนโดยไม่ขัดมติศาล คาดว่าสามารถเบิกจ่ายได้ประมาณ 20,000  ล้านบาทในสิ้นปีงบประมาณ  คาดว่าจะทันในช่วงไตรมาส 4 ปี 2556

                นอกจากนี้ ยังมีงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจประมาณ 300,000 ล้านบาทแต่พบว่าเบิกจ่ายล่าช้ามาก ทำได้เพียงกว่า 100,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือกว่า 100,000 ล้านบาท คาดว่าจะลงทุนได้ไตรมาสสุดท้าย เช่น การลงทุนของรถไฟฟ้าสายสีม่วง สายสีน้ำเงินและเขียว รวมถึงงบลงทุนซื้อหัวรถจักรของการรถไฟแห่งประเทศไทย  (รฟท.)

 

                สำหรับปัจจัยบวกต่อการลงทุนในช่วงปลายปียังมีผลจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)  คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับต่ำ การไหลเข้าของเงินทุนชะลอลงในช่วงนี้  ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ใช้โอกาสนี้ไถ่ถอนพันธบัตร หลังจากออกมาเพื่อดูดซับสภาพคล่องไปก่อนหน้านี้เพื่อลดภาระดอกเบี้ยลงและยังเป็นการปล่อยสภาพคล่องออกมาในตลาดเงินเพื่อเปิดทางให้เอกชนและรัฐบาลระดมทุน ดังนั้น ธปท. จึงต้องปรับทิศทางจากเป็นผู้ดูดซับสภาพคล่องมาเป็นผู้ปล่อยสภาพคล่องออกสู่ ระบบมาแทน

 

 ที่มา: หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย

 

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ