Loading

ห่วงลงทุนล่าช้าฉุด ศก. 'กิตติรัตน์' แขวะคนมาค้านกระทบเชื่อมั่นนักลงทุ

วันที่ : 25 กรกฎาคม 2556
ห่วงลงทุนล่าช้าฉุด ศก. 'กิตติรัตน์' แขวะคนมาค้านกระทบเชื่อมั่นนักลงทุน

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยว่า เป็นห่วงความล่าช้าของโครงการลงทุนภาครัฐขนาดใหญ่ ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท และโครงการลงทุนระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ วงเงิน 350,000 ล้านบาท หากไม่สามารถดำเนินงานได้ตามแผน อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวและกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน เห็นได้จากโครงการลงทุนระบบน้ำ ซึ่งล่าสุดต้องไปเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนเพื่อทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) ตามคำสั่งศาลปกครองกลางก่อน

        

"ในโครงการลงทุนด้านน้ำนั้น ต้องยอมยอมรับกระบวนการทางกฎหมายตามคำสั่งศาล แต่อดคิดไม่ได้ว่า ที่ผ่านมาสมาคมต่อต้านโลกร้อนที่ดูจะห่วงใยในทุกเรื่อง ทำไมไม่เห็นอยู่ในช่วงที่เกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 54 และอดคิดไม่ได้ว่าการผลักดันให้โครงการล่าช้าเป็นเหตุผลทางการเมือง"

     

นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า เรื่องการบริหารงานด้านเศรษฐกิจนั้น ตามหน้าที่ของตนจะขอทำงานอย่างเต็มที่ แต่ก็อยากให้มุมอื่นเพลาๆ มือลงบ้าง โดยอยากให้ลองคิดว่า หากบรรยากาศด้านการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมือง ก็จะส่งผลถึงรายได้จากนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทยหายไป ขณะที่โครงการลงทุนระบบน้ำก็เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องลงทุน แต่ถ้าตอนนี้ยังมีเรื่องอะไรเข้ามากระทบให้โครงการล่าช้าออกไปอีกก็อาจส่งผลเสีย แต่ถ้าโครงการต่างๆ สามารถดำเนินการได้ตามแผนก็เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจประเทศ

      

ขณะที่รัฐบาลมีแผนกระตุ้นรายได้จากภาคการท่องเที่ยวให้เข้ามาทดแทนรายได้จากภาคการส่งออกที่ชะลอตัวลง โดยข้อมูลของกรมการท่องเที่ยว ระบุว่า ในครึ่งปีแรกนี้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในไทยแล้ว 12.74 ล้านคน เพิ่มขึ้น 20.01% จากช่วงเดียวกันปีก่อน

    

นายกิตติรัตน์ กล่าวว่ารัฐบาลได้วางแผนในการดูแลเศรษฐกิจไว้หมดแล้ว ทั้งเรื่องการปรับสมดุลเศรษฐกิจ ที่เคยเน้นเรื่องการส่งออก มาเป็นเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศเคยเน้นเรื่องการส่งออก มาเป็นเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศแทน ขณะเดียวกันก็มีการปรับค่าแรงขั้นต่ำ และเพิ่มการใช้จ่ายในภาครัฐ

        

ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ประกาศว่า จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้วยงบประมาณมหาศาล ซึ่งหากไม่ทำ ก็จะมีผลกระทบกับไทยอย่างแน่นอน

         

"มุมเศรษฐกิจ เราทำเต็มที่ แต่มุมอื่นๆ เราเพลาๆ มือกันบ้างได้ก็จะดี...ในมุมมองหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ อยากวิงวอนผู้นำความคิด และกลุ่มต่างๆ จะมีความคิดเห็นการเมืองอย่างไรก็ตาม แต่ขอให้นึกถึงในแง่มุมเศรษฐกิจไว้ด้วย" นายกิตติรัตน์ กล่าว

        

ขณะที่นางสาลินี วังตาล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การตั้งสำรองของธนาคารพาณิชย์ไม่ได้มีผลทำให้กำไรของระบบธนาคารพาณิชย์ลดลง และการตั้งสำรองดังกล่าวที่ธนาคารพาณิชย์ดำเนินการก็ไม่ได้เป็นผลจากหลักเกณฑ์ของธปท.บังคับ แต่เป็นการทำเพราะความสมัครใจของธนาคารเอง เพื่อรองรับความผันผวนหรือไม่แน่นอนของทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง

        

"เราไม่ได้ไปสั่งการให้แบงก์ตั้งสำรองจนกำไรลดลง เพราะที่ผ่านมาแบงก์ตั้งเกินเกณฑ์ที่กำหนดอยู่แล้ว แต่แบงก์สมัครใจตั้งกันเอง ซึ่งก็เป็นเรื่องดี เพราะสามารถรองรับความไม่แน่นอนได้" นางสาลินี กล่าว

        

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ธนาคารพาณิชย์ทยอยแจ้งผลประกอบการในไตรมาส 2 ของปีนี้ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยส่วนใหญ่อัตรากำไรยังอยู่ในระดับที่ดี ไม่ได้ลดลง แต่เมื่อเข้าไปดูในรายละเอียดของแต่ละธนาคารพาณิชย์ กลับพบว่าธนาคารแต่ละแห่งมีภาระรายจ่ายการสำรองหนี้เพิ่มมากขึ้นจากการตั้งสำรองพิเศษตามข้อกำหนดของ ธปท.

      

อย่างไรก็ตาม การตั้งสำรองดังกล่าวเพื่อเป็นการรองรับความเสี่ยงเชิงระบบ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง อาทิ ธนาคารกรุงศรีฯ ตั้งสำรองพิเศษ 2,800 ล้านบาท ธนาคารทีเอ็มบีตั้งสำรองพิเศษ 4,140 ล้านบาท ธนาคารทิสโก้ตั้งสำรอง 810 ล้านบาท ธนาคาร เกียรตินาคินตั้งสำรอง 829 ล้านบาท เป็นต้น

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

 

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ